ฟังเสียง : http://www.mediafire.com/?nw0gbbws97vw9j5
หรือที่ : http://www.4shared.com/mp3/4bdad3Ma/See_Thru_Floor_16_-1602_.html..................
มหายานนิกายเซน



พื้นฐาน 5 ประการของพุทธนิกายเซน
1. ความจริงสูงสุดเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแสดงได้
ด้วยคำพูด หรือ ตัวหนังสือ

พุทธะคือธรรมชาติที่มีอยู่ภายในชีวิตของเรานี้เอง เมื่อความคิดปรุงแต่งหยุดลง ธรรมชาติดั้งเดิมก็พลันปรากฎ คือความเป็นพุทธะ ความสงบหรือดับร้อนที่เรียกว่านิพพาน
2.การฝึกฝนในทางธรรม ไม่อาจฝึกได้ด้วยความพยายาม ที่เกิดจากการปรุงแต่ง

3. ผลบั้นปลายสุดท้าย ไม่มีอะไรที่ใหม่

4.ไม่มีอะไรมากในคำสอนทางพุทธศาสนา

5.ในขณะที่กำลังทำงานตามปกติ
เป็นขณะแห่งการสัมผัสกับชีวิตทางธรรม

การตรัสรู้นั้นไม่จำกัดอยู่ในรูปแบบใด ในขณะทำงาน ในชีวิตประจำวันก็อาจเป็นขณะแห่งการตรัสรู้ได้ ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะเป็นสิ่งที่มีอยู่ปกติตามธรรมชาติ เราพบมันได้ในทุกหนทุกแห่งทุกเวลา
ลำดับพระสังฆนายกฝ่ายเซน


คำสอนของเซนเปรียบเหมือนการชกหมัดตรง คือโจมตีพิธีกรรมที่งมงาย โจมตีการเอาหลักธรรมมาแสวงหาผลประโยชน์ เซนมุ่งสู่การตรัสรู้ ไม่เชื่อผีสางเทวดา ไม่ยึดมั่นถือมั่น มุ่งเน้นการปล่อยวาง ถือการปฏิบัติด้วยตนเองเพื่อการหลุดพ้น ไม่มีเรื่องอภินิหาร โดยไม่ต้องอาศัยพระสูตรหรือพระคัมภีร์ใดๆ
พระฝ่ายมหายานนิกายเซน
พระอาจารย์ตั๊กม้อ



เวลานั้นภิกษุทั้งสอง พูดภาษาจีนได้น้อยมาก ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรจึงได้แต่แบมือยื่นออกไปแล้วตวัดกลับมาอย่างรวดเร็วพร้อมทั้งเอ่ยขึ้นว่า "มันเร็วไหม "
ท่านฮุ่ย เอวียน ก็ตอบว่า "ใช่...เร็วมาก"
ศิษย์ของอาจารย์ตั๊กม๊อ จึงกล่าวว่าการรู้แจ้งก็เร็วเช่นนี้แหละ เมื่อนั้น ท่าน ฮุ่ย เอวียน ก็บังเกิดความสว่างจิตรู้แจ้งในทันที และได้เปล่งอุทานธรรมขึ้นว่า
"ทุกข์ คือ สุข...สุข คือ ทุกข์
ไม่แตกต่าง..ทั้งสองอย่างเกิดดับอยู่ที่ ใจ
อยู่ข้างไหน...ก็ขึ้นอยู่กับใจที่สำแดง"
หลังจากนั้นท่าน ฮุ่ย เอวียน จึงกล่าวนิมนต์พระภิกษุอินเดียทั้ง 2 รูป อยู่พำนักจำพรรษาที่อารามของท่าน แต่ต่อมาไม่นานพระทั้งสองรูปก็ดับขันธ์ไปในวันเดียวกัน


"ตั้งแต่ข้าพเจ้าครองราชย์มา ได้สร้างวัดวาอาราม โบสถ์วิหาร และพระคัมภีร์มากมาย อีกทั้งอนุญาตให้ผู้คนได้บวช โปรยทาน ถวายภัตตาหารเจแด่พระภิกษุสงฆ์ ตลอดจนทะนุบำรุงพระศาสนามากมาย ไม่ทราบว่าจะได้รับกุศลมากน้อยเพียงใด "
พระอาจารย์ตั๊กม๊อ ตอบว่า
"ที่มหาบพิตรบำเพ็ญมาทั้งหมด เป็นเพียงบุญกิริยาทางโลกเท่านั้น ยังมิใช่กุศลแต่อย่างใด" เพราะการให้ทานเงินทอง สิ่งของ หรือสร้างวัดวาอาราม เรียกว่า บุญ หมายถึง ส่งที่ทำให้ใจมีปิติอิ่มเอมเท่านั้น ส่วน กุศล หมายถึงสิ่งที่จะช่วยขจัดเครื่องกางกั้น ที่ครอบคลุมห่อหุ้มจิตที่แท้จริง

พระอาจารย์ตั๊กม๊อ ตอบว่า "ไม่มี"
พระเจ้าเหลียงบู๊ตี้ ทรงตรัสถามอีกว่า"เบื้องหน้าข้าพเจ้านี้ คือใคร"
พระอาจารย์ตั๊กม๊อ ตอบว่า "ไม่รู้จัก"
พระเจ้าเหลียงบู๊ตี้ ทรงได้ยินคำตอบเช่นนั้น ไม่ค่อยพอพระทัย พระอาจารย์ตั๊กม๊อ เห็นว่า พระเจ้าเหลียงบู๊ตี้ทรงสั่งสมภูมิปัญญายังไม่แก่กล้าพอที่จะบรรลุได้ จึงทูลลาจากไป
ชี้แนะนกแก้ว

อาจารย์ตั๊กม๊อ เมื่อได้ยินคำวิงวอนจากนกแก้ว ก็ให้คิดคำนึงในใจว่า
"นับตั้งแต่มาถึงแผ่นดินจีน จนกระทั่งบัดนี้ จะหาใครบ้างที่ล่วงรู้ในจิตใจ มีใครที่มีวาสนาพอจะแนะวิถีธรรมให้ได้บ้าง จะมีก็แต่เจ้านกแก้วตัวนี้ ที่ร้องขอเมตตา"

"สองขาเหยียดตรง สองตาปิดสนิท เท่านี้แหละ เจ้าก็จะออกจากกรงได้"
เจ้านกแก้วฟังแล้วก็เข้าใจความหมายทันที มันจึงเฝ้ารอคอยให้เวลามาถึง ทั้งนี้เพลาทุกๆเย็น เมื่อเจ้าของนกแก้วกลับถึงบ้าน ก็จะแวะหยอกล้อกับมันเป็นประจำ
ดังนั้นพอนกแก้วเห็นนายของมันเดินมาแต่ไกล มันจึงรีบล้มตัวลงนอน หลับตาสนิท เหยียดขาตรง ทำตัวแข็งทื่อ
ครั้นเจ้าของมองดูในกรง เห็นนกแก้วแสนรักของตนนอนแน่นิ่งไม่ไหวติงเช่นนั้นก็ตกใจ รีบเปิดกรงเอื้อมมือเข้าไปประคองอุ้มมันออกมาเพื่อตรวจดูว่าเป็นอะไร ทำไมตัวมันยังอุ่นๆอยู่ ทันใดนั้นเจ้านกแก้วชึ่งรอคอยโอกาสอยู่ก็กางปีกบินหนีไปอย่างรวดเร็ว มันโผบินขึ้นสู่ท้องฟ้า ด้วยความสุขสำราญและอิสระเสรีอย่างที่สุด
นิทานเซนเรื่องนี้เปรียบเทียบให้รู้ว่า ชีวตของคนเราตกอยู่ภายใต้อำนาจการยึดมั่นถือมั่น ถ้าตายจากการยึดมั่น ก็จะได้มีชีวิตใหม่ที่เป็นอิสระ ได้ชื่อว่าตายก่อนตาย ได้สู่อิสระเสรีอย่างแท้จริง
ชี้แนะเสินกวง

วันนั้นขณะอาจารย์ตั๊กม๊อมาถึง ท่านเสินกวงกำลังแสดงธรรมเทศนา มีสานุศิษย์ชุมนุมอยู่เป็นจำนวนมาก อาจารย์ตั๊กม๊อเข้าไปปะปนนั่งฟังอยู่แถวหลังสุด ตอนไหนที่ถูกท่านก็ยิ้มๆ แล้วผงกศีรษะหน่อยๆ ตอนไหนที่เทศน์ผิดความหมาย ท่านก็จะส่ายหน้าหน่อยๆ
ฝ่ายท่านเสินกวง ซึ่งกำลังแสดงธรรมอยู่บนธรรมมาสน์ เมื่อมองเห็นพระอินเดียแปลกหน้ามาแสดงกิริยาเช่นนั้น เหมือนเป็นการตำหนิตน ก็รู้สึกไม่อยคสบอารมณ์

อาจารย์ตั๊กม๊อถามว่า "ท่านอยู่ที่นี่ทำอะไร "
ท่านเสินกวงตอบว่า "อ้าว...ข้าก็เทศน์ธรรมอยู่ที่นี่น่ะซิ"
อาจารย์ตั๊กม๊อ "ท่านเทศน์ธรรมเพื่ออะไร"
ท่านเสินกวง "เทศน์เพื่อให้ผู้คนหลุดพ้น"
อาจารย์ตั๊กม๊อ "จะช่วยคนให้พ้น เกิดตายได้อย่างไร ในเมื่อธรรมที่ท่านเทศน์ ก็คือตัวหนังสือบนคัมภีร์ ตัวหนังสือดำ ก็เป็นสีดำ กระดาษขาว ก็เป็นสีขาว เทศน์ไปเทศน์มา ก็คือเทศน์ตามตัวหนังสือดำๆ บนกระดาษขาวๆ

อาจารย์ตั๊กม๊อ เห็นท่านเสินกวงไม่อาจตอบก็พูดย้ำเข้าไปอีกว่า
"นี่แหละนะ แผ่นดินจีนในยุคนี้ มีธรรมะ ก็เหมือนไม่มี
หากจะว่าไม่มี ก็มีคนพูดธรรมะกันทั้งเมือง"
ถึงตอนนี้ ท่านเสินกวงสุดจะอดกลั้นความโกรธเอาไว้ได้ จึงเหวี่ยงสายประคำฟาดไปที่หน้าของอาจารย์ตั๊กม๊ออย่างสุดแรงพร้อมกับตะโกนด่าว่า
"นี่แน่ะ แกกล้าดีอย่างไร ถึงมาเป็นตัวบ่อนทำลายศาสนาที่นี่"


ท่านเว่ยหล่าง
( Wei Lang )






อยู่มาวันหนึ่ง พระสังฆนายกเรียกประชุมศิษย์ทั้งหมด แล้วประกาศให้เขียนโคลงว่าด้วยเรื่องจิตเดิมแท้ส่งให้ท่าน ผู้ใดเข้าใจได้ถูกต้องว่าจิตเดิมแท้เป็นอย่างไร จะได้รับมอบจีวร อันเป็นเครื่องหมายตำแหน่งสังฆนายก พร้อมทั้งธรรมะ และท่านจะสถาปนาให้เป็นสังฆนายกองค์ที่หก



เราเช็ดมันโดยระมัดระวังทุกๆ ชั่วโมง และไม่ยอมให้ฝุ่นละอองจับ"
แต่พระสังฆนายกได้ทราบอยู่ก่อนแล้วว่า ชินเชาผู้นี้ยังไม่ได้ก้าวเข้าสู่การรู้แจ้ง และยังไม่ซึมทราบในจิตเดิมแท้
รุ่งเช้า พระสังฆนายกให้ไปเชิญ นายโลชุน จิตรกรแห่งราชสำนักมาแล้วเดินไปตามช่องทางเดินทางทิศใต้พร้อมกัน เพื่อให้เขียนภาพที่ผนังเหล่านั้น ทำให้พระสังฆนายกได้เห็นโคลงที่ชินเชาเขียนไว้ จึงได้ให้โลชุนช่างกลับไปโดยไม่ต้องเขียนภาพแล้ว เพื่อให้มหาชนได้ศึกษาและท่องบ่นโคลงกลอนที่ชินเชาเขียนไว้ และถ้าปฏิบัติตามข้อความที่สอนไว้ ก็จะพ้นทุกข์ ไม่ต้องไปเกิดในอบายภูมิ ท่านได้สั่งให้นำเอาธูปเทียนมาจุดบูชาที่ตรงหน้าโคลงนั้น และสั่งให้ศิษย์ของท่านทุกคนทำความเคารพ แล้วจำเอาไปท่องบ่น เพื่อให้พิจารณาเห็นจิตเดิมแท้ เมื่อศิษย์เหล่านั้นท่องได้แล้ว ทุกคนพากันเปล่งคำว่า สาธุ

พระสังฆนายกได้ตอบว่า "โคลงของเจ้าแสดงว่าเจ้ายังไม่ได้รู้แจ้งจิตเดิมแท้ เจ้ามาถึงประตูแห่งการบรรลุธรรมแล้วเป็นนาน แต่เจ้ายังไม่ได้ก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป การแสวงหาการตรัสรู้อันสูงสุด ด้วยความเข้าใจอย่างของเจ้าที่มีอยู่ในขณะนี้นั้น ยากที่จะสำเร็จได้...เจ้าไปเสียก่อน ไปคิดอีกสักสองวัน แล้วเขียนโคลงอันใหม่มาให้ฉัน ถ้าโคลงของเจ้าแสดงว่า เจ้าเข้าพ้นประตูไปแล้ว ฉันจะมอบผ้ากาสาวพัสตร์และธรรมะ ให้แก่เจ้าสืบทอดไป"

เวลาล่วงมาอีกสองวัน บังเอิญเด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินผ่านมาทางห้องที่เว่ยหล่างตำข้าวอยู่ เด็กคนนั้น ได้เดินท่องโคลงของชินเชา ที่จำมาจากฝาผนังอย่างดังๆ พอได้ยินโคลงนั้นเว่ยหล่างก็ทราบได้ทันทีว่าผู้แต่งโคลงนั้น ยังไม่ใช่ผู้เห็นแจ้งในจิตเดิมแท้
เว่ยหล่างถามเด็กนั้นว่า "โคลงอะไรกันนี่"


เว่ยหล่างได้ตอบว่า .....

เมื่อทุกสิ่งว่างเปล่าแล้ว ฝุ่นจะลงจับอะไร"
เมื่อเขาเขียนโคลงลงที่ผนังแล้ว ทั้งพวกศิษย์และคนนอกทุกคนที่อยู่ที่นั่น ต่างพากันประหลาดใจอย่างยิ่ง จิตใจเต็มตื้นไปด้วยความชื่นชม เขาพากันกล่าวแก่กันและกันว่า "น่าประหลาดเหลือเกิน ไม่ต้องสงสัยเลย เราไม่ควรตัดสินใครว่าเป็นอย่างไร ด้วยการเอารูปร่างภายนอกเป็นประมาณ มันเป็นไปได้อย่างไรกันหนอ ที่เราพากันใช้สอยโพธิสัตว์ผู้อวตาร ให้ทำงานหนักให้แก่เรามานานถึงเพียงนี้ "

วันรุ่งขึ้น พระสังฆนายกได้แอบมาที่โรงตำข้าวอย่างเงียบๆ ครั้นเห็นเว่ยหล่างตำข้าวอยู่ด้วยสากหิน ท่านเคาะครกตำข้าวด้วยไม้เท้า 3 ครั้ง แล้วก็ออกเดินไป

พระสังฆนายก ได้กล่าวว่าสำหรับผู้ที่ไม่รู้จักจิตใจของตนเอง ว่าคืออะไร ก็ป่วยการที่ผู้นั้นจะศึกษาพุทธศาสนา ตรงกันข้าม ถ้าผู้ใดรู้จักจิตใจของตนเองว่าเป็นอะไร และเห็นด้วยปัญญาว่า ธรรมชาติแท้ของตนเองคืออะไร ผู้นั้นคือยอดมนุษย์ คือครูของเทวดาและมนุษย์ คือพุทธะ

ธรรมะอันนั้นจึงตกทอดมายังเว่ยหล่างในคืนวันนั้น ได้เป็นทายาทผู้ได้รับสืบทอด คำสอนแห่งนิกายฉับพลัน พร้อมทั้งจีวรและบาตร อันเป็นเครื่องหมายตำแหน่งสังฆนายกแห่งนิกายเซนที่สืบลงมาตั้งแต่สังฆนายกองค์แรก
พระสังฆนายกได้กล่าวต่อไปว่า บัดนี้ ท่านเป็นสังฆนายกองค์ที่หก


ท่านเว่ยหล่างรับตำแหน่งพระสังฆนายกโดยที่ยังไม่ได้บวช หลังรับตำแหน่งต้องหนีภัยจากพระที่เป็นศิษย์พี่ ไปอยู่ในป่ากับพรานป่า 15 ปี ถึงได้กลับมาในเมืองแล้วบวช

คนๆนั้นรู้สึกแปลกใจแล้วพูดขึ้นว่า
“ท่านอ่านหนังสือไม่ออก ท่านจะเข้าใจความหมาย เข้าใจหลักธรรมได้อย่างไร”

ท่านสอนว่าจิตเดิมแท้ของเราซึ่งเป็นเมล็ดพันธุ์ของการตรัสรู้นั้น เป็นของบริสุทธิ์ตามธรรมชาติ และต้องอาศัยจิตเดิมแท้นี้เท่านั้น จึงจะเข้าถึงความเป็นพุทธะได้โดยตรง


สัมมาทิฏฐิ เป็นสิ่งที่เลิศเหนือโลก
มิจฉาทิฏฐิ เป็นสิ่งที่ข้องอยู่ในโลก
เมื่อใดทิฏฐิทั้งสองอย่าง ไม่ว่าสัมมาทิฏฐิหรือมิจฉาทิฏฐิ ถูกสลัดพ้นออกไป
เมื่อนั้นพุทธแท้ ย่อมปรากฏ ที่เรียกว่าการเกิดฉับพลัน
ฮวงโป (Huang Po
หรือ Huangbo Xiyun)

เมื่อเว่ยหล่าง สังฆปริณายกองค์ที่ 6 แห่งนิกายเซน ได้รับการถ่ายทอดธรรมโดยตรง ที่เรียกว่า จากจิตถึงจิต จากพระสังฆนายกองค์ที่ 5 แล้ว นิกายเซนก็แตกออกเป็น 2 สาย สายเหนือนำโดย ชินเชา คู่แข่งของเว่ยหล่าง สอนวิธีปฏิบัติการตรัสรู้อย่างเชื่องช้าคือ ค่อยเป็นค่อยไป เจริญรุ่งเรืองอยู่พักหนึ่งโดยราชูปถัมภ์ของพระจักรพรรดิ ตั้งอยู่ไม่นานก็เงียบหายไป ส่วนสายใต้ คือสายของเว่ยหล่าง สอนวิธีการปฏิบัติที่เป็นการตรัสรู้ฉับพลัน จนได้นามว่าสำนักฉับพลัน ได้เจริญรุ่งเรืองและขยายตัวออกมาจนแตกเป็นนิกายย่อยๆลงไป

ศิษย์คนสำคัญองค์หนึ่งของเว่ยหล่างมีนามว่า มา ตสุ หรือมาซู(Ma-tsu Ta-chi or Mazu ญี่ปุ่นเรียก บาโซ Baso)ต้นตำหรับตรัสรู้แบบฉับพลัน ได้ถึงแก่มรณภาพเมื่อปีพศ. 1331 ฮวงโป เป็นศิษย์รับช่วงต่อจากท่าน มา ตสุ ท่านฮวงโปมรณภาพในปี พศ. 1393
คำสอนสำคัญ
ของท่านฮวงโป
-จิตหนึ่ง

จิตหนึ่ง ที่ไม่มีการตั้งต้น เป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้น และไม่อาจจะถูกทำลายได้ ไม่ใช่สิ่งของ และไม่มีทั้งรูป ไม่มีทั้งการปรากฏ ไม่มีการตั้งอยู่ ไม่มีขอบเขต วัดไม่ได้ ไม่มีชื่อ ไม่มีร่องรอยไว้ และไม่มีการเปรียบเทียบ เป็นสิ่งที่ทุกคนเห็นตำตาอยู่ตลอดเวลา ไม่ต้องใช้เหตุผลอธิบาย เหมือนความว่างที่ไม่มีขอบเขต

-ไม่มีอะไรที่จะต้องบรรลุถึงอะไร


การปฏิบัติต่างๆ ด้วยเจตนาที่จะได้เป็นพุทธะนั้น เป็นการปฏิบัติแบบคืบหน้าไปทีละขั้น แต่พุทธะ ซึ่งมีอยู่ตลอดเวลากาลไม่ใช่พุทธะที่บรรลุถึงได้ด้วยการปฏิบัติเป็นขั้นๆ เพียงแต่ตื่นและลืมตาก็จะเห็นได้เลย ไม่มีอะไรที่จะต้องบรรลุถึงอะไร พุทธะและสัตว์โลกทั้งหลาย คือจิตหนึ่งเดียวกัน เท่านั้นเอง ไม่มีอะไรอื่นนอกไปจากนี้อีกเลย
-เซนไม่พึ่งพิงคัมภีร์หรือตัวอักษร


-พระอรหันต์จี้กง ( Jigong )

พระจี้กง เป็นอรหันต์ในศาสนาพุทธนิกายมหายาน แต่เป็นพระอรหันต์ที่แปลกประหลาด จนผู้คนให้ฉายานามว่า พระบ้า หรือ พระเพี้ยน เพราะเป็นพระที่รับประทานเนื้อสัตว์ ดื่มสุราเป็นประจำ สวมรองเท้าสานขาดๆ ถือพัดใบลานที่เป็นรู ใส่เสื้อผ้ารุ่งริ่ง มีหมวกเก่าๆใบเล็ก ไม่มีความสำรวม ผิดกับพระสงฆ์ทั่วไปโดยสิ้นเชิง



แต่จุดมุ่งหมายและผลลัพธ์กลับเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และ เกิดคุณประโยชน์

พุทธศาสนานิกายมหายานเชื่อกันว่า จี้กงเป็นอรหันต์ที่จุติมาเกิดอีกครั้งเพื่อสั่งสอนมนุษย์โลก ชาวบ้านหางโจวได้โยงเรื่องที่มาของยอดเขาบินที่วัดหลิงอิ่น (Linyin)เป็นนิทานพื้นเมืองของชาวหางโจว ที่เล่ากันว่าเดิมยอดเขาประหลาดดังกล่าวตั้งอยู่ในบริเวณแถบตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลเสฉวน

"เที่ยงวันจะมีภูเขาหล่นลงมาทับหมู่บ้าน ทุกคนรีบเก็บข้าวของเร็ว ไม่งั้นก็ไม่ทันแล้ว"

พอดีในวันนั้นมีการจัดงานมงคลสมรส มีเสียงของงานรื่นเริงดังขึ้นที่มุมหนึ่งของหมู่บ้าน เมื่อจี้กงเห็นว่าไม่มีใครยอมเชื่อสิ่งที่ตนเองกล่าวเตือน จึงตัดสินใจแอบเล็ดลอดเข้าไปในงาน แล้วอุ้มเจ้าสาวหนีออกจากงาน จี้กงอุ้มเจ้าสาวและวิ่งอย่างว่องไวออกไปนอกหมู่บ้าน ขณะที่ชาวบ้านที่มาร่วมงานต่างก็วิ่งไล่จับ พร้อมกับตะโกนป่าวร้อง ให้ทุกคนช่วยกันคว้าตัว
'พระบ้าขโมยเจ้าสาว' แต่จี้กงก็มีฝีเท้าเร็วพอที่จะไม่ถูกใครไล่ตามจับได้ทัน ผู้คนทั้งหมู่บ้านพากันวิ่งไล่ตาม ออกมาไกลสิบกว่าลี้หรือราวห้ากิโลเมตรจนกระทั่งเลยรัศมีของยอดภูเขามหันตภัย จี้กงจึงวางเจ้าสาวลง

ชาวบ้านที่วิ่งตามมา เมื่อหันกลับไปมองเห็นภูเขายักษ์หล่นมาทับหมู่บ้านของตนเสียแบนราบก็ทราบว่าสิ่งที่จี้กงกล่าวเตือนนั้นเป็นความจริง ส่วนการที่จี้กงอุ้มเจ้าสาวหนีออกมาจากงานมงคลนั้นก็เพื่อช่วยชีวิตชาวบ้านทั้งหลายนั่นเอง แต่เมื่อเห็นบ้านช่อง ทรัพย์สมบัติถูกทับแบนอยู่ใต้ภูเขา

ชาวบ้านพอได้ยินก็สำนึกได้ว่าท่ามกลางความทุกข์ก็ยังพอมีประกายแสงแห่งความสุขเรืองรองอยู่บ้างท่ามกลางความสูญเสียอย่างน้อยที่สุดพวกตนก็ยังรักษาชีวิตให้รอดอยู่ได้

เมื่อเห็นชาวบ้านพอจะคลายทุกข์ลงได้แล้ว จี้กงก็รั้งเหล่าชาวบ้านเอาไว้ และกล่าวต่อว่า"อย่างเพิ่งไป ทุกคนฟังอาตมาก่อน ยอดเขาก้อนนี้เดิมลอยไปลอยมา จากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง หลังทับทลายหมู่บ้านของพวกเราแล้วก็อาจจะบินไปทับหมู่บ้านอื่น อาจทำให้คนเสียชีวิตอีกมากมาย

ชาวบ้านได้ยินดังนั้นจึงรีบกลับไปช่วยกันสลักพระอรหันต์ 500 องค์ไว้บนยอดเขาบินกันคนละไม้ละมือ นับจากนั้น ยอดเขาดังกล่าวก็ไม่บินไปสร้างอันตรายให้ใครอีก และถูกเรียกขานกันต่อๆ มาว่า ยอดเขาบิน ณ วัดหลิงอิ่น

เล่ากันว่าพระจี้กงมีอิทธิฤทธิ์กว้างขวาง โปรดช่วยมวลมนุษย์มากมายโดยอาศัยวิธีการต่างๆ เพื่อให้ชาวบ้านพ้นภัยจากผู้ที่ดูภายนอกเหมือนผู้มีบุญแต่ใจบาป จี้กงจะใช้วิธีเล่นงานจนคนชั่วเหล่านั้นให้รู้สึกสำนึกตัว สำหรับผู้ที่โหดร้ายทารุณ จะถูกตอบโต้จนไม่สามารถจะอยู่ต่อไปได้ ทำให้ประชาชนอยู่อย่างสงบสุข ดังนั้น ประชาชนจึงสรรเสริญว่าเป็นพระศักดิ์สิทธิ์

..........................
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น