หรือที่ : http://www.mediafire.com/?ps5yml5r6s09p3w
ตำนานๆ 009014 : ทรงพระเก่งแต่ผู้เดียว
..............

ปี 2538 ประชาธิปัตย์ถูกมรสุมเรื่องทุจริตสปก.4-01

และถูกอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ ทำให้นายชวนต้องยุบสภาเนื่องจากพลตรีจำลองหัวหน้าพรรคพลังธรรมประกาศถอนตัวกลางดึก


และเศรษฐีรุ่นใหม่เจ้าของธุรกิจคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือและดาวเทียม พตท.ทักษิณ ชินวัตรในนามหัวหน้าพรรคพลังธรรม

วังต้องลดบทบาทไปนั่งทอดพระเนตรข้างสนามการเมือง พระเจ้าอยู่หัวและราชวงศ์จำเป็นต้องมีบทบาทในสังคมเพื่อรักษาความเป็นผู้นำทางวัฒนธรรมและการเมืองราชวงศ์ทุกพระองค์จึงหมั่นปฏิบัติราชกรณียกิจเป็นประจำมิได้ขาดแต่ยังไม่เพียงพอ


ทรงตำหนิรัฐบาลนายชวนแบบเดียวกับรัฐบาลชาติชายคือทรงประเมินว่ารัฐบาลนายชวนทำงานผิดพลาดและเห็นแก่ตัว มีการแก่งแย่งตำแหน่งกันในการปรับครม.กลางปี 2536 โดยมีพลเอกชวลิตเป็นหัวหน้าทีม





นักอนุรักษ์ที่ล้มโครงการเขื่อนน้ำโจนในปี 2531 ได้เข้าร่วมต่อสู้กับโครงการเขื่อนต่างๆ

หยุดยั้งโครงการผลิตกระแสไฟฟ้าที่ในหลวงกับกฟผ.จะสร้างเขื่อนบนโตรกน้ำตกเหวนรกในอุทยานเขาใหญ่ที่ประชาชนคัดค้าน


ในปี 2532 มีรับสั่งให้ทำการขุดลอกเพื่อให้น้ำไหลลงทะเลได้สะดวก
ผลที่เกิดขึ้นคือ ทำให้น้ำเค็มหนุนเข้าไปมากกว่าเดิมในช่วงหน้าแล้งสร้างความเสียหายแก่ไร่นา มาคราวนี้ในหลวงมีพระประสงค์สร้างทำนบกันน้ำเค็ม




ส่วนในหลวงภูมิพลก็ทรงมองพวกนักสิ่งแวดล้อมว่าเป็นพวกอวดดี และชอบพระทัยกับการ เรียกเอ็นจีโอ NGO ว่าโง่









ผู้อำนวยการโครงการในพระราชดำริ คือ นายสุเมธ ตันติเวชกุลได้โหมความรู้สึกเร่งด่วนเต็มที่โดยประกาศว่า ประเทศกำลังป่วยอย่างสาหัสและในหลวงทรงทราบถึงอันตรายใหญ่หลวงหากไม่ทรงทำอะไร พระองค์ทรงอดทนมาก แต่เวลาใกล้เข้ามาทุกที..เขื่อนก็เหมือนกับการผ่าตัดมะเร็งเพื่อรักษาร่างกายที่เจ็บป่วย

















พระราชดำริบางอย่างก็เป็นประโยชน์ แต่ส่วนใหญ่แล้วก็ซ้ำซ้อนกับสิ่งที่ทำกันอยู่แล้ว พระราชดำริบางเรื่องก็ผิดเต็มๆ เช่น การทำอุโมงค์ลอดทางแยกหลายแห่งกับการที่พระองค์ทรงคัดค้านการขึ้นภาษีรถยนต์










นายกบรรหารประกาศว่าจะน้อมรับใส่เกล้าฯและประสานงานกับรองนายกฯทั้งสอง นายสมัครกับพตท.ทักษิณให้สัญญาว่าจะทำงานร่วมกัน





ทรงถอดเกราะพิเศษออกอย่างน่าหวาดเสียว ทั้งๆที่ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอ้างสิทธิของพลเมือง แต่มันก็ได้ผลชะงัด เมื่อเสด็จเข้าโรงพยาบาลอีกครั้งในเดือนกันยายนเพื่อรักษาแผลที่กำเริบจากการผ่าตัด ผู้คนพากันพูดว่านายกบรรหารทำให้พระอาการโรคพระหทัยของพระองค์กำเริบ








ทรงขุ่นพระทัยที่พสกนิกรไม่พร้อมใจเชื่อทฤษฎีใหม่ว่าด้วยการเกษตรและพระราชดำริทางเศรษฐศาสตร์ของพระองค์ และทรงเอาจริงต่อปัญหาการทุจริตซึ่งที่ผ่านมามิได้สนพระทัยเสมือนว่าการทุจริตคอรัปชั่นเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นทั่วไป




นายอานันท์ ปันยารชุน อธิบายว่าเป้าหมายหลักว่าคือการลดทอนอำนาจทางการเมืองของกองทัพ เพราะระบบของไทยปล่อยให้กองทัพมีบทบาทมากเกินไป เป็นเรื่องที่ไม่สมควร


การทุจริตคอรัปชั่น
ความไร้วินัยของสภาและความไร้เสถียรภาพอันแก้ไม่หาย ต้องมีการทำงานเป็นขั้นตอนเพื่อก้าวไปสู่การบรรลุความสามัคคีภายใต้คาถาชาติ ศาสน์ กษัตริย์ โดยมีทศพิธราชธรรมเป็นหลักธรรมนำชัย

















พลเอกเปรมพูดสำนวนของพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล แต่คราวนี้พรรคประชาธิปัตย์ไม่หวั่นเกรงอีกต่อไปแล้ว มรว.สุขุมพันธ์ บริพัตรที่เป็นสส.ประชาธิปัตย์ ในขณะนั้น ได้ตอบโต้การแทรกแซงของพลเอกเปรมว่าเป็น “รัฐประหารเงียบ” โดยอ้างบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญว่าองคมนตรีต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง

นายสุรินทร์ พิศสุวรรณซึ่งเป็นส.ส.พรรคประชาธิปัตย์อีกคนก็พูดว่า “ดูเหมือนว่าทหารกำลังปกครองประเทศอยู่ มันไม่เป็นลางดีสำหรับกระบวนการประชาธิปไตย” คำวิจารณ์นี้เป็นการทิ่มแทงไปที่พลเอกเปรม และก็แถมเผื่อไปถึงพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลด้วยเช่นเดียวกัน








พลเอกเปรมได้เอ่ยชื่อคนสามคนซึ่งล้วนมาจากแวดวงของตน ที่บอกว่าเป็นมือดีที่สุดสำหรับการรักษาอาการป่วยไข้ของเศรษฐกิจ (ได้แก่คนที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรี คือ นายวีระพงษ์ รามางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายทนง พิทยะ และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยนายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์

















พระองค์ยังตำหนิความทะยานอยากเกินพอเพียงของผู้คน อย่างคนที่สร้างโรงงานใหญ่โตขณะที่โรงงานเล็กๆ ก็พอเพียงแล้ว ความโลภที่พระเจ้าอยู่หัวตรัสว่ามาจากทุนนิยมที่เผยแพร่โดยไอเอ็มเอฟ ที่เป็นต้นเหตุของวิกฤติ ที่สามารถหลีกเลี่ยงได้หากประเทศไทยปฏิบัติตามปรัชญาเศรษฐกิจของพระองค์











ในหลวงรัชกาลที่เก้าทรงทำตัวเป็นสรรพพัญญูผู้รอบรู้สารพัด ทรงเห็นผู้อื่นด้อยสติปัญญาไปหมดโดยเฉพาะนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนที่ทรงมองว่ามีแต่พวกทุจริตคอรัปชั่น โง่เขลาเบาปัญญาและไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ว่ารัฐบาลจะทำอะไรอย่างไรก็ล้วนแล้วแต่ไม่สบพระทัยทั้งสิ้น สู้โครงการพระราชดำริของพระองค์ไม่ได้

พระองค์เชื่อมั่นมาตลอดว่าทรงดีกว่าผู้อื่นเสมอ และคงเกรงว่าคนอื่นจะดีกว่าหรือเก่งกว่าพระองค์ เข้าข่ายพระทัยแคบ อวดฉลาดทั้งๆที่ไม่ใช่หน้าที่ของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยแม้แต่น้อย
.............
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น