หรือทาง : http://www.4shared.com/mp3/TLH7rOCq/Stable_Story_008_.html
( เรื่องหลังบ้าน 008: กฎหมู่ของวงศ์จักรกาลี และ เรื่องหลังบ้าน 008/2 : กฎหมู่เพื่อปกป้องลุงสมชาย ใช้ไฟล์เสียงรวมอันเดียวกัน)
กฎหมู่ของวงศ์จักรกาลี
นิติรัฐ กับ นิติธรรม (Rule of Law)








การที่มีบทบัญญัติให้รับรองการกระทำที่เกี่ยวเนื่องของของคณะรัฐประหารแม้จะกระทำต่อไปในอนาคตว่าชอบด้วยรัดทำมะนวยเท่ากับเป็นการทำลายความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ



การยืมมือองค์กรตุลาการในการปราบปรามฝ่ายตรงข้าม นับเป็นอุบายที่แนบเนียน เพราะอำนาจนอกรัฐธรรมนูญสามารถอ้างได้ว่าตนเป็นนิติรัฐต้องเคารพกฎหมายและคำตัดสินของศาล โดยมีกฎหมายห้ามหมิ่นห้ามวิจารณ์ศาลและห้ามพาดพิงลุงสมชายซึ่งเป็นประมุขของฝ่ายราชาธิปไตย
การควบคุมองค์กรตุลาการ








หลักกฎหมาย หลักนิติรัฐ ความยุติธรรม มิได้มีไว้เพื่อให้ผู้พิพากษาและตุลาการใช้เทศนาสั่งสอนผู้อื่น หากมีไว้ใช้กับบรรดาผู้พิพากษาและตุลาการทุกระดับชั้นให้มีสำนึกอยู่เสมอ



อย่างไรก็ตาม นายเกียรติ กาญจนา ผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีทางการเมือง ซึ่งเป็นเสียงข้างน้อย ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตนปฏิเสธการรัฐประหารเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2552 ว่า “การได้อำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตย โดยความไม่ยินยอมพร้อมใจจากประชาชนส่วนใหญ่ เท่ากับเป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตย การรัฐประหารเป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญ ผิดกฎหมายอาญา มาตรา 113 ฐานเป็นกบฏ...หากศาลรับรองอำนาจของบุคคลที่ทำการรัฐประหารว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์แล้ว เท่ากับศาลไปรับใช้คณะรัฐประหารที่ใช้อำนาจโดยมิชอบและเพิกเฉยต่อการปกปักรักษาประชาธิปไตย ทั้งเป็นการละเลยหลักยุติธรรมที่ว่าบุคคลใดจะรับประโยชน์จากความฉ้อฉลหรือความผิดของตนเองหาได้ไม่ รวมทั้งเป็นการส่งเสริมให้เกิดการรัฐประหารเป็นวงจรอุบาทว์อยู่เรื่อยไป ยิ่งกว่านั้นยังเป็นช่องทางให้คณะรัฐประหารยืมมือกฎหมายเข้ามาจัดการสิ่งต่างๆ….คปค. เป็นคณะบุคคลที่ทำรัฐประหาร เป็นความผิดฐานกบฏตามกฎหมายอาญามาตรา 113 ย่อมไม่อาจถือได้ว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ย่อมไม่มีอำนาจที่จะสั่งการหรือกระทำการใดอย่างรัฏฐาธิปัตย์……
ฉะนั้น ผู้ที่กำลังคิดที่จะทำรัฐประหารจะต้องพึงสำเนียกว่ามีผู้พิพากษาบางท่านได้วินิจฉัยแล้วว่าคณะรัฐประหารไม่ใช่รัฐฏาธิปัตย์แต่เป็นเพียงโจราธิปัตย์ที่มีความผิดฐานเป็นกบฏที่มีโทษถึงประหารชีวิต
กฎหมู่ของวงศ์จักรกาลี




“...บรรดาคำสั่งของหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองที่มีลุงสมชายเป็นประมุข ก็ต้องอยู่ภายใต้กรอบหรือหลักเกณฑ์แห่งกฎของกฎหมาย หรือ Rule of Law หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองที่มีลุงสมชายเป็นประมุขจะออกกฎหมายมาบังคับแก่ประชาชนตามอำเภอใจ โดยไม่คำนึงถึงกฎของกฎหมาย หรือ Rule of Law ไม่ได้ ....... เช่นตีความยอมรับรองให้คณะปฏิรูปออกกฎหมายย้อนหลังไปเป็นผลร้ายแก่บุคคล... เช่นนี้แล้ว เราจะไม่มีหลักประกันว่าในอนาคตจะไม่มีการยึดอำนาจซ้ำซ้อนขึ้นมาอีกและคณะรัฐประหารซึ่งเป็นรัฏฐาธิปัตย์คนใหม่จะไม่ออกกฎหมายย้อนหลังมาเพื่อแก้แค้นเอาคืนบ้าง เข้าลักษณะทีใครทีมัน อันจะเป็นจุดเริ่มต้นของวงจรความไม่สงบสุขในจากการใช้กฎหมายข่มเหงรังแกกันไม่มีที่สิ้นสุด...ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองที่มีลุงสมชายเป็นประมุข ฉบับที่ 27 ข้อ 3 ที่ให้เพิกถอนสิทธิของกรรมการบริหารพรรคการเมืองมีกำหนด 5 ปี จึงเป็นกฎหมายที่ขัดต่อกฎของกฎหมายหรือ Rule of Law จึงไม่มีผลใช้บังคับ...


คำวินิจฉัยส่วนตนของท่านผู้พิพากษาท่านนี้นับเป็นคำวินิจฉัยเดียวในประเทศไทยในขณะนี้ที่ไม่ยอมรับอำนาจของคณะรัฐประหาร ว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์ แม้จะเป็นคำวินิจฉัยที่เป็นเสียงข้างน้อย แต่ก็เป็นเสียงข้างน้อยทิ่ยึดหลักการในระบอบประชาธิปไตย และหลักนิติรัฐนิติธรรมที่แท้จริง

องค์กรอิสระ
กับหลักการประชาธิปไตย










ถ้าต้องการให้มีองค์กรที่เป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร เช่น การตรวจเงินแผ่นดิน ก็สามารถบัญญัติในรัฐธรรมนูญให้เป็นองค์กรอิสระในทางปกครอง แต่การได้มาซึ่งบุคคลในองค์กรเหล่านี้ ต้องมีความชอบธรรมในทางประชาธิปไตย และอำนาจหน้าที่ขององค์กรเหล่านี้จะต้องสอดคล้องกับหลักการถ่วงดุลย์อำนาจ
รัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยของไทยจำเป็นต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างขององค์กรตุลาการและกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ การปฏิรูปกองทัพ การปฏิรูปโครงสร้างขององค์กรอิสระต่างๆ ซึ่งหมายถึงการยกเลิก การยุบรวม ที่สำคัญคือสถาบันพระราชาเพื่อไปให้พ้นจากระบอบราชาธิปไตยแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
กฎหมู่ของเครือข่ายจักรกาลี



คณะรัฐประหารรับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของตนเองและการกระทำต่อเนื่อง ตามมาตรา 36 ของรัดทำมะนวย 2549 อันนี้เป็นกฎหมู่ที่ขัดหลักการประชาธิปไตยและขัดหลักนิติรัฐนิติธรรมอย่างชัดเจนที่สุด


มาตรา 309 ของรัดทำมะนวย 2550 ที่ให้รับรองรัดทำมะนวยชั่วคราว 2549 ของคณะรัฐประหาร เป็นการใช้กฎหมู่เพื่อรับรองกฎหมู่อีกชั้นหนึ่ง
กระบวนการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือจนนำมาสู่การยุบพรรคการเมืองหลายพรรค ตัดสิทธินักการเมืองหลายคน เป็นการใช้กฎหมู่ตามแผนการเพื่อทำลายพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย






คำพิพากษาของศาลฎีกาทางการเมืองยังขัดหลักความเป็นกลางขององค์กรที่ทำหน้าที่ไต่สวน ที่ห้ามคู่กรณีเป็นผู้พิจารณาคดี คตส.แต่งตั้งโดย คปค.ที่โค่นล้มรัฐบาลรักสิน

พฤติกรรมและทัศนคติของคตส.และอนุกรรมการไต่สวนทั้งสามคน ได้เคยให้ความเห็นเป็นปฏิปักษ์กับคุณรักสินหลายครั้งทั้งก่อนและระหว่างดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการ คตส.
หลักการนิรโทษกรรม


คดีความต่างๆที่เริ่มต้นหรือเป็นผลต่อเนื่องจากรัฐประหาร 19 กันยา 2549 เป็นสิ่งที่ขัดหลักนิติรัฐนิติธรรมและหลักประชาธิปไตย คดีเหล่านี้จึงไม่มีผล ความผิดในสมัยรัฐประหาร ไม่ถือเป็นความผิดในสมัยประชาธิปไตย เมื่อไม่ผิด ก็ไม่ต้องนิรโทษ
การเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ไม่ใช่วิธีการเดียวในการนำประเทศไทยออกจากวิกฤตความขัดแย้งและเดินหน้าเปลี่ยนผ่านเป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ แต่ยังมีภาระที่ต้องทำอีกมากมายหลายประการ เช่น การปฏิรูประบบกฎหมาย การปฏิรูปกองทัพ การปฏิรูปสถาบันลุงสมชายให้ทันสมัยสอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย การพิจารณาสอบสวนเหตุการณ์ที่ผ่านมาว่าใครเป็นผู้สั่งทหารให้ยึดอำนาจ ใครสั่งศาลให้ตัดสินแบบไม่เป็นธรรม ใครสั่งสังหารหมู่ประชาชน เป็นต้น


.................
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น