หรือที่ : http://www.mediafire.com/?obc22nz6zcw2u39
..........
ตำนานๆ 009003 : กษัตริย์มาจากไหน


1. พราหมณ์ (Brahmans) เกิดจากปากของพระพรหม คือเชื้อสายนักบวชและนักปราชญ์ อาจเป็นนักบวชหรือไม่ก็ได้ เป็นราชาครองเมืองก็มี เป็นแม่ทัพก็มี ทำหน้าที่ศึกษา สั่งสอนและปฏิบัติพิธีกรรม

2. กษัตริย์ (Kshatriya) เกิดจากแขนของพระพรหม คือ เชิ้อสายผู้ปกครองและนักรบ

3. แพศย์หรือไวศยะ (Vaishya) เกิดจากท้องของพระพรหมเป็นบุคคลที่อยู่ในชั้นการใช้วาจา ค้าขาย คือ เชื้อสายพ่อค้า ชาวนา ช่างฝีมือ คนเลี้ยงวัว นายทุนเงินกู้ เกษตรกร

4. ศูทร (Shudra) เกิดจากเท้าของพระพรหม คือ เชื้อสายคนรับใช้ ทำหน้าที่รับใช้วรรณะทั้งสาม เป็นคนชั้นต่ำสุดที่สังคมรังเกียจ ศูทรก็คือชาวอินเดียพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในชมพูทวีปมาก่อนที่พวกอารยันจะอพยพเข้ามา พร้อมกับนำศาสนาพราหมณ์เข้ามาเผยแพร่


ผู้ที่ถูกขับออกนอกวรรณะเหล่านี้ จะไม่มีสิทธิ์กลับเข้าสู่ระบบวรรณะใดๆ ทางสังคมได้อีกเลย การสืบลูกสืบหลานต่อจากนั้น ก็จะกลายเป็นวรรณะจัณฑาล ไปตลอดกาล โชคดีที่ทุกวันนี้ จัณฑาลไม่ต้องแขวนหม้อดินไว้ที่คอเพื่อรองรับน้ำลายของตนที่ไม่อาจถ่มลงพื้นดินให้แปดเปื้อนได้ไม่ต้องห้อยไม้กวาดติดไว้ที่สะโพกเพื่อคอยกวาดกลบรอยเท้าขณะเดินเหมือนในสมัยเก่า








และยังแอบอิงความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ยึดถือกันมานานนั่นคือ การที่พวกศักดินาถือว่ากษัตริย์เป็นเทวดาตั้งแต่ขณะที่มีชีวิตอยู่ จึงสร้างราชาศัพท์ ซึ่งมีไว้ใช้เฉพาะกับกษัตริย์และราชนิกุลทั้งหลาย และมีการตั้งกฎเกณฑ์ต่างๆ อันทำให้แลดูว่ากษัตริย์สูงส่งกว่ามนุษย์ทั่วไป เช่น ห้ามมองดูกษัตริย์ เพราะเหมือนมองพระอาทิตย์ กษัตริย์จะไม่ยอมให้เท้าเหยียบแผ่นดิน ถ้าเหยียบแผ่นดินแล้วไฟจะไหม้โลก และห้ามแตะต้องกษัตริย์ และอ้างว่าพวกตนมีบุญญาธิการสูงส่งหาผู้ใดเปรียบเปรยมิได้ ชาตินี้จึงเกิดมาได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ลูกท่านหลานเธอ จึงได้เสวยสุขบรมสุข มีอำนาจเหนือหัวของผู้คนทั้งหลาย แท้ที่จริงพระพุทธเจ้าทรงสอนว่า คนเราแตกต่างกันเพราะการกระทำหาใช่ชาติกำเนิด และพระพุทธองค์ไม่เคยยอมรับเลยว่า กษัตริย์นั้นมีบุญมากกว่าผู้อื่นแต่อย่างใด

สิ่งศักดิ์สิทธิ์มาจากไหน
ที่มาของพิธีกรรม
ที่สร้างความยิ่งใหญ่และความงมงาย








เทพเจ้า

จงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย ไม่มีใครเขาอยากเห็นเราเด่นเกิน
ใครกันแน่
ที่เป็นคนสร้างเมืองสร้างประเทศ
สร้างพระราชวัง
ใครสร้างประวัติศาสตร์






ชีวิตของไพร่อยุธยานั้น จึงได้รับความลำบากมากขึ้นไปอีก ไพร่จึงพยายามหลบเลี่ยงด้วยวิธีการต่างๆ เช่น หาทางเสี่ยงมาขึ้นทะเบียนเป็นไพร่สมหรือบวช บ้างก็ขายตัวเป็นทาส และหนีไปหลบซ่อนตามป่าดง ทำให้อยุธยาประสบปัญหาขาดแคลนกำลังคนและไม่สามารถควบคุมกำลังคนได้เต็มที่ จนสร้างความกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของอาณาจักรมาก จนนำไปสู่การเสียกรุงในที่สุด...ไพร่จึงเปรียบเสมือนเลือดเนื้อที่คอยหล่อเลี้ยงรัฐจึงเป็นส่วนสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความเจริญรุ่งโรจน์ของกรุงศรีอยุธยา
ใครกอบกู้ชาติ
ใครออกรบยามศึกสงคราม
ได้มีพระไอยการส่วนที่ว่าด้วยการศึกสงครามที่ตราขึ้นในสมัยซึ่งมีการทำศึกสงครามอยู่บ่อยครั้ง เพื่อกำหนดกฏเกณฑ์ตอบแทนผู้ที่สร้างผลงาน และลงโทษผู้ที่สร้างความเสียหายแก่กองทัพ
การจะได้เป็นชนชั้นขุนนางหรือเจ้านายนั้น ต้องมีศักดินา 400 ไร่ ขึ้นไป ดังนั้นไพร่จึงมีโอกาสได้เป็นขุนนางก็โดยการต้องสร้างความชอบจากการทำสงครามเท่านั้น

และมีรางวัลที่จะได้รับ หากชนช้างชนะ
ไว้ถึง 3 ลักษณะด้วยกัน คือ

-ถ้าสังหารข้าศึกคาหัวช้าง จะได้พานทองหมวกร่มคันทองคานหามทองและได้รับพระราชทานภรรยาหนึ่งคน ถ้าจับตัวแม่ทัพยศสูงได้เป็นๆก็ได้รับการแต่งตั้งให้มียศสูงเท่ากัน
-ถ้าพลราบเดินเท้าได้ช่วยช้างรบได้ชัยชนะ ให้ยกขึ้นเป็นขุน ได้เงินลากทองลาก ให้เลี้ยงดูลูกหลานสืบไป ผู้ชนช้างก็ได้รางวัลแบบเดียวกัน แม้รางวัลในการชนะศึกนั้นมากมาย ตั้งแต่ได้เสื้อผ้ามีราคาจนไปถึงได้เป็นเจ้าเมือง แต่ก็มีบทลงโทษตามอาญาทัพที่หนักหนาสาหัสเช่นกัน คือ

ความเหี้ยมโหดของพวกเจ้า
เวลาฆ่าพวกเดียวกัน
สำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์

กฏมณเฑียรบาล

ถ้าแลโทษหนักถึงสิ้นชีวิตไซ้ ให้ส่งแก่ทลวงฟันหลังและนายแวงหลัง เอาไปมล้างในโคกพญา นายแวงนั่งทับตักขุนดาบ ขุนผู้ใหญ่ไปนั่งดู หมื่นทลวงฟันกราบ 3 คาบ ตีด้วยท่อนจันทน์แล้วเอาลงขุม นายแวงทลวงฟันผู้ใดเอาผ้าธรงแลแหวนทองโทษถึงตาย เมื่อตีนั้นเสื่อขลิบเบาะรอง พระมหากษัตริย์ หรือพระราชโอรส ที่ถูกสำเร็จโทษตามมาตรานี้ คือ แพ้พวกรัฐประหาร กษัตริย์ผู้มาใหม่จำเป็นต้องกำจัดศัตรูทางการเมือง คือกษัตริย์องค์เดิม รวมถึงการขุดรากถอนโคนพระราชวงศ์ หรือโทษฐานคิดกบฏ คือก่อการกบฏ แล้วทำไม่สำเร็จ สรุปก็คือเพื่อรักษาราชบัลลังก์ และโค่นราชบัลลังก์ เป็นหลัก
ให้ส่งแก่ทลวงฟันหลัง แลนายแวงหลัง
ทลวงฟัน เป็นนักดาบที่ทำหน้าที่ เพชฌฆาต
ส่วนนายแวงมีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อย และรักษาความปลอดภัย หรือ เป็นผู้คุม

ในที่ประหารนั้นนายแวงมีหน้าที่เป็นผู้คุม บรรดานายแวง และขุนดาบที่นั่งแถวล้อมวงเป็น ต่างก็มีดาบเตรียมป้องกันภัยอยู่พร้อม สามารถระวังป้องกันเหตุร้าย หรือ คุมเชิง จากอีกฝ่ายหนึ่งได้
หมื่นทลวงฟันกราบ 3 ครั้ง เพื่อขอสมาลาโทษ
ก่อนที่จะตีหรือทุบให้จับใส่ถุงแดงก่อน ป้องกันไม่ให้ผู้ใดแตะต้องหรือสัมผัสองค์พระมหากษัตริย์ พระราชกุมาร หรือพระมเหสีอันเป็นการผิดข้อห้ามตามโบราณราชประเพณี โดยป้องกันทั้งการอัญเชิญเสด็จไปยังแดนประหาร และการอัญเชิญพระศพหลังการประหาร ถุงแดงช่วยซับพระโลหิต ไม่ให้เล็ดลอดออกมาถึงพื้นดินอีกด้วย


สำหรับพระศพจะยังคงถูกฝังอยู่ที่เดิมนั้นตลอดไป ไม่มีการขุดขึ้นมาทำตามพิธีทางศาสนาแต่อย่างใด นอกเสียจากว่าพระราชวงศ์ของพระองค์รุ่นต่อมากลับขึ้นมามีอำนาจใหม่ จึงจะมีการขุดพระศพขึ้นมากระทำการตามราชประเพณีต่อไป ซึ่งโอกาสเช่นนี้เป็นไปได้น้อยมาก เนื่องจากว่าการสำเร็จโทษแต่ละครั้งนั้น มักจะเป็นการขุดรากถอนโคนจนสิ้นสายสกุล เพื่อป้องกันศึกสายเลือด
การแย่งชิงราชสมบัติ
เป็นนิสัยของกษัตริย์ไทย


พระเทียรราชา บวชหนีราชภัย
ก่อนจะทำรัฐประหารยึดอำนาจ
พ.ศ. 2070 สมเด็จพระไชยราชาธิราช เสด็จสวรรคต ระหว่างไปรบกับเชียงใหม่ มีพระราชโอรส คือพระยอดฟ้า พระชนม์ 11 พรรษา และพระศรีศิลป์ พระชนม์ 5 พรรษา พระเทียรราชาหรือสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ต้องออกบวชเพื่อให้การผลัด เพราะเป็นพระอนุชาต่างมารดาของพระเจ้าแผ่นดินองค์ก่อน หากอยู่ในเพศฆราวาสต่อไป ก็อาจทำให้เกิดความระแวงได้ว่าจะเป็นภัยต่อราชสมบัติของยุวกษัตริย์ คือพระยอดฟ้า ที่เป็นหลานของพระองค์

แต่ระหว่างที่พระเทียรราชาออกบวชนั้น แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ พระมารดาของพระแก้วฟ้า ได้เป็นผู้ว่าราชการหลังม่านแทนยุวกษัตริย์ เป็นผู้มีอำนาจตัวจริง
![]() |
ท้าวศรีสุดาจันทร์ จากภาพยนตร์ ศรีสุโยทัย |
พงศาวดารระบุว่า แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ได้ทรงมีชู้อยู่กินกับพันบุตรศรีเทพ พนักงานเฝ้าหอพระด้านนอกวัง จนมีพระราชธิดาด้วยกัน 1 องค์ และต่อมาก็ได้ก่อเหตุปลงพระชนม์พระยอดฟ้า

เมื่อบ้านเมืองเป็นทุรยุคบรรดาขุนนางก็ทนไม่ได้ ไปร่วมวางแผนกับพระภิกษุเทียรราชาในวัด และพากันทำการยึดอำนาจรัฐประหาร ล้มล้างราชบัลลังก์แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ และขุนวรวงศาธิราชเป็นผลสำเร็จ

นักประวัติศาสตร์บางสำนักเชื่อว่า พระเทียรราชาอาศัยผ้าเหลืองหนีราชภัย แล้วสมคบคิดกับขุนนางและขุนศึกก่อการรัฐประหารยึดอำนาจแม่เจ้าอยู่หัวศรีสุดาจันทร์ และรัชทายาทตามกฎหมาย แต่เมื่อล้มล้าง"อำนาจเก่าสำเร็จแล้ว ก็แก้ประวัติศาสตร์เสียใหม่ให้พระนางเลวชาติโดยการกล่าวหาว่า"ฆ่าผัว-ฆ่าลูก-คบชู้-ยกชู้ขึ้นเป็นใหญ่" ตามทำนอง"ชนะเป็นเจ้า แพ้เป็นโจร"


พระอนุชาของพระอินทราชา ( หรือพระปิตุลาหรือพระเจ้าอาของพระองค์ ) ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิในราชบัลลังก์ แต่ถูกปฎิเสธ ก็ทรงสละทางโลกหันเข้าหาร่มกาสาวพัสตร์ เพื่อรักษาชีวิตของพระองค์เองไว้ เนื่องจากพระองค์ทรงถูกขู่คุกคาม แต่พระองค์ก็ทรงเฝ้าดูความประพฤติ และพระราชกรณียกิจของพระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงพระเยาว์อย่างใกล้ชิด ทรงเข้าพระทัยดีว่าทำไมขุนนางและประชาชนจึงเกลียดชังพระเจ้าแผ่นดิน เมื่อได้โอกาสจึงลาผนวช เสด็จไปบางกอก ( กรุงเทพฯ ) ซ่องสุมผู้คนอย่างลับ ๆ เท่าที่จะทำได้ เพื่อต่อต้านพระเจ้าแผ่นดินผู้เป็นหลานอาของตนเอง

พระเชษฐราชาทรงโสมนัสดีพระทัยมาก เมื่อทราบข่าวว่ารบชนะ และพระเจ้าอาถูกจับเป็นเชลย หลังจากทรงไตร่ตรองแล้ว ก็ตัดสินพระทัยไม่ฆ่าพระเจ้าอา แต่ปล่อยให้สิ้นพระชนม์โดยการลดจำนวนอาหารลงทุกวันๆ ณ เมืองเพชรบุรี มีการขุดบ่อลึกเพื่อขังพระเจ้าอา ทรงได้รับอาหารโดยลดจำนวนลงทุกวันๆ จนกระทั่งทรงหมดพระกำลัง ได้แต่ทรงรอความตาย แต่พวกพระสงฆ์รักพระเจ้าอา เนื่องจากทรงมีคุณงามความดี จึงขุดหลุมห่างจากบ่อที่พระเจ้าอาถูกขัง และทำทางคล้ายอุโมงค์ใต้ดิน เมื่อถึงเวลาค่ำก็พากันมาช่วยพระเจ้าอา โดยเอาศพมาวางแทนที่และแต่งตัวศพด้วยฉลองพระองค์ของพระเจ้าอา
รุ่งเช้า เมื่อทหารมาส่องดูที่ปากบ่อ ก็นึกว่าพระเจ้าอาสิ้นพระชนม์แล้วด้วยความหิวโหย จึงช่วยกันถมบ่อ และเดินทางไปกรุงศรีอยุธยากราบทูลเรื่องราวแก่พระเชษฐราชา พระสงฆ์ก็ช่วยกันปฐมพยาบาลพระเจ้าอา จนกระทั่งมีพระอนามัยดีเหมือนเดิม ทรงให้กระจายข่าวไปว่าพระองค์ยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ และได้รับความช่วยเหลือรอดชีวิตมาอย่างปาฏิหารย์ ทรงรู้สึกว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่พระองค์ทรงรอดชีวิตในครั้งนี้ และเป็นโอกาสเหมาะที่พระองค์จะทรงซ่องสุมพวกพ้อง
เมื่อพระเชษฐราชาทรงทราบข่าวว่าพระเจ้าอายังมีพระชนม์ชีพอยู่และกำลังซ่องสุมผู้คน จึงให้ออกญากลาโหมและออกญาดุน ยกกองทหารไทยและญี่ปุ่นไปที่เพชรบุรีได้ชัยชนะจับตัวพระเจ้าอาลงไปกรุงศรีอยุธยา และพระเชษฐราชาได้มีรับสั่งให้ลงโทษประหารชีวิต
ก่อนถูกประหารชีวิตพระเจ้าอาได้ทูลเตือนพระเชษฐราชาไม่ควรทรงไว้ใจออกญากลาโหมมากนัก หรือให้ออกญากลาโหมมีอำนาจมากเกินไป เพราะเป็นสุนัขจิ้งจอกที่แยบยล จะแย่งมงกุฎจากพระเศียรของพระองค์ จะฆ่าพระองค์ และทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง แต่พระเชษฐราชา ก็ไม่ใส่ใจคำเตือน

เมื่อพระเชษฐราชาทรงได้รับชัยชนะ และประหารชีวิตพระเจ้าอาก็ยิ่งเพิ่มความประมาท หยิ่งผยอง และกดขี่บรรดาขุนนางทั้งหลาย ตรงกันข้ามกับออกญากลาโหม ซึ่งเป็นมิตรกับทุก ๆ คน เมื่อน้องชายออกญากลาโหมตาย และจะทำพิธีเผาศพอย่างใหญ่โต ออกญากลาโหมก็เชิญขุนนางหลายคนเดินทางไปกับตนเป็นเวลาหลายวัน เพื่อทำพิธีเผาศพให้สมบูรณ์
ขณะที่ออกขุนนาง พระเชษฐราชาทรงมีรับสั่งถามว่า “ ขุนนางหายกันไปไหนหมด ทำไมถึงไม่มาเข้าเฝ้าเป็นเวลาหลายวันแล้ว ” เมื่อทรงทราบ ว่าพวกขุนนางติดตามออกญากลาโหมไปในพิธีเผาศพน้องชาย ก็ทรงพิโรธ ตรัสว่า “ข้าตั้งใจไว้แล้วว่าแผ่นดินสยามนั้นจะต้องมีพระเจ้าแผ่นดินองค์เดียว และพระเจ้าแผ่นดินองค์นั้นก็คือข้า ออกญากลาโหมเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่สองหรือ ข้าไม่ยักรู้ เอาเถิดปล่อยให้มันและพวกพ้องกลับมาถึงราชสำนักก่อน แล้วข้าจะให้รางวัลในการกระทำของพวกมันอย่างเต็มที่”
ขุนนางที่เฝ้าอยู่ในขณะนั้น แอบลอบออกจากพระราชวัง ไปเตือนออกญากลาโหมถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้น ออกญากลาโหมมีทีท่าวุ่นวายใจและกล่าวว่าตนยินดีที่จะตายถ้าหากจะทำให้พระเชษฐราชาหายโกรธได้ แต่ถ้าหากตนซึ่งเป็นคนมีชื่อเสียงที่สุดต้องสิ้นชีวิต พวกขุนนางจะเป็นอย่างไร




คณะขุนนางจึงต้องให้มีพระเจ้าแผ่นดินองค์เดียว คือต้องกำจัดเจ้าชายองค์น้อยเสีย ในที่สุดก็ทรงยินยอมที่จะให้ประหารชีวิตเจ้าชาย ด้วยวิธีเดียวกับพระเชษฐาและพระเจ้าอาซึ่งเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีรับสั่งให้นำเจ้าชายไปสู่ป่าช้าร้าง ซึ่งเจ้าชายองค์น้อย(พระอาทิตยสุรวงศ์)ก็ถูกทุบด้วยท่อนจันทน์ที่พระอุระ และโยนลงบ่อดังเช่นพระเชษฐาและพระปิตุลา พระองค์เสวยราชย์อยู่ 38 วัน
เมื่อเจ้าชายองค์น้อยสิ้นพระชนม์ ออกญากลาโหมสุริยวงศ์พระเจ้าแผ่นดินชั่วคราว ก็ได้ประกาศตนเป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ 25 แต่ผู้เดียวเมื่อพระชนม์ได้ 30 พรรษา ทรงพระนามว่าพระศรีธรรมราชาธิราช หรือพระเจ้าปราสาททอง ( ต้นราชวงศ์ปราสาททอง ) ทรงเป็นญาติที่ใกล้ชิดกับพระเจ้าแผ่นดินสองพระองค์ซึ่งถูกสำเร็จโทษ เนื่องจากย่าของพระเจ้าแผ่นดินซึ่งถูกสำเร็จโทษ และพระราชบิดาของพระองค์ เป็นพี่น้องร่วมท้องกัน แต่เมื่อครองราชย์กลับมีความมักมากในกามคุณ และหยิ่งยโส ไม่มีความเห็นใจผู้อื่นอย่างที่เคยมีมาแต่เดิม ลุแก่อำนาจ ในปีที่สามแห่งรัชกาล ทรงประหารชีวิตเจ้าชายสองพระองค์ องค์หนึ่งพระชนมายุ 7 พรรษา อีกองค์หนึ่ง 5 พรรษา ทั้งสองเป็นโอรสของพระอินทราและเป็นพระอนุชาของพระเจ้าแผ่นดินซึ่งถูกปลงพระชนม์ ขุนนางที่คัดค้านการประหารนี้ ก็ถูกทำร้ายด้วยน้ำมือของพระองค์เอง และถูกริบราชบาตรคือทรัพย์สินครัวเรือน


แต่เดิมเมื่อขุนนางสิ้นชีวิตจะต้องจ่ายทองหนักหนึ่งบาทต่อที่ดินทุกๆ สิบไร่ และหนึ่งในสามของสมบัติที่มีจะตกเป็นของพระเจ้าแผ่นดิน แต่ในสมัยพระเจ้าปราสาททองจะทรงริบเอาทั้งหมด ถ้าขุนนางสิ้นชีวิตลง ภรรยาจะถูกควบคุมตัว ทรงรวบรวมทรัพย์สมบัติเข้าท้องพระคลังได้หมด และรีดเงินจากอาณาประชาราษฎรทั้งๆที่พระองค์ทรงร่ำรวยมั่งคั่งอยู่แล้ว

พ.ศ.2199 สมเด็จพระศรีสุธรรมราชา พระอนุชาของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ขึ้นครองราชย์โดยการแย่งชิงราชบัลลังก์จากเจ้าฟ้าชัย อยู่ในราชสมบัติได้ 2 เดือน 20 วัน ก็เป็นอริกับพระนารายณ์เนื่องจากทรงอยากจะได้ พระราชกัลยาณี ผู้เป็นขนิษฐาของสมเด็จพระนารายณ์มาเป็นพระชายาอันมิชอบด้วยประเพณี สมเด็จพระนารายณ์จึงพร้อมด้วยขุนนาง ยกกำลังเข้าโจมตีวังหลวง เกิดการต่อสู้ฆ่าฟันเสียชีวิตเป็นอันมาก สามารถจับสมเด็จพระศรีสุธรรมราชาผู้เป็นพระเจ้าอาไปสำเร็จโทษได้

พระบาทสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงเสด็จขึ้นครองราชย์ มีพระอนุชาต่างมารดาสองพระองค์เป็นผู้ร่วมกับขุนนางชั้นสูงเรียกว่ากบฎพระไตรภูวนาทิตย์ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ


หลวงสรศักดิ์หรือนายมะเดื่อ เป็นโอรสของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชอันประสูติจากลูกสาวเมืองเชียงใหม่ซึ่งสมเด็จพระนารายณ์มหาราชพระราชทานให้กับพระเพทราชา เจ้ากรมช้าง ขณะที่พระนางท้องได้หนึ่งเดือนคือยกให้ทั้งแม่และลูก ได้เข้าถวายตัวรับใช้พระนารายณ์ซึ่งทรงโปรดปรานเป็นพิเศษเพราะมีหน้าตาละม้ายคล้ายพระองค์ และต่อมาหลวงสรศักดิ์ก็รู้ว่าตนเองเป็นราชโอรส ส่วนพระเพทราชาเป็นแต่เพียงบิดาเลี้ยงเท่านั้น
สันนิษฐานว่าพระนารายณ์ถูกวางยาโดยขุนองค์อยู่งานใช้นิ้วกรอกยาพิษแล้วบีบพระโอษฐ์เพื่อให้เสวยยาพิษ โดยขุนหลวงสรศักดิ์วางแผนให้นายดาเนียลหมอชาวดัตช์(ชาวเนเธอร์แลนด์หรือฮอลแลนด์หรือฮอลันดา)เตรียมยาพิษโดยให้ออกหมื่นศรีหมื่นชัย ซึ่งอยู่เฝ้าใกล้ชิดพระนารายณ์มหาราชอยู่เสมอจะเป็นผู้ถวาย...จากนั้นให้นำพระราชลัญจกรมามอบให้ โดยกั้นไม่ให้รับพระโอสถจากออกพระฤทธิกำแหง และต้องกันไม่ให้เข้าเฝ้า



-พ.ศ.2275 เจ้าฟ้าอภัย พระราชโอรสของสมเด็จพระที่นั่งท้ายสระ(โอรสพระเจ้าเสือ) ขึ้นครองราชย์เมื่อปี พ.ศ.2275 ครองราชย์อยู่ได้ไม่กี่วันก็ถูกกรมพระราชวังบวร หรือสมด็เจพระบรมโกศ ซึ่งเป็นพระเจ้าอาของพระองค์แย่งชิงราชสมบัติ จับเจ้าฟ้าอภัยปลงพระชนม์ในปีที่ครองราชย์นั่นเอง
กรณี:ขุนหลวงหาวัด
-พระเจ้าเอกทัศน์

ต่อมาพระราชโอรสองค์ใหญ่ คือ สมเด็จเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์(เจ้าฟ้ากุ้ง) ได้รับพระราชอาญาให้ประหารชีวิตเนื่องจากลักลอบเป็นชู้กับพระสนมของพระราชบิดา (พระเจ้าบรมโกศ)
ส่วนราชโอรสองค์กลางคือ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรี (เจ้าฟ้าเอกทัศน์) ไม่มีความสามารถและนิสัยไม่ดีพระราชบิดาจึงโปรดให้บวชที่วัดกระโจมเพื่อหลีกทางให้พระอนุชาคือเจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิต(เจ้าฟ้าอุทุมพร) เป็นอุปราชแทน

พระเจ้าอุทุมพรครองราชย์ได้เพียงเดือนเศษ เจ้าฟ้าเอกทัศได้ลาผนวชเสด็จเข้าไปในพระที่นั่งสุริยามรินทร์ ประทับนั่งบนพระแท่นพาดพระแสงดาบไว้บนพระเพลา(ตัก/ขา) แล้วโปรดฯให้พระเจ้าอุทุมพรเข้าเฝ้า พระอนุชาผู้ขึ้นครองราชย์ได้ไม่กี่วันก็เข้าพระทัย ยอมถวายราชบัลลังก์ให้โดยดี แล้วหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะตามมาด้วยการไปผนวชเสียที่วัดประดู่ทรงธรรม

เมื่อศึกสงบ พระเจ้าเอกทัศน์ก็ทรงใช้ไม้เดิม คือขึ้นประทับนั่งบนพระแท่นพาดพระแสงดาบบนพระเพลา(ตัก/ขา)เพื่อทวงบัลลังก์คืน พระอนุชาก็ว่าง่าย ทูลลากลับไปผนวชอย่างเก่า จนได้สมญาว่า "ขุนหลวงหาวัด"


กษัตริย์ของไทยก็ไม่ได้ดีหรือวิเศษไปกว่าสามัญชนทั่วไป ตรงกันข้าม กลับมีการชิงดีชิงเด่น เห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ และมีจิตใจที่โหดอำมหิต เสียยิ่งกว่าคนทั่วๆไปมากมายนัก
......................
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น