วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

รู้ทันชั้น 16/06 : ชีวิตคนไทยใต้ฝ่าพระบาท C2 1606



ฟังเสียง http://www.mediafire.com/?r3ws0km586ln7kl
หรือที่ :  http://www.4shared.com/mp3/31QsNzQP/See_Thru_Floor_16_-1606_.html

...........
...........


ชีวิตคนไทยภายใต้ฝ่าพระบาท

ในราชอาณาจักรไทยภายใต้ระบอบราชาธิปไตยของราชวงศ์จักรี พื้นดินทุกตารางนิ้วสามารถจะถูกยึดคืนโดยข้าราชการของในหลวง ในนามรัฐบาลของพระเจ้าอยู่หัว สถาบันกษัตริย์คือผู้ออกใบอนุญาตให้พวกข้าราชการเหล่านั้น การห้ามวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ย่อมหมายถึงการห้ามวิพากษ์วิจารณ์บรรดาองคมนตรี นางสนองพระโอษฐ์และบรรดาผู้ทำงานใกล้ชิดพระราชวงศ์ทั้งหลาย รวมทั้งบรรดาสารพัดโครงการหลวงและโครงการในพระราชดำริ ซึ่งคือกลุ่มคนที่มีอิทธิพลครอบงำทุกภาคส่วนในสังคมไทย ทั้งทางสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ งานการศึกษาวิจัยต่างๆเกี่ยวกับความยากจนและความล้าหลังด้อยพัฒนาจึงทำไม่ได้เลย เพราะไม่มีหลักการประชาธิปไตยและหลักวิชาการที่ทันสมัยก้าวหน้า รัฐบาลต้องยอมสงบอยู่กับระบอบเจ้า
ความเป็นไทย
เพื่อที่จะตอกตรึงระบบความคิดแบบศักดินานิยมกษัตริย์ ราชวงศ์จักรีจึงได้รวบรวมและรื้อฟื้นพระราชพิธีรวมทั้งเครื่องทรงอาภรณ์สายสะพายตามลำดับชั้นต่างๆขึ้นมาอย่างมากมาย รวมทั้งการนำมาปรับปรุงแลประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัยอย่างต่อเนื่อง เช่น พิธีกรรมถือน้ำพิพัฒน์สัตยาที่ประกอบพิธีโดยพราหมณ์ให้ข้าราชบริพารและผู้ที่เข้าร่วมในพระราชพิธีจะต้องกล่าวคำปฏิญญาณว่าจะจงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัวและพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อพระเจ้าอยู่หัวแต่เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น

พระราชพิธีจำนวนมาก ถูกประกาศยกเลิกหลังการปฏิวัติคณะราษฎร 2475 แต่ก็ได้รับการทยอยฟื้นคืนขึ้นมาอีกครั้งในทศวรรษที่ 2490 และ 2500 โดยจอมพลสฤษดิ์และจอมพลถนอม โดยเฉพาะพระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับการมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นต่างๆ ซึ่งในลำดับชั้นต่ำสุดที่ทั้งมอบให้และซื้อขายกัน ได้มอบให้ข้าราชการและประชาชนหลายหมื่นคนทุกปี เพื่อเปิดโอกาสให้ได้แต่งกายเต็มยศเข้ารับเครื่องราชย์พร้อมกับภาพถ่ายเพื่อนำไปใส่กรอบตั้งโชว์

พวกนิยมกษัตริย์มักอ้างว่ารัชกาลที่ 7 ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย ถึงกับมีอนุสาวรีย์ที่หน้าอาคารรัฐสภาพร้อมลายพระหัตถ์ที่พระราชทานอำนาจแก่ราษฎรและยังตั้งองค์กรศึกษาพัฒนาการเมืองการปกครองโดยใช้ชื่อว่าสถาบันพระปกเกล้าซึ่งเป็นชื่อของรัชกาลที่ 7 ทั้งๆที่ทรงขัดขวางประชาธิปไตยและดิ้นรนต่อสู้รักษาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์แบบเดิมมาตลอด คือ

กรณีการขัดขวางร่าง พ.ร.บ.อากรมรดกที่ผ่านสภานำมาถวายให้ลงพระปรมาภิไธยเพื่อบังคับใช้ แต่รัชกาลที่ 7 คืนร่าง พ.ร.บ.นั้นให้สภาฯพิจารณาใหม่ โดยต้องการให้สภาเพิ่มบทบัญญัติเรื่องยกเว้นการเก็บอากรมรดกจากทรัพย์สินพระมหากษัตริย์
กรณีการขัดขวางพ.ร.บ.3 ฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขกฎหมายลักษณะอาญา วิธีพิจารณาความอาญาและ ประมวลกฎหมายอาญาทหาร ให้ผู้ต้องโทษให้ประหารชีวิตต้องได้ขอพระราชทานอภัยโทษ และยอมให้ญาติขอแทนได้ด้วย และในระหว่างที่ยังไม่ได้ทรงวินิจฉัยให้รอการประหารชีวิตไว้ กลายเป็นศาลชั้นที่ 4 คือกษัตริย์เป็นเจ้าชีวิตของราษฎร

มีหลักฐานทางทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ว่า ร.7 ได้สั่งจ่ายเงิน 2ครั้ง เป็นเงิน200,000บาท เพื่อสนับสนุนกบฎบวรเดช ก่อนเกิดกบฎไม่นาน พระองค์ยังหนีภัยไปประทับที่ไกลกังวล และจ่ายเงิน 2 ครั้งรวม 6000 บาทสำหรับซื้อเสบียงอาหารยามฉุกเฉินเพื่อตุนไว้ก่อนทำการก่อกบฎ
การที่รัชกาลที่ 7 สนับสนุนการก่อกบฎเพื่อโค่นล้มการปกครองแบบประชาธิปไตย เป็นความผิดฐานสนับสนุนการก่อกบฎ มีโทษถึงประหารชีวิต เช่นเดียวกับกษัตริย์ภูมิพลที่สนับสนุนการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมาแล้วหลายครั้ง

ภายหลังเหตุการณ์กบฎบวรเดช รัชกาลที่ 7 ต้องการให้อภัยโทษนักโทษกบฎบวรเดชโดยการลดโทษ ถ้าประหารให้เหลือเนรเทศ 10 ปี ถ้าจำคุกตลอดชีวิตให้เนรเทศ 5 ปี หากโทษต่ำกว่าจำคุกตลอดชีวิตให้ปล่อยตัวไป เลิกตามจับคนที่เหลือ
ถือเป็นความพยายามแทรกแซงการบังคับใช้กฎหมายและการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม

รัชกาลที่ 7 ให้ความเห็นชอบกับการออกพระราชกฤษฎีกางดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตราและปิดสภาผู้แทนราษฎรปี 2476 ทั้งๆที่รัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดพร้อมทั้งพยายามแทรกแซงรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธ.ค. 2475 โดยเฉพาะข้อเสนอเรื่อง สมาชิกสภาประเภทที่ 2 ซึ่งมาจากการแต่งตั้งโดยพระมหากษััตริิย์ให้คงตำแหน่งไว้ถึง 10 ปี แทนที่จะให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดมาจากเลือกตั้ง
รัชกาลที่ 7 ได้มีหนังสือตอบพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ว่าไม่ควรให้มีการตั้งสมาคม คณะการเมือง หรือพรรคการเมืองเพราะจะเป็นเหตุกระทบกระเทือนถึงความสงบสุขของประชาชน เพราะประชาชนส่วนมากยังไม่เข้าใจวิธีการปกครองแบบรัฐธรรมนูญ และควรเลิกสมาคมคณะราษฎรและพรรคการเมืองทั้งหมด
กรณีรัฐบาลฟ้องคดีพระคลังข้างที่ ( 2482 -2484 ) เนื่องจากรัฐบาลพบว่า เงินซึ่งฝากไว้ในนามของกษัตริย์ไทยซึ่งถือเป็นเงินของรัฐ ขาดหายไปหลายรายการ อัยการจึงยื่นฟ้องรัชกาลที่ 7 ต่อศาลแพ่งให้ใช้เงินกว่า 6 ล้านบาทคืนแก่กระทรวงการคลัง เพราะกษัตริย์ทำเงินหาย คดีนี้ตัดสินภายหลังจากที่รัชกาลที่ 7 สวรรคตและผลในคดีคือกษัตริย์เป็นฝ่ายแพ้ โดยมีความพยายามในการวิ่งเต้นศาล แม้ทางรัฐบาลจะพยายามยึดวังสุโขทัยและริบทรัพย์สินอื่นขายทอดตลาดชำระหนี้ แต่ในที่สุดก็ไม่ได้ดำเนินการ เพราะเกรงบารมีพวกนิยมเจ้า ในท้ายที่สุดก็ไม่มีการติดตามแถมมีการโอนคืนสถานที่ของรัฐหลายแห่งให้กษัตริย์ และทำให้กษัตริย์ภูมิพลต้องรื้อฟื้นอำนาจของกษัตริย์กลับคืนมาให้มากที่สุดเพื่อจะได้ไม่ประสบชะตากรรมแบบเดียวกับรัชกาลที่ 7 พร้อมทั้งตามขุดรากถอนโคนพวกคณะราษฎรให้สิ้นซากเป็นการแก้แค้น

กรณีนายถวัติ ฤทธิเดช ได้ฟ้องรัชกาลที่ 7 ว่า หมิ่นประมาทตน โดยอ้างข้อความในบันทึกพระราชวินิจฉัยเค้าโครงการเศรษฐกิจของปรีดี มีข้อความว่า เรื่องกรรมกรที่ผู้เขียนอ้างว่า เป็นการแสดงข้อหนึ่งถึงความระส่ำระสายอันนี้นั้น ข้าพเจ้าขอตอบได้ว่า การที่กรรมกรหยุดงานนั้น หาใช่หยุดเพราะความเดือดร้อนจริงจังไม่ ที่เกิดเป็นดังนี้ก็เพราะมีคนยุให้เกิดการหยุดงานขึ้น เพื่อจะได้เป็นโอกาศให้ตั้งสมาคมคนงาน และตนจะได้เป็นหัวหน้า และได้รับเงินเดือนกินสบายเท่านั้น แต่ต่อมานายถวัติก็ถูกฟ้องกลับฐานเป็นกบฎและหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

รัชกาลที่ 7 ไม่มีพระโอรส ราชบัลลังก์จึงตกมาถึงเจ้าฟ้าอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ประสูติที่เยอรมัน และในหลวงภูมิพลรัชกาลที่ 9 ประสูติที่สหรัฐฯ ทั้งคู่เป็นหลานปู่ของ รัชกาลที่ 5 ทั้งสองพระองค์เรียนหนังสือที่สวิสและฝรั่งเศส
นอกจากนี้ยังมีพวกราชนิกูลหรือพวกที่มีเลือดเนื้อเชื้อไขของจักรี ที่ได้รับพระราชทานนามสกุลในฐานะที่เป็นลูกหลานของพระราชโอรสและพระราชธิดาทั้งหลายอยู่ประมาณ 131 ราชสกุล ครอบครัวเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะรับใช้อยู่ในสำนักพระราชวัง และดูแลกิจการโครงการพระราชดำริที่มีมากมายหลายร้อยโครงการ

กฎหมายของคณะราษฎรปี 2475 ระบุถึงการกระทำที่ไม่ถือว่าหมิ่นกษัตริย์ ถ้าการกระทำนั้นสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับปี 2475 บัญญัติว่า กษัตริย์ถูกฟ้องร้องคดีอาญายังโรงศาลไม่ได้ เป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรจะวินิจฉัย

แต่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2492 ของจอมพล ป. ได้ปิดช่องเหล่านี้ด้วยการบัญญัติใหม่ว่า..องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆมิได้ รัฐธรรมนูญอีก 16 ฉบับที่ตามมา ก็ล้วนแต่คงบทบัญญัตินี้ไว้ทุกประการซึ่งเป็นเหมือนประตูให้ลัทธิทหารของพระเจ้าอยู่หัว ใช้บังคับให้ประชาชนต้องจงรักภักดี ต่อพระเจ้าอยู่หัว ในทุกสิ่งที่พระองค์เป็น หรือไม่ได้เป็น ทรงกระทำหรือไม่ได้ทรงกระทำ

16 กันยายน 2500 นายกรัฐมนตรีจอมพล ป. สูญเสียอำนาจให้กับนายทหารฝ่ายขวา ขณะที่เขากลัวรัฐประหารและอยากให้นำนายปรีดีกลับประเทศไทย จอมพล ป.ได้เดินทางเข้าเฝ้ากษัตริย์ภูมิพลเพื่อขอการสนับสนุน แต่กษัตริย์หนุ่มวัย 30 ปีได้เห็นพ้องร่วมใจกับนายพลคนโปรดไปเรียบร้อยแล้ว และได้ขอร้องให้จอมพล ป.วัย 60 ปี ลาออก

จอมพล ป. ปฏิเสธ สองชั่วโมงหลังจากนั้น จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ประกาศยึดอำนาจ สองชั่วโมงหลังจากนั้นกษัตริย์ภูมิพลได้ประกาศกฎอัยการศึกทั่วประเทศ โดยมีพระราชโองการว่า “เนื่องด้วยปรากฎว่า รัฐบาลอันมีจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี ได้บริหารราชการแผ่นดินไม่เป็นที่วางใจของประชาชน ทั้งไม่สามารถรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองได้ คณะทหาร ซึ่งมีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์เป็นหัวหน้า ได้เข้ายึดอำนาจการปกครองไว้ได้ และทำหน้าที่เป็นผู้รักษาการพระนครฝ่ายทหาร ข้าพเจ้าจึงขอแต่งตั้งจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นผู้รักษาการพระนครฝ่ายทหาร ขอให้ประชาชนทั้งหลายจงอยู่ในความสงบ และให้ข้าราชการทุกฝ่ายฟังคำสั่งจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป



นายกรัฐมนตรีจอมพล ป. ไม่มีเวลาแม้แต่จะหยิบแปรงสีฟัน ต้องหนีออกจากประเทศทันที พร้อมด้วยผู้ติดตามเพียงสองสามคนเท่านั้นโดยเดินทางด้วยรถยนต์ ต่อด้วยเรือประมงเข้าเขมรทางเกาะกง พลตำรวจเอกเผ่า เจ้าพ่อฝิ่น ต้องลี้ภัยไปอยู่ที่สวิสเซอร์แลนด์



ไม่มีใครลงนามสนองพระบรมราชโองการของการลงพระปรมาภิไธยครั้งนี้ ถือเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญอย่างเปิดเผย โดยกษัตริย์ภูมิพลกระทำและพูดราวกับว่าพระองค์คือกษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา คณะองคมนตรี ที่รัฐธรรมนูญ 2492 ของจอมพล ป. ได้เริ่มการฟื้นคืนอำนาจให้กษัตริย์ภูมิพล

วุฒิสมาชิกโนเบิร์ตเคนเนดี้เข้าพบนายกสฤษดิ์
รัฐประหาร 2500 ของจอมพลสฤษดิ์ ได้ฟื้นคืนอำนาจทหารของพระเจ้าอยู่หัวไว้อยู่เหนือสิ่งใดในชาติ จากการสนับสนุนของสหรัฐและพระเจ้าอยู่หัวโดยไม่ใส่ใจต่อกฎหมายและหลักการประชาธิปไตยแม้แต่น้อย




มาตรา 17 ในรัฐธรรมนูญปี 2502ของจอมพลสฤษดิ์ ได้ให้อำนาจจอมพลสฤษดิ์อย่างสมบูรณ์ในการบดขยี้การกระทำใดๆ ก็ตามที่จอมพลสฤษดิ์ถือว่า เป็นภัยต่อตนเองและราชบัลลังก์ เป็นอำนาจเผด็จการทหารอย่างแท้จริง

เพื่อแสดงความขอบพระทัยต่อกษัตริย์ภูมิพล จอมพลสฤษดิ์ได้มอบประเพณีหมอบกราบแบบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทคืนให้กษัตริย์ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผู้ใดก็ตามที่ไม่แสดงให้เห็นว่ารักและจงรักภักดีต่อกษัตริย์ หรือปฏิเสธที่จะมอบกราบแทบเท้าและเปล่งคำราชาศัพท์ หรือ ไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีจะต้องเสี่ยงกับการถูกตอบโต้อย่างรุนแรงและป่าเถื่อน

นับตั้งแต่ปี 2490 กษัตริย์ภูมิพลได้อนุมัติการรัฐประหาร 8 คณะ รัฐประหารแต่ละครั้งหมายถึงการเพิ่มมากขึ้นของพระราชอำนาจและพระราชทรัพย์ให้กับราชวงศ์จักรีและบรรดานายพลเครือข่ายของเจ้าทั้งหลาย และยังเผื่อแผ่ไปถึงข้าราชบริพารและกรุงเทพที่ถูกดึงดูดเข้าสู่พระบรมราชูปถัมภ์ของพระบรมหาราชวัง เผด็จการนิยมกษัตริย์ของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้สร้างบรรทัดฐานอันสูงยิ่งและน่าสะพรึงกลัวให้กับเผด็จการคนต่อๆมาหลังจากนั้น



ช่วงสิบปีระหว่าง 2490 ถึง 2500 ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ประเทศไทย ที่ได้ฝังรากของปัญหาที่มีผลต่อมาถึงอนาคตของชาติและปัญหาของประเทศในปัจจุบัน



รัฐบาลของพระเจ้าอยู่หัวสามารถตีฆ้องร้องเป่าปลุกระดมความเกลียดชัง จนทำให้คนไทยลุกขึ้นมาเข่นฆ่าคนในชาติเดียวกันด้วยนโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์ ที่ได้รับการสนับสนุนส่งเสริมพร้อมด้วยพันธะสัญญาจากสหรัฐอเมริกา อย่างลับๆในตอนแรกๆ และทำกันอย่างเปิดเผยโจ่งแจ้งในเวลาต่อมา ได้เสริมความมั่นใจให้กับบรรดาองคมนตรีและกองทัพไทยที่มีสายสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างแนบแน่นและเติบโตอย่างรวดเร็ว

ทหารในพระเจ้าอยู่หัว
เพื่อรัฐบาลของพระเจ้าอยู่หัว


เมื่อจอมพลสฤษดิ์ก้าวขึ้นสู่อำนาจ เขาและพวกซึ่งเป็นนายทหารของกษัตริย์ภูมิพลได้เดินทางไปสหรัฐอ้างว่าต้องไปรักษาตัว ในหลวงและราชินีก็ได้เสด็จไปสหรัฐอย่างเอิกเกริกหลายครั้ง ช่วงต้นปี 2501 จอมพลสฤษดิ์ป่วยหนักอีกครั้งหนึ่ง และต้องเดินทางไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลทหารที่สหรัฐ พร้อมกับได้สร้างความมั่นใจให้นักลงทุนสหรัฐว่านายปรีดีจะไม่ได้รับอนุญาตให้กลับประเทศไทยอีก

การรณรงค์ต่อต้านคอมมิวนิสต์ของรัฐบาลเผด็จการสฤษดิ์ โดยเชิดชูศูนย์รวมใจของคนไทยทั้งชาติ กระทำการอย่างรุนแรงและบ้าคลั่ง เพื่อล้างสมองของประชาชน ไม่ให้ประชาชนลุกขึ้นทวงสิทธิตามระบอบประชาธิปไตย เพื่อสร้างความชอบธรรมของการเข้าแทรกแซงกระบวนการประชาธิปไตยของทหาร และเพื่อปกปิดข่าวฉาว ความเลวร้าย และการละเมิดสิทธิรัฐธรรมนูญที่มีอย่างมากมายและอย่างต่อเนื่องของฝ่ายนิยมกษัตริย์ ในปี 2503 จอมพลสฤษดิ์ประกาศให้ วันเกิดของกษัตริย์ภูมิพล 5 ธันวาคม เป็นวันชาติ ไม่ใช่วันที่ 24 มิถุนายน อีกต่อไป

จับเรียบ ฆ่าเรียบ
และ เผาให้เรียบ

ในระหว่างการรณรงค์ต่อต้านคอมมิวนิสต์ของลัทธินิยมกษัตริย์ในช่วงปี 2500 ถึง 2510 มีบ้านเรือนชาวบ้านถูกเผาไปหลายหมู่บ้าน โดยเฉพาะในภาคอีสาน สำหรับชาวบ้านที่ไม่ถูกจับหรือถูกฆ่า ก็ถูกผลักให้ต้องหลบหนีเข้าป่า โดยไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องไปขอความคุ้มครองจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย มีความน่าสะพรึงกลัวหลายอย่างในเวลานั้น จนถึงบัดนี้ก็ยังเป็นเรื่องที่ถูกปกปิดไม่สามารถนำเสนอได้อย่างครบถ้วน อย่างกรณีถังแดง ที่เกิดขึ้นระหว่างปี 2514 และ 2516 มีประชาชน 3,000 กว่าคน ที่จังหวัดพัทลุงถูกเผาทั้งเป็นในถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร ถูกผลักตกจากเขา ถูกจับยัดกระสอบและผลักลงมาจากเฮลิคอปเตอร์

ในปี 2513 มีทหารสหรัฐประจำการอยู่ในประเทศไทยประมาณ 50,000 นาย ส่วนมากเป็นทหารอากาศที่ทำหน้าที่ขับเครื่องบินทิ้งระเบิดแบบปูพรมทั้งในเวียดนาม กัมพูชาและลาว



การลุกขึ้นสู้ของประชาชนไทยในเดือนตุลาคม 2516 ทำให้ประเทศไทยสามารถขับไล่ขุนศึกถนอม-ประภาส ลงไปได้ แต่ก็ต้องสังเวยชีวิตของประชาชน และนักศึกษาร่วม 80 คน ที่ถูกสังหารโดยทหารและตำรวจ พระเจ้าอยู่หัวพระราชทานนายกรัฐมนตรีสัญญา ธรรมศักดิ์ ที่ได้จัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ และจัดการเลือกตั้งได้ในปี 2517 ทำให้ประชาชนไทยได้มีเวลา 2 ปีกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งประชาชนก็ใช้มันอย่างคุ้มค่าด้วยการสั่งการให้สหรัฐฯ ถอนฐานทัพออกไปจากประเทศไทยโดยรัฐบาลคึกฤทธิ์ ด้วยความรู้สึกเสียหน้าที่พ่ายแพ้ต่อประชาชนชาวเวียตนาม

กองทัพสหรัฐได้ย้ายหนีจากความรับผิดชอบต่ออาชญากรรมสงครามอันร้ายกาจ โดยในเดือนมิถุนายน 2519 ทหารสหรัฐ ที่เหลืออยู่ 27,000 นายพร้อมเครื่องบินรบ 300 ลำ ก็ได้ย้ายออกจากประเทศไทยไปจนหมด แต่ได้ทิ้งประเทศไทยไว้ให้เผชิญหน้ากับบรรดานายพลผู้หิวกระหาย ที่กำลังกลัวว่าพวกตนจะต้องอดยากปากแห้ง

พระราชวังและหน่วยก่อกวนการเมืองที่อุดหนุนโดยสหรัฐฯ ได้ออกปฏิบัติการอีกครั้งหนึ่ง โดยการตามล่าผู้ที่ถูกหมายหัวว่าเป็นคอมมิวนิสต์นับพันคน จำนวนรายชื่อของผู้ถูกสังหารมีจำนวนสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างน่ากลัว ผู้นำสหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทยถูกสังหารกว่าสี่สิบคน

การปราบปรามล้อมฆ่าในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ของตำรวจตระวณชายแดนและตำรวจนครบาลในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ส่งผลให้นักศึกษาและประชาชน 42 คนถูกสังหารหมู่ แม้ว่าประชาชนชาวไทยจะประสบความสำเร็จในการขับไล่จอมพลถนอมเมื่อ 14 ตุลา 2516

แต่ต่อมาก็ต้องกลับมาอยู่ใต้อำนาจเผด็จการของพระเจ้าอยู่หัว ที่มีพลเอกเปรม ติณสูลานนท์เป็นนายกรัฐมนตรีที่ท่องแต่คำว่าชาติ ศาสน์ กษัตริย์ องคมนตรีและรัฐบาลทหารในยุคทศวรรษที่ 2500 และ 2510 ได้ใช้ทุกมาตรการเข้าควบคุมแหล่งทรัพยากรทั้งทรัพย์สินและความมั่งคั่งของประเทศรวมทั้งงบประมาณแผ่นดินไว้ทั้งหมด และดึงเอาเงินช่วยเหลือจากสหรัฐเข้าไปยังกองกำลังทหารรักษาพระองค์ โครงการพระราชดำริ คลังมหาสมบัติของราชวงศ์จักรี และเข้ากระเป๋าของพวกเขาเองอย่างไม่รู้จักพอ

พัฒนาการของรัฐธรรมนูญ
และระบอบการเมือง
ก่อนวันที่ 19 กันยายน 2549

ประเทศไทยมีเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดินจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นประชาธิปไตย โดยคณะราษฎรเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ทำให้สังคมไทยเริ่มตระหนักรู้ความสำคัญของการมีรัฐธรรมนูญ เริ่มเข้าใจความหมายและคุณค่าของระบอบประชาธิปไตย แม้คณะราษฎรจะสิ้นอำนาจไปในภายหลัง และระบอบการเมืองใหม่จะล้มลุกคลุกคลาน จากการทำรัฐประหารยึดอำนาจของฝ่ายทหาร

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ได้เกิดรัฐธรรมนูญฉบับ2517 ซึ่งตอบสนองข้อเรียกร้องของประชาชนมากขึ้น พอเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 กลุ่มผู้ปกครองจำต้องประนีประนอมกับกลุ่มชนชั้นกลาง นำมาสู่ประกาศใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญ 2521 ที่ใช้บังคับถึง 13 ปี และกลุ่มชนชั้นกลางได้ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น

ในเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ได้เกิดหลักการที่ นายกรัฐมนตรีต้องมาจากสส. และให้ ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานรัฐสภา จุดเปลี่ยนที่สำคัญคือการมีส่วนร่วมร่างรัฐธรรมนูญ 2540 เพื่อแก้ปัญหาการรัฐประหาร

เช่น มาตรา 65 ที่บัญญัติว่าบุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใด ๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญนี้ แสดงถึงการที่สังคมไทยจะไม่ยอมให้มีการรัฐประหารยึดอำนาจอีกต่อไปไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ เช่นเดียวกับประเทศประชาธิปไตยที่เจริญแล้วทั้งหลาย


แต่กษัตริย์ไทยเป็นผู้ใช้อำนาจสูงสุดและเป็นจอมทัพไทยโดยห้ามผู้ใดละเมิดหรือฟ้องร้อง ในเมื่อกษัตริย์เป็นหัวหน้าที่สนับสนุนและรับรองการรัฐประหาร จึงทำให้บทบัญญัตินี้ รวมทั้งกฎหมายอาญาที่ห้ามการเป็นกบฏ ไม่มีความหมายใดๆ เมื่อเทียบกับความต้องการของพระเจ้าอยู่หัว





สถานะของกษัตริย์ในรัฐธรรมนูญ
หลังการปฏิวัติ 2475


การปฏิวัติ 2475 นั้น เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองอย่างฉับพลันโดยคณะราษฎร พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน 2475 มีข้อความคล้ายกับรัฐธรรมนูญของฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ. 2334 คือ การจำกัดอำนาจกษัตริย์ และให้อำนาจมากแก่คณะกรรมการราษฎร กษัตริย์มีอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้เท่านั้น โดยใช้คำว่ากษัตริย์ ต่อมาเมื่อมีการร่างใหม่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม 2475 จึงใช้คำว่าพระมหากษัตริย์ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยที่พระมหากษัตริย์เป็นเพียงหัวหน้าประเทศแต่ไม่ได้เป็นหัวหน้ารัฐบาล

ถ้าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยก็ต้องเริ่มจากพรบ.ธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน 2475 ที่ถือว่าสภาใหญ่กว่ากษัตริย์และมีอำนาจพิจารณาความผิดของกษัตริย์ได้ โดยบัญญัติว่ากษัตริย์ถูกฟ้องคดีอาชญายังโรงศาลไม่ได้ เป็นหน้าที่สภาผู้แทนราษฎรวินิจฉัยคือให้สภาผู้แทนมีอำนาจวินิจฉัยคดีของพระมหากษัตริย์ และไม่เพียงคดีอาญาเท่านั้นแต่สามารถตีความไปถึงความผิดของกษัตริย์ที่กระทำการบกพร่องอย่างสำคัญในการบริหาราชการแผ่นดิน การละเมิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ การกระทำผิดต่อสัญญาระหว่างประเทศเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเมือง ในกรณีเหล่านี้กษัตริย์ควรจะต้องรับผิดชอบ โดยสภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจที่จะจัดการตามวิถีทางรัฐธรรมนูญเพื่อให้การเป็นไปโดยยุติธรรมได้

แนวคิดเรื่องการละเมิดมิได้

หมายถึง กษัตริย์จะต้องอยู่นอกเหนือการเมือง
หลักพระมหากษัตริย์ทรงกระทำผิดมิได้ เพื่อให้กษัตริย์ดำรงฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ โดยมีผู้ลงนามสนองพระบรมราชโองการเป็นผู้รับผิดชอบ ดังนั้น กษัตริย์จะต้องเว้นการกระทำใดๆโดยเปิดเผยอันอาจทำให้ประชาชนนำไปวิจารณ์

กษัตริย์จะใช้อำนาจบริหารเองมิได้ นอกจากผ่านทางทางคณะรัฐมนตรี รวมถึงบทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการใดที่เกี่ยวกับราชการแผ่นดินจะต้องมีรัฐมนตรีคนหนึ่งสนองพระบรมราชโองการเป็นผู้รับผิดชอบ กษัตริย์จะทำกิจใดที่เกี่ยวกับราชการได้ต่อเมื่อคณะรัฐมนตรีถวายคำแนะนำเนื่องจากคณะรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภา ยังรวมถึงพระราชดำรัสทางโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียง โดยกษัตริย์ต้องทำตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี จึงไม่มีองคมนตรี เพราะกษัตริย์ไม่มีหน้าที่และไม่มีอำนาจบริหารประเทศ ห้ามแสดงความคิดเห็นทางการเมืองใดๆ

หลังการรัฐประหาร 2490 นำมาซึ่งรัฐธรรมนูญที่ถวายอำนาจให้กับพระมหากษัตริย์มากขึ้น โดยบัญญัติให้มีองคมนตรีที่เป็นเครือข่ายอำนาจของกษัตริย์ที่ขัดกับหลักการประชาธิปไตย โดยพวกนิยมระบอบเจ้าเชื่อว่ากษัตริย์เป็นสถาบันทางการเมืองที่มีความชอบธรรมที่สุด เปรียบได้กับศีรษะของบ้านเมือง และอ้างว่าทรงขึ้นครองราชย์โดยความเห็นชอบของชุมชนทางการเมือง

พวกนิยมเจ้าโจมตีการปฏิวัติ 2475 ว่าเป็นการชิงสุกก่อนห่าม โดยอ้างว่า รัชกาลที่ 7 เองก็ทรงคิดที่จะทำการเปลี่ยนแปลงในทำนองเดียวกันอยู่แล้ว ทั้งๆที่ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ราษฎรไม่มีส่วนในการปกครองประเทศเลย เพราะอำนาจสูงสุด เป็นของกษัตริย์ผู้เดียวเท่านั้น พอหลังการปฏิวัติ 2475 ราษฎรจึงได้เห็นว่า ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นเรื่องที่ล้าสมัยที่ถูกล้มเลิกไปแล้วในหลายประเทศ แต่พวกนิยมเจ้าเห็นว่าราษฎรยังคุ้นเคยกับการปกครองกับมีกษัตริย์ ซึ่งจะช่วยให้รัฐบาลได้รับความเชื่อถือจากราษฎร โดยมีเงื่อนไขให้กษัตริย์ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ หากกษัตริย์ใช้อำนาจปกครองไม่เป็นไปตามความยินยอมเห็นชอบของราษฎร ราษฎรจะเอาอำนาจสูงสุดกลับคืนมาได้เสมอ ต่างกับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่อำนาจสูงสุดเป็นของกษัตริย์แต่เพียงผู้เดียว ไม่มีข้อจำกัด พระบรมราชโองการย่อมมีผลเป็นกฎหมาย

แต่ในระบอบประชาธิปไตยอำนาจของกษัตริย์จะถูกจำกัดโดยรัฐธรรมนูญ กษัตริย์จะไม่สามารถใช้อำนาจโดยพระองค์เอง กษัตริย์จะแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีได้ คณะรัฐมนตรีต้องได้รับความไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎรก่อน และต้องรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎร การกระทำใดๆของกษัตริย์จะมีผลใช้บังคับได้ก็ต่อเมื่อรัฐมนตรีต้องลงนามสนองพระบรมราชโองการและรับผิดชอบแทน โดยถือหลักรัฐสภามีอำนาจสูงสุดเสมอ เพราะอำนาจสูงสุดต้องอยู่ที่ราษฎรผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งเป็นที่มาของอำนาจอธิปไตย แต่กษัตริย์ครองราชย์ด้วยการสืบเชื้อสาย จึงไม่มีอำนาจมากเหมือนประมุขที่มาจากการเลือกตั้ง

การบัญญัติให้มีองคมนตรีเป็นที่ปรึกษาของกษัตริย์และลงนามสนองพระบรมราชโองการ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับ 2490 และ 2492 เป็นต้นมานั้น ทำให้คณะรัฐมนตรีซึ่งควรเป็นผู้รับผิดชอบแทนกษัตริย์ ได้พ้นจากความรับผิดชอบตรงนี้ กษัตริย์กับองคมนตรีต้องรับผิดชอบกันเอง เพราะองคมนตรีไม่ต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภาซึ่งเป็นเรื่องที่ขัดหลักการประชาธิปไตยและเป็นการสร้างเครือข่ายเพื่อฟื้นคืนอำนาจในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยที่อนุญาตให้มีกษัตริย์ ถือว่าสถาบันกษัตริย์เป็นองค์กรทางการเมืองหนึ่ง เป็นของมหาชน ที่ใช้งบประมาณสนับสนุน มิใช่เป็นสิทธิหรืออำนาจส่วนบุคคล และมิใช่สมบัติส่วนตัว ดังนั้นการอภิปรายในที่สาธารณะ ประเด็นปัญหาสถาบันกษัตริย์จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหรือเป็นเรื่องต้องห้ามแต่อย่างใด

ตรงกันข้ามกับประเทศที่ปกครองในระบอบราชาชาธิปไตยหรือเผด็จการโดยกษัตริย์อย่างไทย จะห้ามบุคคลอภิปรายถึงสถาบันกษัตริย์ เว้นแต่การพูดถึงในลักษณะยกย่อง ยอพระเกียรติ ซาบซึ้ง ถึงขนาดที่ห้ามพูดคำว่าสถาบันกษัตริย์หรือกษัตริย์ เช่น ในรัฐสภา หากสมาชิกรัฐสภาคนใดลุกขึ้นอภิปรายเรื่องกษัตริย์ ก็ต้องถูกสมาชิกคนอื่นๆประท้วง โดยให้เหตุผลเป็นสูตรสำเร็จว่ากษัตริย์อยู่เหนือการเมือง ในแวดวงปัญญาชนก็จะละเว้น พยายามไม่พูดถึงเลย บ้างก็พูดถึงแบบอ้อมๆ หลีกเลี่ยงการพาดพิงกษัตริย์ เพราะมีกฎหมายปิดปากที่มีโทษรุนแรงและมีกระบวนการที่ป่าเถื่อนเพื่อให้คนกลัวและเข็ดหลาบ

การยกร่างรัฐธรรมนูญในระบอบราชาธิปไตยจะไม่พบเห็นการอภิปรายบทบัญญัติในหมวดกษัตริย์ เมื่อมีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่เมื่อไร ก็นำหมวดกษัตริย์แบบเดิมมาใส่ไว้โดยมิได้แก้ไขปรับปรุง หรือให้แก้ไขเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มพระราชอำนาจเท่านั้น ห้ามตัดหรือลดทอนพระราชอำนาจโดยเด็ดขาด

ล้างสมองรองรับระบอบกษัตริย์

การศึกษาไทยถูกครอบงำนับตั้งแต่ต้นด้วยชุดหนังสือของกรมพระยาดำรงราชานุภาพและของในหลวงรัชกาลที่ 5 และยังมีหนังสือของในหลวงรัชกาลที่ 9 และของพระเทพที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ระบบการศึกษาไทยถูกสอดแทรกด้วยข้อมูลและราชสาส์นที่เป็นโองการสวรรค์ ของราชวงศ์จักรี จนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้กับนักทฤษฎี นักปรัชญา นักวิชาการ และนักเขียนคนอื่นๆ เกือบทั้งหมดของประวัติศาสตร์ไทยถูกเขียนขึ้นมาโดยชนชั้นสูงเพื่อชนชั้นสูงมาโดยตลอด


นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 2490 ถึงทศวรรษที่ 2520 มีการโหมโฆษณาเรื่องความเป็นไทย ที่สอนให้ยอมจำนนต่อระบอบราชาธิปไตยที่อาศัยการอุปถัมภ์ค้ำชูจากกษัตริย์ โดยมีพวกชนชั้นสูงที่นิยมเจ้าช่วยทำการตลาดเผยแพร่ความคิดที่สวามิภักดิ์จงรักภักดี ให้ประชาชนยอมศิโรราบต่อระบอบกษัตริย์ที่เป็นเหมือนสมมุติเทพ

สถานที่โทรทัศน์แห่งแรกของประเทศไทย คือ ช่อง 4 บางขุนพรหม เป็นการลงทุนการลงทุนของรัฐ เปิดตัวเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2498 ตรงกับวันปฏิวัติของคณะราษฎร กลายเป็นเครื่องมือแยกสลายการรวมตัวของประชาชน ให้ร้ายประชาชนที่แข็งข้อว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์ที่เป็นภัยร้ายแรงต่อความมั่นคงของพระราชอาณาจักร



ในปี 2501 จอมพลสฤษดิ์เปิดตัวสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5










9 ปีต่อมาจอมพลถนอมก็เปิดตัวสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ในปี 2510






โทรทัศน์ช่อง 5 เต็มไปด้วยรายการโฆษณาชวนเชื่อของกองทัพบก ทั้งสองช่องคลุมพื้นที่ทั้งประเทศ เต็มไปด้วยรายการถ่ายทอดสดการประกวดนางงาม ละครน้ำเน่า ถ่ายทอดสดการแข่งขันชกมวย และรายงานพระราชกรณียกิจของพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์
รวมทั้งถ่ายทอดกิจกรรมของทางการทหาร กิจกรรมเทิดพระกียรติพระบรมวงศานุวงศ์ การจัดรายการรับบริจาคเพื่อถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศล หรือเพื่อโครงการพระราชดำริต่างๆ ซึ่งมักจะจัดโดยนายทหารระดับสูง ในรูปแบบการจัดงานที่ประชาชนจำต้องบริจาค ไม่ว่าจะเป็นคนมั่งมีหรือยากจน ก็ต้องพยายามช่วยกันบริจาคเพื่อพิสูจน์ถึงความจงรักภักดี ที่ต้องแข่งขันกันแสดงออกถึงความเคารพบูชาพระเจ้าอยู่หัวที่รักยิ่งของพวกเขา ถ้าใครไม่ทำก็อาจจะถูกเยาะเย้ย หรือถูกเพ่งเล็ง เหมือนเป็นการปล้นกันอย่างเปิดเผยในนามของพระเจ้าอยู่หัว

ปี 2513 มีการเปิดสถานีโทรทัศน์ของเอกชนไทยทีวีสีช่อง 3 ทำให้ประเทศไทยมีทีวีที่รับชมฟรี 4 ช่อง โดยทุกช่องต่างก็แข่งขันกันด้วยละครน้ำเน่า เกมส์แข่งขันชิงรางวัล รายการกระทบไหล่ดาราและนักร้องคนโปรด ต่อมาช่อง 4 เปลี่ยนชื่อเป็นช่อง 9 อสมท. ในปี 2519


มีการเพิ่มสถานีโทรทัศน์สาธารณะอีก 2 ช่อง คือโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ช่อง 11(เอนบีที NBT) ในปี 2531 หรือช่องหอยม่วงและ ทีวีไทย (ไทยพีบีเอส Thai PBS) ในปี 2551 โดยได้เงินสนับสนุนจากภาษีสรรพสามิตปีละ 2,000 ล้านบาท



ราชอาณาจักรของกษัตริย์ถูมิพลได้โฆษณาเรื่องความเป็นไทยไปทั่วโลก พร้อมทั้งทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ที่พยายามบังคับผู้คนให้มีค่านิยมและศีลธรรมอันดีงาม ที่แม้แต่ตัวคนสอนเองก็ไม่เคยปฏิบัติ และก็ไม่เคยมีอยู่จริงในสังคม


การมีความสุขแบบไทยๆ ที่มองประชาชนว่าเป็นแค่ไพร่ โดยปิดกั้นพัฒนาการทางประชาธิปไตยของไทยมาโดยตลอด แม้แต่การอ่านประกาศคณะราษฎร 2475 ก็ยังถูกกล่าวหาได้ว่าเป็นอาชญากรรม ฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ พัฒนาการจากสถาบันกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญเมื่อปี 2475 มาสู่คณะปฏิรูปการปกครองอันมีกษัตริย์เป็นประมุข ในปี 2549 เป็นสิ่งที่ชี้ได้อย่างดีว่า ในช่วง 80 ปีที่ผ่านมา ประชาธิปไตยในประเทศไทยไม่ได้พัฒนาหรือขยับไปไหนเลย และในปัจจุบันได้หมุนวนย้อนกลับไปสู่การปกครองแบบเก่าที่มีกษัตริย์เป็นผู้กุมอำนาจแต่ผู้เดียว

ราชวงศ์จักรีได้ครอบงำการเมืองมาเป็นระยะเวลานาน โดยที่ราชวงศ์จักรีได้ทำงานอย่างหนัเพื่อจะโน้มน้าวให้ประชาชนเชื่ออย่างจริงจังว่าพวกเขาเป็นพระนารายณ์ที่ลงมาเกิดยังโลกมนุษย์เพื่อสั่งสอนวิถีชีวิตแห่งความเป็นมนุษย์ที่ประเสริฐแก่ประชาชนไทยทั้งหลาย

แต่ 80 ปีหลังจากการสิ้นสุดแห่งระบอบสมบูรณาณาสิทธิราชย์ หลักฐานส่วนใหญ่ชี้ว่าราชวงศ์จักรีก็เป็นแค่มนุษย์ธรรมดาตระกูลหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในการฉกฉวยโอกาสก้าวขึ้นสู่อำนาจ ประชาชนไทยยังคงเผชิญหน้ากับหน้ากากที่สวยงามที่มีแต่คำโกหกหลอกลวง การเสแสร้ง การข่มขู่ปราบปราม และ พวกเขายังคงถูกบังคับให้เชื่อฟังและเคารพรักพระบรมวงศานุวงศ์ ผู้ซึ่งนั่งอยู่ท่ามกลางกองอภิมหาสมบัติ ที่เอาแต่พร่ำสอนประชาชนให้รู้จักพึงพอใจในสิ่งที่ตนเองมี

เพื่อสร้างความสับสนให้ประชาชนไม่รู้ว่าอะไรผิด อะไรถูก และโน้มน้าวให้ประชาชนเชื่อว่าความทุกข์ยากต่างๆ ในชีวิตของพวกเขานั้นเกิดจากกรรมที่ติดตัวมาแต่ชาติปางก่อน ซึ่งเป็นงานหลักของราชวงศ์จักรีและเครือข่ายที่ต้องปลูกฝังรูปการจิตสำนึกในระบอบราชาธิปไตยต่อไป

ระบอบพ่อขุนของราชวงศ์จักรี ได้ยืนอยู่ในขั้วตรงข้ามกับความต้องการขั้นพื้นฐานของประชาชนไทยมาโดยตลอด ประชาชนต้องปรับตัวให้เข้ากับกลไกของระบอบราชาธิปไตยที่ต้องอาศัยพระบรมราชานุญาตจากพระเจ้าอยู่หัวก่อนทุกครั้ง


เผด็จการทหารของไทยตลอด 60 ปีที่ผ่านมา คือกลุ่มเผด็จการที่ฉ้อฉล ไร้ยางอายที่ได้รับการเลื่อนยศตำแหน่งเพราะทำตัวเป็นผู้สนับสนุนลัทธิทหารของพระเจ้าอยู่หัว พวกนายพลที่โกงกินทั้งหลายร่ำรวยขึ้นมาได้อย่างง่ายๆโดยการถลุงเงินงบประมาณไปกับการเผยแพร่ลัทธิกษัตริย์นิยม ถ้าใครอยากร่ำรวยได้เลื่อนยศตำแหน่งก็ต้องก้มหัวรับใช้ระบอบเผด็จการกษัตริย์ ต้องช่วยหว่านล้อมเกลี้ยกล่อมให้ผู้คนเชื่อว่าการสั่งการให้ทหารรักษาพระองค์ออกมาปราบปรามเข่นฆ่าประชาชนเป็นความชอบธรรมแล้ว

ราชวงศ์จักรีทำราวกับว่าประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่น่ารำคาญมาก นับตั้งแต่จอมพลสฤษดิ์และกษัตริย์ภูมิพลได้ร่วมกันกำจัดจอมพล ป.ได้สำเร็จเมื่อปี 2500 ต่างก็ได้ทุ่มเทงบประมาณเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันกษัตริย์

มีการโหมโฆษณาภาพของกษัตริย์ภูมิพลว่าทรงเป็นมหาราชแห่งกษัตริย์ทั้งมวล ทรงพระปรีชาชาญที่สุด เป็นอัครศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เก่งที่สุด นักเขียนที่ทรงอัจฉริยภาพมากที่สุด นักดนตรีที่มีพรสวรรค์มากที่สุด นักแข่งเรือใบที่เก่งที่สุด นักทฤษฎีการพัฒนาที่ยอดเยี่ยมที่สุด ในฐานะผู้บรรลุแจ้งแห่งสรรพสิ่ง เป็นผู้ที่ทำอะไรไม่เคยผิดและไม่มีวันผิด การโฆษณาชวนเชื่อทั้งหลายเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ประชาชนรักในหลวงอย่างแท้จริง แต่กลับทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เกิดความตะลึงและหวาดหวั่นสะพรึงกลัวมากกว่า และคงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงความรู้สึกที่แท้จริงของพวกเขา

การโหมโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ ของฝ่ายนิยมกษัตริย์มีมากจนล้นเกิน ประชาชนต้องจำทนต่อระบอบเผด็จการ เอือมระอากับการทุจริตคอรัปชั่น สุดทนกับลัทธิทหาร เบื่อหน่ายกับการต้องอยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของเจ้านาย อดสูใจที่ต้องก้มหัวให้กับนักบุญจอมปลอม เจ็บปวดกับการต้องมีชีวิตอยู่กับความกลัวในความยุติธรรมแบบราชสำนักจักรี ประชาชนอยากบอกให้ในหลวงรักประชาชนมากกว่าการที่จะเอาแต่พร่ำบอกให้ประชาชนรักในหลวง

ประชาชนไทยได้แต่ปรารถนาว่าพระเจ้าอยู่หัวจะถอนตัวออกไปจากการเมืองอย่างสิ้นเชิง ประชาชนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ มีความพร้อมที่จะช่วยปลดปล่อยกษัตริย์ออกจากการเมือง โดยหวังว่าการเปลี่ยนผ่านจะทำได้สำเร็จโดยไม่ต้องนองเลือด ที่เข้าใกล้ขีดสุดของความอดทนและความอดกลั้นของคนไทย จากความเหนื่อยหน่ายต่อความซ้ำซากจำเจตลอดชีวิตของวงจรอุบาทว์โง่จนเจ็บ

ชีวิตของเกษตรกรที่ต้องเจอภัยน้ำท่วมและความแห้งแล้งอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ไม่สามารถพลิกฟื้นผืนดินทำอะไรได้ปีละหลายเดือน จำต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างเลื่อนลอย บางวันก็มีงานทำบางวันก็หางานทำไม่ได้เลย โดยไม่มีสวัสดิการทางสังคมและมาตราการช่วยเหลือใดๆจากรัฐ ประชาชนจำนวนมาก ถูกบังคับให้มีชีวิตอยู่อย่างไม่มีหลักประกันและมองไม่เห็นอนาคต

แม้ว่าคนไทยบางคนที่เคยมองโลกในแง่ดีว่าเหตุการณ์พฤษภาเลือด ปี 2535 จะเป็นการนองเลือดครั้งสุดท้ายที่กองทัพไทยกระทำต่อประชาชนไทย และหมดยุคที่ทหารไทยได้บดขยี้ขบวนการประชาธิปไตยของไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนานนับตั้งแต่ปี 2490 เมื่อมีการเลือกตั้งที่ตามมาหลังจากเหตุการณ์พฤษภาเลือด เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนจนได้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ปี 2540


แต่ก็ต้องถูกบดขยี้อีกครั้งโดยรัฐประหารปี 2549 ที่โค่นรัฐบาลทักษิณและยังได้ผลักประเทศไทยเข้าสู่การเผชิญหน้าครั้งใหญ่ ทำให้คนไทยจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่สามารถทนดูนิ่งเฉยได้อีกต่อไป และเข้ามาร่วมการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
หลายคนได้ลุกขึ้นมาทลายความกลัวแห่งกฎหมายเหล็ก กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และเริ่มวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า เพราะเหตุใด ในรอบ 60 ปีที่ผ่านมา ความหวังและแรงบันดาลใจเพื่อสร้างสังคมที่ดีงามของพวกเขา จึงถูกบดขยี้และไม่ขยับเยื้อน จากอำนาจของคณะองคมนตรี ทหารรักษาพระองค์ และบรรดาผู้พิพากษาศาลต่างๆ

ประเทศไทยมีประชากร 66 ล้านคน ซึ่งร่วมครึ่งหรือมากกว่าครึ่งของประชากรทั้งประเทศยังคงดำรงวิถีชีวิตด้วยการพึ่งพิงอาหารที่ครอบครัวผลิตจากไร่นาของตัวเอง โดยมีครอบครัวเกษตรกร 5.7 ล้านครอบครัว เป็นตัวแทนของประชากรไม่ต่ำกว่า 40% ของทั้งประเทศ



และในจำนวนนี้มีเกษตรกรไม่น้อยกว่า 40% ที่มีที่ดินทำกินไม่ถึงสิบไร่ หรือต้องทำนาด้วยระบบแบ่งผลผลิตกับเจ้าของที่ดิน หรือเป็นเกษตรกรที่ต้องเช่าที่ดินทำกิน และจำนวนมากต้องสร้างรายได้เสริมจากการเดินทางไปเป็นแรงงานรับจ้างนอกพื้นที่ จากจำนวนเงินกู้ทั้งหมด มี 45% เป็นเงินที่มาจากการกู้นอกระบบ ที่คิดดอกเบี้ยกันในอัตรามหาโหด ส่วนมากจะคิดดอกเบี้ยเป็นรายเดือน

หนี้สินของครอบครัวเกษตรกรโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 300,000 บาทต่อครัวเรือน สวัสดิการสังคมที่มีอันจำกัดและครอบคลุมแรงงานเพียง 27% ของจำนวนแรงงานทั้งหมด 38 ล้านคน คนงานที่จ้างงานตัวเอง มีประมาณ 24 ล้านคน ที่ไม่ได้รับสวัสดิการทางสังคมใดๆ และเผชิญความยุ่งยากต่างๆ ในการเข้าถึงการใช้บริการการรัษาฟรีของรัฐบาล สรุป คือ 70% ของประชากรในประเทศไทย มีชีวิตอยู่บนชะตากรรมที่ไม่มีสวัสดิการทางสังคมใดๆ เลย

ประเทศไทยถูกจัดอยู่ที่ลำดับ 73 ของดัชนีการพัฒนาของสหประชาชาติเมื่อปี 2548 และตกร่วงลงมาอยู่ที่ลำดับที่ 92 ในปี 2554 รายได้ของคนที่รวยที่สุด 20 % นั้นสูงกว่าคนที่จนที่สุด 20% ถึง 15 เท่า แต่การศึกษาของไทยก็ยังคงไม่ต้องการแสวงหาความจริง มีแต่การปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชน การแลกเปลี่ยน ถกเถียงกันอย่างตรงไปตรงมา เน้นการโฆษณาชวนเชื่อด้านเดียวเพื่อล้างสมองประชาชน สกัดกั้นความคิดความอ่านของประชาชนที่จะวิเคราะห์พิจารณาเรื่องต่างๆ ด้วยเหตุด้วยผล ทำให้การตรวจสอบ และ การแก้ปัญหาของประเทศไทยที่แท้จริง ยังเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

ประชาชนในประเทศไทยไม่จำเป็นต้องคิดได้ด้วยตัวเอง เพราะว่ามีในหลวงทรงเป็นนักคิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และในหลวงก็มีคำตอบให้กับทุกปัญหาในสังคมไทย การคิดต่างจากในหลวงย่อมนำไปสู่ภัยของการถูกคุกคาม การตั้งคำถามต่อสิ่งที่ในหลวงทรงดำริไว้ จะไม่ได้รับอนุญาตโดยเด็ดขาดและเป็นอันตรายอย่างยิ่ง

ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว และไม่มีหลักเหตุผล ทำให้ประชาชนทั้งประเทศต่างเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง เมื่อประชาชนไทยลุกขึ้นมาค้นหาอำนาจของปวงชน หรือเริ่มคิดว่าจำเป็นจะต้องมีสถาบันกษัตริย์หรือไม่ กองกำลังทหารโดยเฉพาะกองกำลังรักษาพระองค์กว่า 30,000 คน ก็พร้อมที่จะบดขยี้ประชาชนทันที

ประชาชนไทยได้เห็นชัดว่าประเทศไทยไม่มีสิทธิเสรีภาพในการถกเถียงความคิดเห็นที่แตกต่าง และไม่มีอำนาจสูงสุดตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

ฟรีดอมเฮาส์ ซึ่งเป็นองค์กรจัดอันดับเสรีภาพสื่อทั่วโลก เผยผลสำรวจปี 2554 ว่าประเทศไทยถูกลดชั้นจากกลุ่มกึ่งเสรี เข้ากลุ่มไม่เสรี อยู่ในกลุ่มเดียวกับเกาหลีเหนือ พม่า จีน คิวบา โซมาเลีย อัฟกานิสถาน อิหร่าน เนื่องมาจากการใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ม.112 และความรุนแรงทางการเมือง คำขวัญที่ว่าเมืองไทยเป็นเมืองยิ้ม ก็คงเป็นเพียงรอยยิ้มที่ต้องถูกปิดปากที่ไม่อาจพูดออกมาได้ว่า เพราะประชาชนไม่สิทธิ์ที่จะปฏิเสธการมอบชีวิตเพื่อรับใช้กษัตริย์ และหรือปฏิเสธการเป็นแค่ฝุ่นใต้เท้าของพระเจ้าอยู่หัว

เป็นเวลากว่าสองร้อยปีมาแล้วที่คำว่าไทย ถูกใช้บรรยายถึงผู้คนที่ทั้งสมัครใจและไม่สมัครใจสวามิภักดิ์อยู่ภายใต้ราชวงศ์จักรี ปัจจุบันมีคำต่อท้ายว่าไทยแท้ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเมืองหลวง โดยหมายถึงผู้คนที่มีแนวคิดชาตินิยมจนไม่เคยคิดว่ายังมีประเทศอื่นๆอยู่ในโลกนี้อีกด้วย พวกคนไทยแท้ๆต่างหมกหมุ่นใส่ใจเฉพาะแต่เรื่องความสะดวกสบายและสิทธิพิเศษต่างๆของตัวเอง ที่ได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่ โดยไม่ใส่ใจต่อความยากจนของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ และความรู้สึกในส่วนลึกที่ดูถูกเหยียดหยามคนในต่างจังหวัด

คนไทยแท้ๆพวกนี้พึ่งพาอำนาจเบื้องบนภายใต้ระบอบกษัตริย์ จึงต้องรักษาอำนาจของเบื้องบนเอาไว้ให้ได้ และพวกเขาสามารถกลายเป็นคนป่าเถื่อนได้ทันทีเมื่อถูกท้าทายอำนาจ ชาวไทยแท้จะอ้างเสมอว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่นำความสงบร่มเย็นมาสู่ประเทศไทยนั้นเป็นเพราะพระมหากรุณาธิคุณและการทำงานด้วยความเสียสละของพระเจ้าอยู่หัวคนเดียวเท่านั้น

ปัจจุบันเราได้เห็นการกระทำที่งมงายไร้เหตุผลของกลุ่มคนที่พยายามจัดแบ่งผู้คนออกเป็น คนไทยแท้ คนที่ไม่ใช่ไทยแท้หรือ อ้างตนว่าเป็นคนดีมีคุณธรรมชอบให้โอวาทสั่งสอนคนอื่น และกล่าวหานักการเมืองฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นคนไม่ดี เอาแต่ทุจริตเห็นแก่ผลประโยชน์ ซึ่งเป็นเพียงโวหารโอ้อวดในสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง รวมทั้งการใช้กำลังทหารและอำนาจศาลเพื่อยืดอายุของศูนย์กลางแห่งอำนาจไว้ให้คงอยู่ในอุ้งมือกษัตริย์กับนายพลของพระองค์ พร้อมกับการกดทับพัฒนาการแห่งระบอบประชาธิปไตยของชาติเอาไว้

การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตยของไทยได้ล่าช้าออกไปมากว่าครึ่งศตวรรษแล้ว ประชาชนไทยได้ตระหนักรู้มากขึ้นเรื่อยๆว่า พวกเขาจำเป็นต้องลุกขึ้นสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความเท่าเทียม ความยุติธรรม และสิทธิประชาธิปไตย ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนทั่วโลกหลายพันล้านคนได้ต่อสู้มาแล้วหรือกำลังต่อสู้เช่นเดียวกัน ขณะที่ต้องเผชิญกับกองทหารรักษาพระองค์ที่พร้อมจะปราบปรามประชาชนผู้ไม่ยอมสยบต่อพระบรมเดชานุภาพ

ประชาชนไทยต่างเริ่มเข้าใจแล้วว่าจะต้องปรับเปลี่ยนรูปการจิตสำนึกของตนให้เป็นเสรีชนที่ไม่ยอมให้ใครมากดหัวพวกเขาไว้อีกต่อไป
ในการที่จะก้าวให้พ้นไปจากการจองจำภายใต้วาระแห่งชาติของเครือข่ายกษัตริย์ จำเป็นที่ประชาชนต้องได้รับทราบความจริงเกี่ยวกับความผิดเพี้ยนบิดเบี้ยวของลัทธินิยมกษัตริย์ที่แอบอ้างว่าเป็นชาตินิยม แม้ว่าระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จะถูกยกเลิกไปร่วม 80 ปีแล้วก็ตาม แต่ประเทศไทย ที่มีความอุดมสมบูรณ์พร้อมด้วยโอกาสมากมาย ยังคงวนเวียนอยู่ในความรุนแรงและการสูญเสียจากวิกฤติการเมืองที่ไม่รู้จักจบสิ้น

หลังจากสองปีแห่งการประท้วงจากผู้คนมากมายทั้งกลุ่มเสื้อเหลืองที่เรียกร้องให้คืนอำนาจให้ในหลวง และ กลุ่มเสื้อแดงที่เรียกร้องประชาธิปไตย กองกำลังรักษาพระองค์กว่า 30,000 นายโดยเฉพาะกรมทหาราบที่ 21 กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถหน่วย ร.21 รอ. เป็นหน่วยรบที่มีภารกิจในการทำลายกำลังรบของข้าศึก ได้ถูกระดมพลเพื่อปราบปรามผู้ประท้วงที่เรียกร้องประชาธิปไตยหลายหมื่นคนในเดือนเมษายน 2553 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวนาชาวไร่ ที่ได้เข้ามายึดครองถนนกลางเมืองหลวงด้วยข้อเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์รัฐบาลของกษัตริย์ภูมิพลยุบสภาและให้มีการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด

พอถึงเดือนพฤษาภาคม 2553 ทหารรักษาพระองค์และทหารเสือราชินีก็เคลื่อนกำลังพลและระดมยิงใส่ประชาชนผู้ประท้วง มีรายงานจำนวนวนผู้เสียชีวิต 91 คน และมีผู้บาดเจ็บกว่า 2,000 คน การสังหารหมู่ประชาชนครั้งนี้ ถือเป็นความรุนแรงครั้งที่ 5 นับตั้งแต่ปี 2516 ที่กองกำลังทหารรักษาพระองค์สังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์กลางเมืองหลวงกรุงเทพมหานคร

หลังจากรัฐประหาร 2549 มุมมองของประชาชนหลายคนต่อการต่อสู้กับวิถีการปกครองแบบราชาธิปไตยได้เปลี่ยนไป รัฐประหาร 2549 ได้พิสูจน์ให้ประชาชนได้เห็นชัดว่าพวกนิยมกษัตริย์ไม่เคยมีความเคารพหรือให้ความสำคัญกับระบอบประชาธิปไตยมาตั้งแต่ต้นแล้วและพวกนิยมกษัตริย์ได้วางประชาธิปไตยไว้ใต้พระบาทของกษัตริย์ภูมิพลมาตลอด จึงไม่มีทางที่ประชาชนไทยจะบรรลุถึงความฝันที่จะให้มีประชาธิปไตยที่แท้จริงได้เลย

หลังจากได้เห็นการชื่นชมยินดีของรัฐบาลกษัตริย์ที่ประกาศใช้กระสุนจริงยิงประชาชนเมื่อ 19 พฤษภาคม 2553 ประชาชนได้ตระหนักแล้วว่า ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่การต่อสู้ระยะสุดท้ายของการปฏิวัติเพื่อประชาธิปไตยของประชาชน

ในยามที่คนทั่วโลกกำลังพยายามหาทางพิทักษ์รักษาโลกจากผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศหรือภาวะโลกร้อน แต่ประชาชนไทยกลับต้องต่อสู้กับระบอบราชาธิปไตยแห่งยุคโบราณและคณะองคมนตรีของกษัตริย์ รวมทั้งพวกนายพลสมองทึบทั้งหลาย ที่พยายามหมุนและลากจูงให้ประเทศไทยย้อนกลับไปสู่สังคมสมัยยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ต่อไป

ไม่มีประชาชนคนใดที่เป็นเสรีชนที่จะทนนิ่งเฉยดูดาย ที่เห็นกองกำลังทหารที่ได้รับคำอวยพรจากในหลวงในนามคณะกรรมการปฏิรูปการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขกระทำรัฐประหาร โค่นล้มรัฐบาลที่ได้รับคะแนนเสียงท่วมท้นจากประชาชน และยอมให้คณะองคมนตรีของกษัตริย์มานั่งเป็นหัวหน้ารัฐบาลแทน

รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นเหมือนระเบิดที่แผ่รังสีกระทบทุกคนในทุกสาขาอาชีพ ที่เริ่มประจักษ์ว่า จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อวิถีการปกครองของประเทศไทย เริ่มตระหนักว่ามันถึงเวลาที่จะต้องฝ่ากฎหมายปิดปากในสังคมไทย โดยเริ่มให้ความสนใจมาที่บทบาทของกษัตริย์มากขึ้น

ประชาชนจะหาวิธีหยุดยั้งไม่ให้พวกเจ้านำพาประเทศไทยไปสู่ความโกลาหลและเป็นตัวตลกในสายตาชาวโลกอีกต่อไป ต้องหาทางยับยั้งการใช้อำนาจอันมิชอบขององคมนตรีที่บ่อนทำลายกระบวนการประชาธิปไตยของไทย โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่พันธมิตรเสื้อเหลืองที่เครือข่ายของกษัตริย์ภูมิพลให้การสนับสนุนได้เข้ายึดทำเนียบรัฐบาลเป็นเวลาหลายเดือนและต่อมาถึงกับยึดสนามบินที่กรุงเทพทั้งสองแห่ง

แต่ตำรวจไทยปฏิเสธที่จะขับไล่กลุ่มผู้ชุมนุม กองทัพก็ปฏิเสธที่จะช่วยเหลือรัฐบาล การชุมนุมยึดสถานที่ดังกล่าว ยุติลงหลังจากศาลสั่งให้ยุบสามพรรคการเมืองซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ทั้งที่เมื่อไม่นานมานี้ ไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำของเอเชีย ในด้านความเป็นสังคมที่เปิดกว้างและหลากหลาย แต่ตอนนี้ ไทยกลับลื่นไถลไปสู่ความเป็นอนาธิปไตย

โดยมีการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างรุนแรงที่สุดกว่าทุกประเทศในโลก เพื่อเป็นเกราะกำบังสำคัญแก่กษัตริย์ภูมิพลผู้มีบทบาทสำคัญมากที่สุด แม้แต่การเอ่ยถึงบทบาทของราชวงศ์อย่างสุภาพที่สุด ก็ยังเป็นเรื่องต้องห้ามกฎหมายแบบนี้ได้ถูกยกเลิกไปแล้วในประเทศอื่นๆทั่วโลก

แต่ในประเทศไทยกลับถูกนำมาบังคับใช้อย่างเข้มงวด ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2510 เป็นต้นมา ทั้งๆที่ประกาศว่าปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย เป็นกฎหมายที่ใช้ปิดกั้นคนไทยไม่ให้รู้ถึงสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาการเมืองไทยที่เป็นมานานและแก้ไม่เคยได้ เพราะความไม่มีหลักการของสังคมไทยซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองของสถาบันกษัตริย์ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

การอภิปรายเรื่องบทบาทของสถาบันกษัตริย์เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนแทนที่จะเอาแต่หลอกตัวเองด้วยประวัติศาสตร์แบบเทพนิยายปรัมปราที่เชื่อว่าสถาบันกษัตริย์ไม่เคยทำสิ่งใดผิดเลย อยู่เหนือการเมืองและเข้ามาแทรกแซงการเมืองเพียงเพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตย ซึ่งไม่เป็นความจริงเลยแม้แต่น้อย นับตั้งแต่ช่วงสงครามเย็น ที่สหรัฐอเมริกาเห็นว่าสถาบันกษัตริย์ เป็นพันธมิตรที่สำคัญยิ่งและได้ให้ความช่วยเหลือทางการเงินในการสร้างภาพลักษณ์ และความร่วมมืออันยาวนาน รวมทั้งกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่ถูกบังคับใช้อย่างจริงจัง ทำให้บรรดานักการฑูต นักวิชาการและผู้สื่อข่าวจากโลกตะวันตก ยอมปิดปากและหลีกเลี่ยงการวิจารณ์สถาบันกษัตริย์ไทย

หลังจากการรัฐประหารเมื่อ19 กันยายน 2549 ซึ่งเป็นครั้งที่ 15 ในรัชกาลที่ 9 เจ้าหน้าที่ทางการไทยพยายามบอกชาวต่างชาติว่ากษัตริย์ภูมิพล จำเป็นต้องยอมรับการยึดอำนาจของคณะนายทหารเพราะเป็นไปตามแบบแผนประเพณีของไทยเท่านั้นเอง ในขณะที่คนไทยถูกบอกอีกอย่างหนึ่งว่าพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้คณะรัฐประหารเข้าเฝ้าฯอย่างเร่งด่วน และหนังสือพิมพ์ต่างๆได้ตีพิมพ์ภาพดังกล่าว เพื่อสื่อให้เห็นว่าสถาบันกษัตริย์ยอมรับการรัฐประหารครั้งนี้

ทั้งๆที่กษัตริย์ภูมิพลย่อมทรงมีพระราชอำนาจในการที่จะแสดงว่า ทรงไม่พอพระทัยต่อการรัฐประหาร โดยการสั่งการให้กองทหารรักษาพระองค์ ออกมาต่อสู้หรือโดยการทรงนิ่งเฉย ไม่ยอมรับผลจากการรัฐประหารก็ได้ แต่ก็ทรงเลือกที่จะใช้พระราชอำนาจรับรองการรัฐประหาร

ตั้งแต่ปี 2549 เมื่อกษัตริย์ภูมิพลมีพระราชดำรัสต่อบรรดาผู้พิพากษา ให้จัดการกับวิกฤตทางการเมือง บรรดาศาลทั้งหลายดูเหมือนได้แปลพระราชประสงค์ออกมา ในรูปของการเร่งดำเนินคดีต่างๆ กับอดีตนายกทักษิณและพรรคพวกของเขา ตามด้วยยุบพรรคไทยรักไทย และต่อมาก็ยังยุบพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลอีกทั้งสามพรรค

ประชาชนได้เห็นการให้ท้ายกลุ่มพันธมิตรฯเสื้อเหลืองที่เป็นอันธพาลที่กำลังชูพระบรมฉายาลักษณ์ของกษัตริย์ภูมิพลและราชินีสิริกิติ์ เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า สถาบันกษัตริย์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา และอยู่เหนือสุดในลำดับชั้นของสังคมที่ไม่เท่าเทียมกันนี้ กษัตริย์ภูมิพลยังทรงเป็นบุคคลเดียวที่สามารถแก้ปัญหาทั้งหมดนี้ได้ โดยการออกมาเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอันคร่ำครึ รวมทั้งข้อความทั้งหมดที่สนับสนุนกฎหมายดังกล่าวในรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนไทยสามารถร่วมกันอภิปรายเพื่อหาทางออกสำหรับอนาคตของตนเองได้

แม้ว่ากษัตริย์ภูมิพลได้เคยกล่าวถึงกฎหมายหมิ่นอย่างครึ่งๆกลางๆในปี 2548 ว่า พระองค์ไม่ได้ทรงอยู่เหนือการวิพากษ์วิจารณ์ แต่สิ่งใดก็ตามที่น้อยกว่าการยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพคงไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาใหญ่โตนี้ได้ แต่คงเป็นเรื่องยากเพราะสถาบันกษัตริย์ก็ยังคงใช้ความเด็ดขาดที่โหดเหี้ยมจัดการกับประชาชนเหมือนที่ผ่านๆมาโดยการใช้ทหารรักษาพระองค์ทำการสังหารหมู่ประช่าชนที่ถนนราชดำเนินกลางและบริเวณแยกราชประสงค์ พร้อมทั้งใช้กฎหมายมาตรา 112 ตามจับไล่ล่าปิดปากผู้ที่พาดพิงสถาบันกษัตริย์โดยไม่เว้นหน้า จนเกิดการเรียกร้องให้ปล่อยผู้ถูกกุมขังและยกเลิกมาตรา112 ไปทั่วโลก

แต่ประชนที่เข้าร่วมการต่อสู้ ก็ต้องเสี่ยงต่อการถูกทำร้ายร่างกาย ถูกจับกุมและคุมขัง บางคนต้องระมัดระวังไม่ละเมิดกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพโดยต้องพยายามหลีกเลี่ยงการพูดถึงต้นตอของปัญหาของประเทศที่มาจากสถาบันกษัตริย์ ต้องเผชิญกับการคุกคามจากเจ้าหน้าที่รัฐ ตั้งแต่การคุกคามเล็กๆ น้อยๆ จนถึงระดับที่รุนแรงและอันตรายต่อชีวิต



แต่เครือข่ายนิยมกษัตริย์ก็ยังคงโหมการโฆษณาความเป็นไทย ความรู้รักสามัคคีแสดงความจงรักภักดี คนไทยที่แท้จริงคนที่รักชาติจริงของพวกจงรักภักดีหรือบุคคลตัวอย่าง ก็คือ คนไทยที่ยืนตรงเคารพธงชาติทุกครั้ง ลุกขึ้นยืนตรงเมื่อได้ยินเพลงสรรเสริญพระบารมี ถ่ายรูปกับรถถังเวลามีการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ต้องช่วยกล่าวหาให้ร้ายคุณทักษิณ ต้องเคารพนับถือพลเอกเปรม ต้องสนับสนุนนายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์รวมทั้งพรรคที่เป็นศัตรูกับคุณทักษิณ ต้องฟังเอเอสทีวีและเชื่อรายการที่โจมตีคุณทักษิณ ต้องเกลียดพวกเสื้อแดงโดยเชื่อว่าพวกเสื้อแดงฆ่ากันเองและเผาบ้านเผาเมือง พร้อมทั้งเห็นใจร้านค้าย่านราชประสงค์อยากให้เลิกชุมนุมได้แล้ว ต้องไปลงนามถวายพระพรที่โรงพยาบาลศิริราชและเรียกร้องให้สามัคคีกันเพื่อความสงบสุขของบ้านเมือง สิ่งสำคัญคือต้องยืนยันว่าเขาพระวิหารเป็นของไทยและเราควรเรียกร้องให้กัมพูชาคืนให้ไทยให้ได้แม้จะต้องทำสงครามกันก็ตาม
ถ้าใครไม่ทำตามที่ขบวนการนิยมกษัตริย์เรียกร้อง ก็ถือว่าไม่ใช่คนไทยและไม่ควรอยู่ในประเทศไทยอีกต่อไป

สืบสานอุดมการณ์ของคณะราษฎร


ประกาศคณะราษฎร ที่ประกาศเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ได้สะท้อนถึงความจริงที่หักล้างการโฆษณาชวนเชื่อของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และเป็นสิ่งที่ไปด้วยกันไม่ได้โดยสิ้นเชิงกับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 รัฐธรรมนูญมาตรา 8 และวัฒนธรรมอุดมการณ์กษัตริย์นิยม



แต่เมื่อมีมาตรา 112 และรัฐธรรมนูญมาตรา 8 ความจริงย่อมไม่อาจปรากฏ หากต้องการให้ความจริงปรากฏ ก็ต้องไม่มีมาตรา 112 และรัฐธรรมนูญมาตรา 8
มาตรา 112 คือเพชรฆาตด่านแรกในการปกปิดความจริง คือการรักษาความลับและความลวงหรือเรื่องโกหกต่างๆของราชวงศ์จักรีเอาไว้ตลอดไป

ความจริงและการวิพากษณ์วิจารณ์ราชวงศ์จักรีหลายเรื่องมิใช่ความลับส่วนตัวของใคร แต่มันคือความจริงที่สาธารณชนต้องมีสิทธิรับรู้ เกี่ยวพันกับความเป็นไปของบ้านเมือง ให้คุณให้โทษกับสังคม และจำเป็นต้องทำให้ปรากฏเพื่อขับไล่ความโกหกหลอกลวงและผลอันเกิดจากการปกปิดความจริง จึงต้องเปลี่ยนทั้งกฎหมายและความคิดความเชื่อที่ฝังหัวคนไทยไปพร้อมๆกัน


การรณรงค์เรื่องมาตรา 112 คือการบรรเทาความบ้าคลั่งหรือลดจำนวนคดีเท่านั้น หรืออย่างมากที่สุดก็ขยับเพดานขึ้นอีกเล็กน้อย แต่มิใช่การได้มาซึ่งสิทธิเสรีภาพในความเป็นมนุษย์ ในการแสดงความคิดเห็น และในการนำเสนอความจริงอย่างแท้จริง ตามประกาศของคณะราษฎร ที่ว่า



ราษฎรทั้งหลาย .. เมื่อกษัตริย์องค์นี้ได้ครองราชย์สมบัติสืบจากพระเชษฐานั้น ในชั้นต้นราษฎรบางคนได้หวังกันว่า กษัตริย์องค์ใหม่นี้คงจะปกครองราษฎรให้ร่มเย็น แต่การก็หาได้เป็นไปตามที่คิดหวังไม่ กษัตริย์คงทรงอำนาจเหนือกฎหมายอยู่ตามเดิม ทรงแต่งตั้งญาติวงศ์และคนสอพลอไร้คุณความรู้ให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญๆ ไม่ทรงฟังเสียงราษฎร ปล่อยให้ข้าราชการใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต มีการรับสินบนในการก่อสร้าง ซื้อของใช้ในราชการ หากำไรในการเปลี่ยนราคาเงิน ผลาญเงินของประเทศ ยกพวกเจ้าขึ้นให้สิทธิพิเศษมากกว่าราษฎร กดขี่ข่มเหงราษฎร ปกครองโดยขาดหลักวิชชา...

...รัฐบาลของกษัตริย์ได้ถือเอาราษฎรเป็นทาส (ซึ่งเรียกว่า ไพร่ บ้าง ข้า บ้าง) เป็นสัตว์เดรฉานไม่นึกว่าเป็นมนุษย์...ถึงคราวเสียภาษีราชการหรือภาษีส่วนตัว ถ้าไม่มีเงินรัฐบาลก็ใช้ยึดทรัพย์หรือใช้งานโยธา แต่พวกเจ้ากลับนอนกินกันเป็นสุข


ไม่มีประเทศใดในโลกจะให้เงินเจ้ามากเช่นนี้ นอกจากพระเจ้าซาร์และพระเจ้าไกเซอร์เยอรมัน ซึ่งชนชาตินั้นได้โค่นราชบัลลังก์เสียแล้ว รัฐบาลของกษัตริย์ได้ปกครองอย่างหลอกลวงไม่ซื่อตรงต่อราษฎร มีเป็นต้นว่า หลอกว่าจะบำรุงการทำมาหากินอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ครั้นคอยๆ ก็เหลวไปหาได้ทำจริงจังไม่

มิหนำซ้ำ กล่าวคำหมิ่นประมาทราษฎรผู้มีบุญคุณเสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้กินว่า ราษฎรยังมีเสียงการเมืองไม่ได้ เพราะราษฎรยังโง่ คำพูดของพวกรัฐบาลเช่นนี้ใช้ไม่ได้ ถ้าราษฎรโง่ เจ้าก็โง่ เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน ที่ราษฎรรู้เท่าไม่ถึงเจ้านั้นไม่ใช่เพราะโง่ เป็นเพราะขาดการศึกษาที่พวกเจ้าปกปิดไว้ ไม่ให้เรียนเต็มที่ เพราะเกรงว่าเมื่อราษฎรได้มีการศึกษาก็จะรู้ความชั่วร้ายที่ทำไว้ และคงจะไม่ยอมให้ทำนาบนหลังคน ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง...”

คณะราษฎรได้ตระหนักอย่างชัดเจนในหลักการว่า การให้ ดำรงค์ตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป แต่จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้นอกจากด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร ...ถ้ากษัตริย์ตอบปฏิเสธหรือไม่ตอบภายในกำหนดโดยเห็นแก่ส่วนตนว่าจะถูกลดอำนาจลงมา ก็จะได้ชื่อว่าทรยศต่อชาติ และก็เป็นการจำเป็นที่ประเทศจะต้องมีการปกครองอย่างประชาธิปไตย เพราะการปกครองอย่างประชาธิปไตย โดยแท้จริง นั้น ประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้เลือกตั้งขึ้นอยู่ในตำแหน่งตามกำหนดเวลา

มรดกของคณะราษฎรได้ถูกลบเลือน กลบเกลื่อน และถูกกำจัดเรื่อยมา ในขณะที่มรดกของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์กลับอยู่ยงคงกะพันในจิตวิญญาณและวัฒนธรรมการเมืองไทย กลายเป็นว่า คณะราษฎรไม่ใช่ผู้หาญกล้านำความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่และประกาศความจริงอันยิ่งใหญ่กลุ่มแรกของสยาม แต่เป็นแค่กลุ่มบุคคลที่เอาเยี่ยงอย่างวัฒนธรรมตะวันตกจนเลยเถิด ชิงสุกก่อนห่าม และหมิ่นพระบรมเดชานุภาพโดยไม่สามารถเอาผิดย้อนหลังได้

มาบัดนี้คณะข้ารองพระบาทในประเทศสุกๆ ดิบๆ ที่เต็มไปด้วยพยาธิและกาฝากหลากชนิด เป็นพสกนิกรกลุ่มมหึมากลุ่มเดียวที่สามารถประกาศซ้ำแล้วซ้ำอีกได้อยู่ทุกเวลานาทีว่า ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของกษัตริย์ ไม่ใช่ของราษฎรตามที่เขาหลอกลวง

สังคมกลายเป็นสังคมที่ล้าหลังและป่าเถื่อนที่ประชาชนต้องถูกลงโทษสถานหนักเพียงเพราะคำพูดหรือการกระทำในเชิงวิพากษ์วิจารณ์กษัตริย์ทั้งๆที่ไม่ได้ทำอะไรผิด ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์กำลังถูกหมิ่น และความล้าหลังป่าเถื่อนกำลังถูกอาเศียรวาทสดุดี

สังคมไทยยังไม่สามารถพัฒนาจิตสำนึกทางวัฒนธรรมที่เคารพคุณค่าพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ แต่ยังอัดแน่นไปด้วยซากวัฒนธรรมแบบเผด็จการราชาธิปไตยที่ล้าหลังวิปลาสเสียยิ่งกว่าในอดีต แม้ในภาวะปกติที่สงบสุขรู้รักสามัคคี แต่ความจริงและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ก็ไม่เคยได้รับการเคารพ ความสำเร็จสูงสุดของระบอบโฆษณาชวนเชื่อ คือการทำให้ทุกคนอิ่มเอิบใจว่า บนผืนแผ่นดินไทย ความจริงไม่สำคัญ และอย่าว่าแต่ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนอื่น แม้แต่ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตัวเองก็ไม่มีความสำคัญ

สิ่งที่สำคัญกว่าความจริงคือความเชื่อ และสิ่งที่สำคัญกว่าศักด์ศรีความเป็นมนุษย์คือความเป็นข้ารองพระบาท สังคมไทยไม่มีวันจะถกเถียง ไต่สวน และเปิดเผยความจริงจนถึงที่สุดทั้งเพื่อจรรโลงเสรีภาพ เพื่อธำรงความยุติธรรม และเพื่อยกระดับสติปัญญาของสังคมเองได้ เพราะความรู้ ความเชื่อ ความศรัทธาในสังคมไทยทั้งมวลล้วนตั้งอยู่บนความเท็จ การโกหกหลอกลวง และการปิดบังอำพราง โดยมีจารีตและกฎหมายเป็นเครื่องมือแห่งการทารุณกรรม

กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ไม่เพียงเป็นกฎหมายของรัฐเจ้าขุนมูลนายเผด็จการภายใต้หน้ากากประชาธิปไตยที่วางอยู่บนอุดมการณ์ที่ย่ำยีทำลายหลักการสมัยใหม่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างร้ายแรง แต่ยังมีความคล้ายคลึงกับอุดมการณ์ทางลัทธิความเชื่อในจารีตดั้งเดิมล้าหลังที่ต่อต้านความคิดสมัยใหม่ที่ก้าวหน้า เพื่อปกป้องวิถีความเชื่อ การดำรงอยู่และการปฏิบัติของเหล่าสาวก

ทั้งๆที่จารีตดั้งเดิมที่อ้างนั้นเป็นประเพณีใหม่ และจารีตใหม่ ที่สร้างขึ้นมาใหม่เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบอบราชาธิปไตย ที่ไม่มีความอดทนอดกลั้นใดๆ ทั้งสิ้นต่อการวิพากษ์วิจารณ์ ตั้งคำถาม โต้แย้งด้วยเหตุผลต่อความจงรักภักดีและพระเจ้าอยู่หัวของพวกเขาพวกที่ซาบซึ้งเห็นว่าเสรีภาพ-ความเสมอภาค-ประชาธิปไตย-สิทธิมนุษยชนแบบตะวันตกเป็นภัยคุกคามที่พวกเขาต้องต่อต้านมิให้เข้ามาล่วงล้ำถอดถอนหรือลดทอนความศักดิ์สิทธิ์และสภาวะแห่งเทพ ที่พวกเขาเทิดทูนและทรนงในความพิเศษที่ไม่เหมือนใครในโลก ที่คนไทยทุกคนต้องเคารพสักการะเทิดทูนบูชาโดยศิโรราบ

มิเช่นนั้นพวกเขาก็พร้อมที่จะใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ เช่น การฟ้องข้อหาหมิ่นกษัตริย์ การขับไล่ออกนอกประเทศ การประจาน การแสดงความอาฆาตมาดร้ายเหมือนการออกประกาศที่อนุญาตให้ฆ่าคนที่ไม่ซาบซึ้งได้โดยชอบธรรมและถือเป็นวีรกรรมที่น่ายกย่องอีกด้วย

ลัทธิซาบซึ้ง
มีองค์ประกอบครบครัน คือ



มีสาวก พวกรักในหลวง สวมเสื้อเหลือง ที่มีตราสัญญลักษณ์และผูก สายข้อมือสีเหลือง




มีนักรบศักดิ์สิทธิ์ ที่ประกาศว่าศีรษะนี้มอบแด่พระเจ้าแผ่นดิน แผ่นดินนี้เป็นของพ่อ ใครไม่รักพ่อให้ออกไปจากประเทศไทย โหวตเพื่อพ่อโดยการเลือพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นพรรคของพ่อ เพราะพ่อสำคัญกว่าประเทศชาติและประชาชน อย่าไปเลือกพรรคที่ไม่ซาบซึ้ง ต้องไล่ล่าทำลายพวกเสื้อแดงและพวกทักษิณที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของพ่อ


มีบทบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ คือ รัฐธรรมนูญมาตรา 8 กฎหมายอาญามาตรา 112 พงศาวดารทั้งหลาย อันได้แก่ พระราชกรณียกิจ พระมหากรุณาธิคุณ พระอัจฉริยภาพ และหน่วยงานเผยแพร่คำสอน-เฝ้าระวังความจงรักภักดี-ลงโทษพวกนอกรีต เช่น กระทรวงทบวงกรม กองทัพ ศาล สื่อมวลชน

แม้ว่าในเวลาปกติพวกสาวกลัทธิซาบซึ้งหัวรุนแรงมักจะถือตนเป็นชาวพุทธที่คิดดีทำดี แต่ยามใดที่รู้สึกถูกท้าทายแม้เพียงเล็กน้อยในเรื่องเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ พวกเขาจะละทิ้งหลักธรรมของพระพุทธองค์จนหมดสิ้น และหันไปใช้ความดุเดือดรุนแรงทันที

เป็นพื้นฐานเดียวกับการลงโทษผู้ล่วงละเมิดอำนาจสูงสุดในยุคโบราณ ที่มีการเอาหินปาให้ตาย จับถ่วงน้ำ เฆี่ยน โบย ตอกเล็บ เอามะพร้าวห้าวยัดปาก เห็นได้ชัดในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ที่มีการสังหารโหดนักศึกษาในธรรมศาตร์เพราะมีการกล่าวหาว่าดูหมิ่นฟ้าชายวชิราลงกรณ์ รวมทั้งการที่อัตราโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในปัจจุบัน สูงกว่าในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์

แม้ว่าพวกเขาจะไม่สามารถเพิ่มโทษให้สาหัสกว่านี้ ที่ให้จำคุก 3 ปี ถึง 15 ปี ตามความปรารถนาของพวกซาบซึ้งหัวรุนแรง เพราะติดขัดในมาตรฐานกฎหมายสากลในปัจจุบัน แต่ก็พวกเขาก็ชดเชยด้วยกระบวนการดำเนินคดีแบบไร้ขื่อแป ไร้มนุษยธรรมและไร้ยางอาย เช่น ตั้งข้อหากับการกระทำที่ไม่เข้าข่ายผิดมาตรา 112 ตีความและบังคับใช้มาตรา 112 ตามอำเภอใจไร้ขอบเขต

เอื้อประโยชน์และให้ท้ายการใส่ร้ายป้ายสี ออกหมายจับทันทีโดยไม่ออกหมายเรียก จู่โจมจับกุมแบบไม่ให้รู้ตัว จับขังโดยยังไม่มีการตั้งข้อหา จับผิดตัวแต่ไม่ปล่อย ขังลืม-ขังเลว ไม่ให้สิทธิประกันตัว ไม่ให้การรักษาพยาบาล สืบพยานพิสูจน์หลักฐานแบบมาเฟียโดยใช้การข่มขู่คุกคาม พิจารณาคดีโดยลับ ทำให้กระบวนการยุติธรรมต้องเหลวแหลก อ้างการปกป้องสถาบันกษัตริย์ และหาเรื่องมาอธิบายใส่ร้ายผู้ตกเป็นจำเลย เป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ

การวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ไม่ถือเป็นความผิดในประเทศที่เจริญแล้ว แต่ในประเทศด้อยพัฒนาที่อุดมการณ์ศักดินาอยู่เหนือทุกสิ่ง ศาลจะตัดสินจำคุกหลายปี การล้อเลียน-เสียดสีบุคคลลำดับสูงในสถาบันกษัตริย์ที่สร้างความเสื่อมเสียเกินขอบเขต ศาลในประเทศพัฒนาอาจลงโทษสถานเบาให้ปรับเงินจำนวนเล็กๆ น้อยๆ แต่ในประเทศไทยที่ไม่ยอมพัฒนา ศาลยังคงตัดสินให้จำคุกหลายปี




โดยเปิดช่องให้กับการแสดงพระราชอำนาจและพระราชบารมีในการพระราชทานอภัยโทษ ต้นกำเนิดความศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวงคือสิ่งที่มนุษยชาติสร้างขึ้นเพื่อครอบงำและควบคุมสังคม






นี่คือสิ่งที่ประชาชนไทยต้องแบกรับกันต่อไป ด้วยความสูญเสียอันไม่อาจประเมินค่าได้ของสังคมที่ยังไม่มีการแตกหักอย่างเด็ดขาดจากความเชื่อของระบอบเก่า มิหนำซ้ำหลักการและอุดมการณ์ของระบอบประชาธิปไตยยังถูกใส่ร้ายป้ายสีและบิดเบือนตลอดเวลา

เป็นเรื่องน่ายินดีปรีดาและน่าอิจฉาที่จักรพรรดิฮิโรฮิโตจำเป็นต้องออกมาบอกความจริงกับประชาชนชาวญี่ปุ่นว่า พระองค์ไม่ได้สืบสายมาจากเทพแห่งดวงอาทิตย์ จักรพรรดิไม่ใช่เทพเจ้า ในศตวรรษนี้ไม่มีกษัตริย์ ราชินี และพระราชวงศ์คนใดในราชสำนักยุโรปกล้าคิดหรือหลงเชื่อว่าตัวเองรับโองการสวรรค์มาจากพระผู้เป็นเจ้า พวกเขาล้วนตระหนักดีว่า ในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมชนิดหนึ่ง พวกเขาเป็นเพียงชนชั้นอภิสิทธิ์ชนจากอดีตที่ประชาชนในปัจจุบันอนุญาตให้ดำรงอยู่ได้ในกฎเกณฑ์และขอบเขตอันเหมาะสม

ประเทศที่เจริญต่างมีระบอบการปกครองที่เอาประชาธิปไตยและหลักสิทธิเสรีภาพเป็นตัวหลัก เอาอย่างอื่นที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยเป็นตัวรอง เพราะประชาธิปไตยเป็นอุดมการณ์ที่เปิดกว้างและ ส่งเสริมความเป็นมนุษย์ ประชาธิปไตยจึงเป็นที่ชิงชังรังเกียจและถูกสร้างให้เป็นสิ่งชั่วร้ายในสังคมที่มรดกทางวัฒนธรรมศักดินาและเผด็จการหยั่งรากลึกดังเช่นสังคมไทย

เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า กฎหมายหมิ่นกษัตริย์ รวมทั้งอุดมการณ์ วัฒนธรรม จารีตประเพณี และกฎหมายอื่นๆ ที่แวดล้อมนั้น ขัดหลักเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนมาตั้งแต่ต้น และอบอวลไปด้วยกลิ่นไอของกฎหมายโบราณภายใต้อุดมการณ์วัฒนธรรมโบราณที่เป็นเผด็จการล้าหลัง

กฎหมายอย่างมาตรา 112 เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อผดุงความอยุติธรรมให้คงสถานะเป็นหลักการ ธรรมชาติที่มาแต่เดิม ที่ถือว่าการกระทำที่ไม่ควรผิดให้เป็นความผิด และสนองต่ออุดมการณ์ซาบซึ้งที่เป็นเผด็จการล้าหลังและไม่ควรมี

ความดักดานบ้าคลั่งของลัทธิซาบซึ้งในเมืองไทยนั้นตกอยู่ในอาการรุนแรงและสาหัส ทั้งยังมีความซับซ้อนยอกย้อนแฝงอยู่ในทุกเรื่องราว การปฏิรูปหรือแก้ไขเพียงผิวเผิน เช่น การลดอัตราโทษลงเล็กๆ น้อยๆ อาจกลายเป็นการให้ความชอบธรรมกับกฎหมายละเมิดสิทธิมนุษยชน-หมิ่นมนุษยชาติฉบับนี้ให้ดำรงอยู่ต่อไป ด้วยข้ออ้างว่าได้ทำการปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นแล้ว

ประชาชนจำต้องตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องยกเลิกมาตรา 112 ปล่อยตัวจำเลยคดีหมิ่นเจ้าทั้งหมด ถอนหมายจับคดีหมิ่นกษัตริย์ทั้งหมดทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพราะมาตรา 112 คือต้นตอของปัญหา ที่กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แตะต้องไม่ได้ การยกเลิกทั้งมาตราจึงเป็นเพียงก้าวแรกของการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์และวัฒนธรรมอุดมการณ์กษัตริย์นิยม-จึงต้องหยุดการใช้มาตรา 112 ที่เป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติอีกต่อไป โดยต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญมาตรา 8 ไปด้วยพร้อมกัน

ประชาชนไทย จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสามัคคีกันลุกขึ้นทวงอำนาจของตนกลับคืนมา เพื่อสร้างประชาธิปไตย เพื่ออนาคตของประชาชนและประเทศชาติ ให้เป็นอิสระ ไม่ต้องเป็นทาสของระบอบเผด็จการกษัตริย์ที่ล้าหลังอีกต่อไป





.........

.........

ไม่มีความคิดเห็น: