ฟังเสียงพร้อมเพลงประกอบ : http://www.4shared.com/mp3/gmlnRuuU/The_Royal_Legend_019_.htm
หรือที่ : http://www.mediafire.com/?8z0bz33v8b0ar7k
...............








ทรงได้มันมาเมื่อมันเกิดมาได้ไม่กี่วัน ก่อนนั้นมันร้องทั้งวัน แต่ พอถูกนำมาถวายพระเจ้าอยู่หัว มันก็หยุดร้องและคลานเข้าไปหมอบอยู่บนพระเพลาหรือตักของพระองค์ ราวกับขอฝากชีวิตไว้ แล้วมันก็หลับไปเลย ไกลจากความกังวล ความเหงาและความกลัว





คนไทยบางคนอาจรับไม่ได้ กับการประชดเปรียบเปรยให้ยกย่องเทิดทูนพระเจ้าอยู่หัว โดยยกสุนัขให้เป็นแบบอย่าง แต่คนไทยส่วนใหญ่ก็รักคุณทองแดง และหนังสือพระราชนิพนธ์เล่มนี้ มีคนซื้อหนังสือเล่มนี้ไปมากกว่าห้าแสนเล่ม กลายเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดของไทยตลอดกาล

เสื้อยืดคุณทองแดง ก็มียอดขายในปริมาณใกล้เคียงกัน โดยถวายผลกำไรจากการขายโดยเสด็จพระราชกุศล





ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกมาก เพราะการขึ้นครองราชย์ของพระองค์มาจากของการสืบเชื้อสายพระราชวงศ์ที่เป็นเรื่องบังเอิญแท้ๆ น่าจะทำให้พระองค์เป็นได้แค่สัญญลักษณ์ในทางการปกครองเท่านั้น












พระเจ้าอยู่หัวทรงตั้งพระทัยที่จะสร้างพระองค์ให้แตกต่างจากนักการเมืองโดยถือเป็นเรื่องของพระมหากรุณาธิคุณ ที่ได้ทรงเสียสละเพื่อประเทศชาติและประชาชนตามหลักแห่งทศพิธราชธรรม แต่เวลาที่นักการเมืองหรือนักธุรกิจทำอย่างเดียวกัน ก็จะถูกมองว่าเป็นแค่สร้างภาพเพื่อผลประโยชน์





ทรงต้องย้ำแล้วย้ำอีก ว่าพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีทุกพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ของประชาชน และต้องทำให้ประชาชนเชื่อให้จงได้ว่ารัชกาลที่ 7 ทรงเป็นผู้ให้กำเนิดประชาธิปไตยที่มีรัฐธรรมนูญด้วยพระองค์เองในปี 2475








แต่พระเจ้าอยู่หัวก็ไม่เคยเชื่อมั่นการเลือกตั้ง และไม่ทรงเห็นสาระประโยชน์จริงๆ สำหรับการเลือกตั้งผู้แทนมาเป็นผู้นำ และพระองค์ก็ไม่เคยสนับสนุนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ทรงพระเกษมสำราญโดยไม่ต้องมีการเลือกตั้งในช่วงจอมพลสฤษดิ์และจอมพลถนอม ทรงสนับสนุนให้มีวุฒิสภาแต่งตั้งและพระองค์มักจะทรงเป็นคนแต่งตั้งเองเพื่อครอบงำสภาผู้แทนราษฎร




ส่วนในเรื่องของธรรมะ พระองค์ทรงตีความว่าชะตาของคนไทยล้วนผูกอยู่กับชุมชน และการกระทำของบุคคลจะต้องถูกพิจารณาในแง่ผลที่มีตอคนอื่นๆ ชะตากรรมของประชาชนนั้นผูกกับรัฐ และชะตากรรมของรัฐผูกอยู่กับสถาบันกษัตริย์


ไม่ว่าจะอย่างไร ชาวบ้านไม่ได้ทำงานหนักพอสำหรับประเทศชาติ ดังนั้นในหลวงภูมิพลจึงเติมความอุตสาหะเข้าไปในรายการคุณธรรมประจำใจ โดยเน้นงานส่วนรวมมากกว่างานส่วนตน ทรงตำหนิคนที่ไม่ทำงานหนักว่าขัดขวางการพัฒนาของตนเองและทำร้ายประเทศชาติ











ทรงให้คำแนะนำกับสภาร่างรัฐธรรมนูญในปี 2540 เพื่อให้รัฐธรรมนูญใหม่สั้นและเรียบง่ายที่สุด อย่างที่บริวารของวัง มรว. ทองน้อย ทองใหญ่ เขียนในทศวรรษ 2520 ว่ารัฐธรรมนูญเดียวที่จำเป็น คือฉบับที่เชิดชูความปรองดองภายใต้ร่มเศวตฉัตรของพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล







แถมด้วยการสร้างภาพด้วยพระองค์เอง ที่แสดงการหลุดพ้นไปจากโลกีย์นี้ เช่น อัศจรรย์เรื่องตัวเลข การปฏิบัติพิธีกรรมพราหมณ์ - ฮินดูสุดขลังดั้งเดิม การมองข้ามคนและกลไกของรัฐบาลสมัยใหม่ และการสนพระทัยแต่พระและชาวพุทธในการโฆษณาวิสัยทัศน์ของพระองค์เอง









ท่านผู้หญิงบุตรีเล่าเรื่องด้วยท่าทีเคร่งขรึมอย่างที่สุด ถึงพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลในฐานะพระพรหมที่ขี่หงส์ เวลาเสด็จประทับขบวนเรือแห่กฐินประจำปีไปยังวัดอรุณ ต้องประทับเรือสุพรรณหงส์








หนังสือ The Revolutionary King หรือกษัตริย์นักปฏิวัติ ของสตีเวนสันก็เช่นเดียวกับหนังสือเกี่ยวกับพระเจ้าอยู่หัวเล่มอื่นๆ ที่ล้วนสอดแทรกไปด้วยความลี้ลับและปาฏิหาริย์ เริ่มด้วยเรื่องราวของเด็กหญิงกำพร้า สังวาลย์ ที่ฟันฝ่าอุปสรรคกลายเป็นแม่ของกษัตริย์สองคน

ตอนเป็นเด็กเจ้าฟ้าภูมิพลแสดงความสนใจเกินธรรมชาติในเรื่องไฮดรอลิก ป่าไม้ และวิศวกรรม และสามารถแปลบทกวีภาษายุโรปได้ห้าภาษา






ทรงมีประสบการณ์เหนือโลกอีกมาก ทรงสัมผัสถึงวิญญาณของพระเชษฐาตลอดเวลา เมื่อมจ.วิภาวดี รังสิตสิ้นชีพิตักษัยในปี 2520 เนื่องจากเฮลิค็อปเตอร์ถูกทหารปลดแอกพรรคคอมมิวนิสต์ไทยยิงตก ในหลวงภูมิพลทรงอ้างว่าวิญญาณของเธอมาปรากฏต่อพระองค์เพื่อเตือนถึงอันตราย


สตีเวนสันอ้างพระญาณสังวรพูดว่า “ พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลทรงเป็นมหาบุรุษ ทรงมีพลังอำนาจและญาณวิเศษที่จะเห็นเรา ไม่เพียงแต่ในภพนี้เท่านั้น ยังในภพก่อนๆ อีกด้วย ทรงเป็นพระโพธิสัตว์แห่งความเมตตาที่มีสายพระเนตรจับจ้องทะลุทะลวงไปถึงตัวตนชั่วกัล์ปของเรา ”








บรรดานักปฏิรูปก็อึดอัดคับข้อง คนไทยยังคงฝากศรัทธาไว้กับพระมหากษัตริย์วัยชรา และประชาชนโดยทั่วไปมีทัศนะว่านักการเมืองทั้งหมดเห็นแก่ตัวและโกงกิน มีแต่พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลเท่านั้นที่ประชาชนหวังพึ่งได้















ความไม่พร้อมนี้ ไม่ใช่ความผิดของฟ้าชายวชิราลงกรณทั้งหมด เพราะฟ้าชายทรงอาศัยพระบารมีของพระบิดามาตลอด เหมือนฟ้าชายชาร์ลส์แห่งอังกฤษ ที่ 50 ปี ผ่านไปก็ยังคงไร้ความสามารถ







ด้วยความแพร่หลายอย่างจงใจ คำทำนายนี้มีส่วนช่วยการปฏิบัติที่ปิดฉากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ กลายเป็นคำทำนายที่เป็นจริง แต่ยังมีคำทำนายอีกว่าราชวงศ์จักรีจะสิ้นสุดใน 230 ปี คือในปี 2555...ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าจะจริงหรือไม่ จะช้าหรือเร็วกว่าคำทำนาย หรือไม่


................
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น