วันอาทิตย์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เรื่องหลังบ้าน 007/2 : ตัวตนของลุงสมชาย SS 07/2




( เรื่องหลังบ้าน 007 : ตระกูลจักรกาลี และ  เรื่องหลังบ้าน 007/2 : ตัวตนของลุงสมชาย ใช้ไฟล์เสียงอันเดียวกัน )


ตัวตนของลุงสมชาย

ความจริงใจของลุงสมชาย



ลุงสมชายได้ออกมาสั่งสอนผู้พิพากษาศาลปกครอง เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2550 ก่อนการยุบพรรคไทยรักไทย 6 วันว่า ....ข้าพเจ้าเองไม่มีสิทธิ์ใดๆ ที่จะบอกว่าถ้าเขาจะทำถูกหรือไม่ถูก แต่ในใจก็ต้องรู้ได้ว่าจะทำถูกหรือไม่ถูก ถ้าเขาทำไม่ถูกตัดสินว่าจะเป็นพรรคการเมือง จะมีอยู่หรือไม่มี ก็เดือดร้อนทั้งนั้น  ข้าพเจ้าเองก็ในใจมีคำตัดสินอยู่ แต่บอกท่านไม่ได้ เพราะไม่มีสิทธิ์ที่จะบอก ท่านเองก็ไม่มีสิทธิ์
แต่ท่านต้องมีการตัดสินอยู่ในใจว่าที่เขา เพื่อนของศาลรัฐธรรมนูญเขาจะตัดสินถูกหรือไม่ถูก  ต้องมีอยู่ในใจ แต่ว่า เขาจะตัดสินอย่างไรก็ตาม เดือดร้อนทั้งนั้น เสียหายทั้งนั้น คำตัดสินของเขาจะเดือดร้อน และเสียหายสำหรับท่านเองทั้งนั้น ข้าพเจ้าก็เดือดร้อน  แต่ไม่มีสิทธิ์ที่จะบอกว่าเดือดร้อน ไม่มีสิทธิ์ที่จะบอกว่าเขาทำถูกหรือไม่ถูก แต่รู้ในใจว่า เขาจะตัดสินอย่างไรก็ตาม รู้ในใจว่าเขาทำถูกหรือผิด ส่วนใหญ่ก็นึกว่าคงต้องทำผิดแน่ เมื่อเขารู้สึกว่าถ้าเขาทำผิดเรามีหน้าที่ที่จะวิจารณ์ในใจ แต่ละท่านต้องวิจารณ์ว่า ที่เพื่อนศาลอื่นทำถูกหรือผิดต้องมี ต้องวิจารณ์ อย่างน้อยในใจของท่าน หรือนอกจากนั้นก็มีความเห็นบ้าง ..
คำสั่งสอนของลุงสมชายนี้ได้หายไปจากหน้าเวปไซท์กาญจนาภิเษก ทั้งๆ ที่เคยมีอยู่เมื่อช่วงแรกๆ ในช่วงที่กระแสเสื้อเหลือง หรือ เราสู้เพื่อลุงสมชายกำลังมาแรง ตอนนั้นลุงสมชายคงครึ้มอกครึ้มใจว่าจะพูดอะไรก็ได้ เพราะมีแต่คนน้อมรับกันเป็นทอดๆ อ้างว่าต้องสนองตามลุงสมชาย แต่พอเวลาผ่านไป ผู้คนก็เริ่มได้สติ ชักมองเห็นว่ามันเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ไม่ควรทำ ก็เลยร้อนตัวต้องรีบลบออก ไม่ให้เหลือไว้เป็นหลักฐานประจานลุงสมชาย ก็คงเหมือนคำสั่งของลุงสมชายที่ออกมาสนับสนุนการรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ที่ต้องรีบเก็บออกไปให้คนเห็นน้อยที่สุดได้เป็นดี
สมัยที่เริ่มมีกฎหมายกำหนดให้มีการเลือกตั้งออกมาใหม่ ๆ มีเสียงบันทึกคำพูดนี้ให้ได้ฟังกันด้วย แต่เดี๋ยวนี้ลบทิ้งหมดแล้ว
ลุงสมชายออกมาสอนให้ผู้พิพากษาต้องเป็นกลางอีกแล้ว

20 มิ.ย.2554 ลุงสมชายเปิดห้องประชุม ชั้น 14 โรงหมอสีหราช ให้ นายประสบโชค ประธานศาลสูงสุด นำผู้พิพากษามาสาบานตัว ก่อนเข้ารับตำแหน่ง โดยลุงสมชายได้ให้โอวาทสั่งสอนผู้พิพากษามีใจความว่า ท่านก็จะต้องทำหน้าที่เพื่อความยุติธรรม เพื่อความสงบสุขของประเทศชาติ ฉะนั้น ถ้าท่านปฏิบัติดี ก็ทำให้ประเทศชาติ มีความสงบได้ เพราะว่าคนก็ต้องมีการขัดแย้งกัน ท่านต้องเป็นกลางในทุกกรณี ทั้งเวลาท่านอยู่ในโรงศาล และนอกโรงศาล ฉะนั้น ก็ขอให้ท่านได้รักษาคำปฏิญาณที่ท่านได้เปล่งด้วยความเข้มแข็งนี้ รักษาเอาไว้ทุกเมื่อ และถือว่าเป็นหน้าที่ในชีวิต ก็ขอให้ท่านได้ปฏิบัติงานด้วยความสามารถ มีความเข้มแข็ง และจะเป็นความดีของท่าน จะเป็นความสงบของประเทศชาติ ก็ขอให้ท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็งตามที่ท่านได้กล่าว และสามารถจะปฏิบัติตาม
เป็นที่น่าสังเกตว่าการที่ลุงสมชายชอบให้โอวาทผู้พิพากษาให้วางตัวเป็นกลาง กล้าตัดสินใจ และผลที่ตามมาก็คือศาลไทยมีคำพิพากษาคดีที่ขัดกับหลักนิติธรรมและหลักการในระบอบประชาธิปไตย


มีข่าวว่าเมื่อต้นเดือน มิ.ย. 2554 ได้มีการประชุมด่วนระหว่างนายชาด ชาละวัน ประธานศาลรัดทำมะนวย นายจำรัน พันบาทตุลาการศาลรัดทำมะนวย และนายปีย์ มาลากูเพื่อนสนิทของลุงสมชาย เพื่อหาทางดำเนินการยุบพรรคเพื่อไทยตามคำบัญชาของลุงสมชาย เหมือนเมื่อครั้งยุบพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน
แต่ผลการเลือกตั้งปรากฏว่าพรรคเพื่อนใครของน้องสาวคุณรักสินชนะพรรคราชาธิปัตย์ของลุงสมชายแบบขาดลอย ประกอบกับมีพวกแดงตาสว่างเกิดขึ้นมาก จึงอาจต้องชะลอการยุบพรรคออกไปก่อน ไม่อย่างนั้นลุงสมชายและครอบครัวอาจไม่มีแผ่นดินอยู่



ถ้าขืนทำแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ
การให้โอวาทแก่ผู้พิพากษาของลุงสมชายก็เหมือนกับพวกโจรผู้ร้ายที่ออกมาข่มขู่ให้คนอื่นทำตามที่พวกตนต้องการ ทั้งๆที่ลุงสมชายมีการกระทำที่เข้าข่ายเป็นกบฏล้มล้างรัฐธรรมนูญ และสนับสนุนรับรองการรัฐประหารซึ่งมีโทษถึงประหารชีวิต แต่ยังมีหน้ามาให้โอวาทผู้พิพากษาในเชิงสำทับข่มขู่ให้ทำในสิ่งที่ตนต้องการ ซึ่งขัดหลักการและเหตุผลเพราะผู้พิพากษาย่อมมีวุฒิภาวะพอ และไม่ควรที่จะให้หัวหน้าโจรผู้ร้ายมาสั่งสอนให้โอวาท แต่ลุงสมชายก็ไม่เคยได้สำนึกรู้จักผิดชอบชั่วดีมีความละอายในสิ่งที่ตนเองได้กระทำ แต่กลับสำคัญตนว่าเป็นศาสดาผู้บริสุทธิ์ที่จะสั่งสอนใครอย่างไรก็ได้ โดยไม่เคยดูการกระทำของตนเอง เท่ากับเป็นทำลายสถาบันศาลและทำลายสถาบันพระราชาไปพร้อมๆกัน

ในงานนี้ลุงสมชายให้เปรมิกานำพลอากาศเอกชำลิตเข้าพบ และแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาเพื่อเป็นการตอบแทนที่เข้าร่วมการยึดอำนาจและมีบทบาทสำคัญในการพยายามทำความเสียหายแก่สนามบินสุวรรณภูมิด้วยการปล่อยให้มีน้ำท่วมขังรวมทั้งการวื่งเต้นจัดซิ้อเครื่องบิน กริฟเพนจากสวีเดนซึ่งมีข่าวว่าครอบครัวลุงสมชายได้ส่วนแบ่งด้วย ลุงสมชายและครอบครัวมีภารกิจประจำวันที่ขัดกับหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมาโดยตลอด การมีบทบาททางการเมือง ข่าวสองทุ่ม ที่มีการประชาสัมพันธ์ด้านเดียว ภารกิจประจำวันของครอบครัวลุงสมชาย การรับบริจาคเพื่อเอาเงินไปใช้ตามใจชอบ พิธีกรรม งานเฉลิมฉลองต่างๆ ล้วนแต่เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ขัดแย้งหลักการประชาธิปไตย และหลักการใช้อำนาจในสังคมสมัยใหม่ ที่ว่าเมื่อมีอำนาจก็ต้องคู่กับการตรวจสอบเอาผิดได้ เป็นสิ่งที่ทุกคน โดยเฉพาะผู้มีการศึกษา ปัญญาชน นักวิชาการทั้งหลาย ต่างก็รู้กันดี แต่ก็คงต้องปิดปากเงียบไม่มีปากเสียงซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติ ที่วิปริตเป็นอย่างยิ่งในสังคมเสรีประชาธิปไตยที่ต้องอยู่กันอย่างมีเหตุมีผล ที่สามารถพูด เมื่อเห็นความไม่ถูกต้องได้ นักเขียนฝรั่งริปเล่ย์เจ้าของรายการท่านเชื่อหรือไม่ (Believe It Or Not) ยังเขียนลงในรายการของเขาเมื่อ วันที่ 25 มกราคม 2550 ว่าท่านเชื่อหรือไม่ว่าลุงสมชายผ่านการรัฐประหารยึดอำนาจมากถึง 18 ครั้ง โดยที่ลุงสมชายยังครองบัลลังก์ติดต่อกันมาถึง 60 ปี.....ซึ่งที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้ารู้ความจริงลุงเป็นผู้เห็นชอบหรือสั่งการการรัฐประหารเอง ในขณะที่ไม่มีประธานของประเทศใดกล้าทำเช่นนั้น ลุงสมชายยังได้รับการจัดอันดับให้ร่ำรวยที่สุดในบรรดาราชาทั่วโลก เหนือกว่ากษัตริย์ซาอุ และสุลต่านบรูไน ที่ร่ำรวยน้ำมัน และประชาชนรวยกันทั้งประเทศ แต่น่าแปลกใจที่ รัฐบาลของลุงสมชาย ไม่โฆษณาจัดงานเฉลิมฉลองสรรเสริญบารมีสดุดีในความร่ำรวยมั่งคงที่สุดในโลกของลุงสมชาย รวมทั้งการที่มีการรัฐประหารมากที่สุดในโลก เพราะมันขัดกับการโฆษณาชวนเชื่อที่พยายามทำให้ประชาชนเชื่อว่าลุงสมชายประหยัดแม้แต่การขยันบีบหลอดยาสีฟันที่ไม่มีสาระ หรือการโฆษณาว่าเอารองเท้าไปซ่อมบ่อยๆเพียงเพื่อการสร้างภาพให้คนหลงศรัทธาไปเรื่อยๆเท่านั้นเองแทนที่ผู้ทรงภูมิรู้ทั้งหลายในสังคมไทยจะยอมรับความจริงว่าลุงสมชายสนับสนุนเผด็จการมาโดยตลอดอย่างที่เห็นๆกันอยู่ แต่กลับทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ทั้งยังกล้าสดุดียกย่องให้ลุงสมชายเป็นนักประชาธิปไตย โดยเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2554 วุฒิสภาได้แถลงเป็นเจ้าภาพฉลองอายุครบ 7 รอบ หรือ 84 ปี 5 ธันวาคม 2554 จัดประกวดภาพวาดในหัวข้อ 84 ปี สดุดี ลุงสมชาย ยอดนักประชาธิปไตย โดยอ้างว่าลุงสมชายใช้หลักคุณธรรมควบคู่ไปกับหลักประชาธิปไตยในการปกครองประเทศ อย่างเท่าเทียม โดยส่งเสริมให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพและมีประชาธิปไตยที่มั่นคง นับเป็นการประจบสอพลอที่น่าเกลียดมาก เพราะที่ผ่านมาลุงสมชายไม่เคยปกป้องประชาธิปไตยแม้แต่น้อย ไม่เคยออกมาต่อต้านหรือปฏิเสธการยึดอำนาจของทหารกบฏ หนำซ้ำกลับยอมให้พวกรัฐประหารเอาชื่อไปอ้างและเซ็นรับรองการยึดอำนาจ โดยแอบเป็นผู้อำนวยการตัวจริงรวมทั้งการเรียกคณะยึดอำนาจเข้าไปพบกลางดึกแล้วเอาภาพถ่ายออกมาเปิดเผยเพื่อประกาศให้คนไทยรับรู้ว่าลุงสมชายสนับสนุนและรับรองการยึดอำนาจ ถึงกับใช้ชื่อว่าคณะปฏิรูปการปกครองที่มีลุงสมชายเป็นหัวหน้าตัวจริง ตอนหลังโดนต่างประเทศสอบถามกันมากจึงต้องรีบเปลี่ยนชื่อเป็นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติหรือคมช. แล้วก็ปล่อยข่าวว่าลุงสมชายไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจ แต่เป็นเพราะถูกเปรมิกาบังคับ ทั้งๆที่ลุงสมชายเป็นคนมอบหมายให้เปรมิกาไปดำเนินแผนการยึดอำนาจเอง เมื่อความจริงเป็นอย่างนี้แล้ว ยังกล้ามายกย่องว่าเป็นนักประชาธิปไตยโดยไม่รู้จักละอายอยู่อีก

ผลงานของลุงสมชาย
ที่ทำให้ประชาชนเสียโอกาส

วันที่ 5 พฤษภาคม 2553 นายอภิเสกนายกรัฐมนตรีของออกมาสดุดีลุงสมชายว่ามีโครงการที่ริเริ่มเองมากกว่า 3000 โครงการ เพื่อโฆษณาว่าลุงสมชายเหน็ดเหนื่อยเพื่อประชาชนไทยมาโดยตลอด ทั้งๆที่ไม่มีกฎหมายอนุญาตให้ลุงสมชายมีอำนาจทำโครงการเพราะเป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารคือรัฐบาลที่ต้องเสนอนโยบายต่อประชาชนในการเลือกตั้ง ทั้งต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา รวมทั้งเปิดโอกาสให้มีการซักถามตรวจสอบ และเปิดอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ
ในระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลเป็นผู้กำหนดนโยบายบริหารประเทศ ส่วนคนแบบลุงสมชายนั้นเขามีไว้แค่เป็นสัญลักษณ์ไม่มีหน้าที่และไม่มีอำนาจในการบริหารประเทศการที่ลุงสมชายชอบเสนอหน้ามาแย่งอำนาจบริหารของรัฐบาลโดยที่ประชาชนไม่ได้เลือก และไม่ได้แถลงชี้แจงการใช้งบประมาณต่อสภา อีกทั้งห้ามการประเมินผล ห้ามตรวจสอบ ห้ามวิจารณ์ท้วงติงการใช้งบประมาณและการประเมินผลงาน ย่อมถือเป็นการแทรกแซงทางการเมืองแย่งอำนาจบริหารจากรัฐบาลที่ขัดต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย นอกจากนี้ลุงสมชายยังมีพฤติกรรมแทรกแซงการใช้อำนาจตุลาการอย่างเปิดเผยหลายครั้ง การอ้างว่าลุงสมชายมีเจตนาดีอยากให้ประชาชนเป็นสุข แต่ในเมื่อลุงสมชายเที่ยวไปทำโครงการทั้งๆที่ไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจและยังห้ามการตรวจสอบถือว่าเป็นการแทรกแซงและทำลายหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ถ้าปล่อยให้รัฐบาล จ้ดการเอง หากทำไม่ดี สภาและสื่อ ตลอดจนประชาชนยังมีโอกาสตรวจสอบท้วงติงได้ แต่ถ้าเป็นโครงการของลุงสมชายก็ไม่มีใครกล้าออกมาวิจารณ์เพราะกลัวกฎหมายปิดปากที่ห้ามวิจารณ์ลุงสมชาย การที่ลุงสมชายสร้างโครงการสารพัดมากมาย ทำให้รัฐบาลต้องมาช่วยดูแลเพื่อเอาใจลุงสมชายจนไม่สามารถสร้างโครงการระยะยาวที่มีความสำคัญและความจำเป็นจริงๆ ทั้งๆที่โครงการของลุงสมชายเป็นแค่การโฆษณาสร้างบารมีที่ไม่มีสาระประโยชน์ที่แท้จริง
การที่โฆษณาเป็นประจำว่าลุงสมชายทำงานหนัก ต้องถามว่าลุงสมชายงานอะไร และได้กำหนดแนวทางนโยบายอะไรให้ประเทศ และที่ลุงสมชายทำมันมีผลดีจริงๆอย่างไร ทำไมประเทศไทยยังเจริญช้ากว่าประเทศอื่นๆ ประชาชนไทยส่วนใหญ่ก็ยังลำบากขาดหลักประกันขาดโอกาสที่ดี ถือได้ว่าลุงสมชายล้มเหลว ดีแต่โฆษณาด้านเดียวและปิดปากประชาชนเท่านั้น



ฝนเทียม
ได้ผลดีจริงหรือ
วันที่ 14 พฤศจิกายน ของทุกปีเป็นวันฝนเทียม
ลุงสมชายผู้อ้างว่าเป็นต้นกำเนิดโครงการฝนเทียม เป็นความเมตตากรุณาปราณีอย่างสูงที่ห่วงใยในความทุกข์ยากของประชาชนในท้องถิ่นทุรกันดาร โดยทำการทดลองปฏิบัติการจริงในท้องฟ้าเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 1-2 กรกฎาคม 2512 ที่วนอุทยานเขาใหญ่ ที่จริงคนคิดเรื่องฝนเทียมคนแรกชื่อ วิน เซนท์ เชฟเฟอร์ Vincent Schaefer ในปี 2489 เป็นชาวสหรัฐเมื่อมีการตั้งโครงการทดลองภายใต้ชื่อสกายวอเตอร์ Sky water หรือน้ำจากฟ้า เพื่อวิจัยเรื่องฝนเทียม ระหว่างปี 2507-2531 โดยมีการทดลองในหลายรัฐ รวมถึงต่างประเทศอีกสองประเทศคือ ไทย และ โมรอคโค โดยไม่พูดถึงโครงการฝนเทียมในประเทศไทยที่อ้างว่าเป็นผู้ริเริ่มบุกเบิกเป็นประเทศแรกและไม่ได้กล่าวถึงมีการทำฝนเทียมในไทยมากนัก ต่อมามีการพูดถึงการทำฝนเทียมเพื่อป้องกันไม่ให้ฝนตกในกีฬาโอลิมปิค 2008 ที่จีน ในปี 2551

มีเพียงประเทศไทยประเทศเดียวที่โหมโฆษณาคุณูปการของโครงการฝนเทียมว่าสามารถแก้ภัยแล้งอย่างได้ผล เหมือนเป็นการหาเสียงของลุงสมชาย ทั้งๆที่มีหน่วยทำฝนเทียมของรัฐบาลรับหน้าที่ไปแล้ว แต่ลุงสมชายก็ต้องลงมาแสดงเหมือนจะมาหาความดีความชอบเองเป็นประจำ ถ้าการทำฝนเทียมของไทยได้ผลมาก ก็น่าจะรับทำให้ลาว กัมพูชา เป็นรายได้เข้าประเทศไปเลย เนื่องจากลุงสมชายคุยว่ามีความสามารถพิเศษในเรื่องทำฝนเทียม ทั้งๆที่สหรัฐซึ่งเป็นประเทศต้นคิดก็ยังบอกว่า ไม่ค่อยจะได้ผล แต่ทำไมประเทศไทยจึงโฆษณาว่าได้ผลมาก ประเทศสหรัฐก็มีพื้นที่แห้งแล้งอยู่ไม่น้อย แต่เขาก็ไม่ทำฝนเทียมซึ่งมีการใช้สารเคมีและไม่ค่อยมีความแน่นอน มีแต่ลุงสมชายเท่านั้นที่เอาเรื่องฝนเทียมมาทำโฆษณาว่าตนบังคับฟ้าฝนได้ เพราะเคยไปคุยนางเมขลา ถ้าฝนเทียมได้ผลเกินคาดชนิดที่ว่าโปรยตรงไหน ตกตรงนั้น โปรยเมื่อไหร่ ได้เมื่อนั้น แล้วจะมีเขื่อนไปทำไม มีกรมชลประทานไว้ทำอะไร ทำไมเกษตรกรยังต้องเผชิญกับภัยแล้ง ทำไมไม่ทำฝนเทียมทั้งปีไปเลย ชาวนาจะได้ทำนาทำสวนได้ตลอด ไม่ใช่ไปทำเอาตอนต้นหน้าฝน พอฝนตกก็บอกว่าเป็นฝนหลวง

ที่เห็นๆกันอยู่เป็นประจำก็คือเดี๋ยวก็น้ำท่วม เดี๋ยวก็แล้ง ไม่ต่างจากประเทศที่ไม่มีโครงการฝนเทียมเลย ชาวนาชาวไร่ต้องประสบแต่ปัญหาทั้งปี แต่ก็ยังมีหน้ามาโฆษณาโครงการโดยไม่ยอมรับความจริง ประเทศที่ไม่มีโครงการฝนเทียมเขายังแก้ไขปัญหาได้ดีกว่า เพราะงบจากภาษีประชาชนไม่ต้องแบ่งให้โครงการของลุงสมชายที่ซ้ำซ้อนแถมตรวจสอบไม่ได้ เขื่อนก็แล้ว แก้มลิงก็แล้ว ไหนจะฝนเทียม ไหนจะคุยกับเมขลาได้ แต่อีสานก็ยังแล้งอยู่วันยังค่ำ สรุปว่าฝนเทียมเป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุ ไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด หนำซ้ำอาจเป็นการเพิ่มสารเคมีลงไปในดินในน้ำในอากาศ ก็คงมีแต่ลุงสมชายคนเดียวเท่านั้นที่ได้หน้าและบารมี

กังหันชัยพัฒโน
แก้ปัญหาน้ำเสียได้แค่ไหน
หลักการของการบำบัดน้ำเสียโดยทั่วไปก็คือการเติมออกซิเจนลงไปมากๆ เพื่อเร่งการย่อยของเสียด้วยจุลินทรีย์ที่ใช้ออกซิเจน ถ้าน้ำขาดออกซิเจน พวกจุลินทรีย์ชนิดที่ไม่ใช้ออกซเจน จะทำงานแทน ทำให้เกิดคือก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์หรือก๊าซไข่เน่าทำให้น้ำเหม็นและเป็นพิษ การเติมอากาศก็คือการหาวิธีทำให้น้ำได้มีโอกาสสัมผัสกับอากาศได้มากๆ ปกติใช้วิธีฉีดน้ำเป็นฝอย ขึ้นไปในอากาศ แต่การใช้กังหันชัยพัฒโนเป็นแค่การหมุนเวียนอากาศลงน้ำเพียงระดับผิวน้ำ ซึ่งไม่ได้ช่วยแก้ปัญหามาก เพราะน้ำด้านล่างยังขังนิ่งเหมือนเดิม โดยที่บ่อน้ำ และอ่างเก็บน้ำเป็นระบบปิด น้ำนิ่งไม่มีการไหลหมุนเวียน อย่างมากก็มีแค่ลมโกรกบางๆสร้างระลอกเฉพาะบริเวณผิวน้ำเท่านั้น ถึงแม้จะติดตั้งกังหันชัยพัฒโน น้ำส่วนที่อยู่ลึกลงไป ก็ยังคงอยู่นิ่งเหมือนเดิม สังเกตจากการเติมออกซิเจนในตู้ปลา ที่ต้องเริ่มจากด้านล่างขึ้นมาทั้งนั้น การหมุนกังหันแบบวิดน้ำก็กินไฟฟ้าและเปลืองพลังงานมาก จึงไม่มีประสิทธิภาพ
โครงการของลุงสมชายส่วนใหญ่ก็ทุ่มงบประมาณมากไว้ก่อนเพื่อหวังสร้างชื่อว่าประสบผลสำเร็จโดยไม่คิดถึงความคุ้มค่าและการประหยัดอย่างที่โฆษณาแอบอ้าง เคยมีการตรวจพบสารพิษตกค้างในผักปลอดสารพิษ โครงการดอยทองคำ แต่ไม่มีใครกล้าพูดถึง
ฝรั่งก็มีกังหันแบบนี้ขายมานานแล้ว แต่เป็นกังหันหมุนเร็วกว่านี้ซึ่งก่อปัญหาเรื่องการทำลายสัตว์น้ำเล็กๆ กังหันชัยพัฒโนเป็นแค่การปรับปรุงคุณลักษณะบางอย่างแล้วเอาไปจดลิขสิทธิ์ แต่มันไม่ได้เป็นการประดิษฐ์ก้องโลกอย่างที่พยายามมีการโหมโฆษณา ถ้ากังหันชัยพัฒโนดีจริง ก็ควรจะส่งเสริมให้ใช้กันอย่างแพร่หลายไปทุกหนทุกแห่ง การเติมอากาศลงน้ำก็ใช้พลังงานไม่มาก ปั้มอากาศกินไฟไม่มาก เพราะใช้หลักการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้า เพื่อทำให้ลูกยางสั่น ทำให้เกิดการอัดอากาศ ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่า การใช้กังหันชัยพัฒโนที่เป็นแค่ควักน้ำขึ้นมาสัมผัสอากาศ จึงได้ผลน้อยกว่าหรือใช้ปั้มอากาศหรือพ่นน้ำเป็นน้ำพุ ซึ่งดีกว่าและสวยงามด้วย การบำบัดน้ำอาจต้องมีการเติมเชื้อจุลินทรีย์ กังหันน้ำชัยพัฒโนมีหลายรุ่น แต่ไม่คุ้มค่าคุ้มราคาสักรุ่น เปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ ทั้งงบในการวิจัย และงบในการผลิตเพิ่มไปทดลองใช้ ทำให้การคิดค้นโครงการหรืออุปกรณ์อย่างอื่นต้องพลอยล่าช้า หรือชะงัก


ไปด้วย
ทั้งๆที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนบอกว่าไม่คุ้ม แต่กลับถูกนำไปโฆษณายกย่องให้ลุงสมชายเป็นบิดาแห่งการประดิษฐ์โลก มีการอ้างว่าโครงการต่างๆของลุงสมชายมีการจัดการใช้งบประมาณ ใช้ทรัพยากรต่างๆอย่างคุ้มค่าสูงสุด แต่พอปฎิบัติจริง กลับตรงกันข้ามกับคำว่าพอเพียงโดยสิ้นเชิง ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของลุงสมชาย เป็นแค่ความคิดความเข้าใจของลุงสมชายที่ยังไม่มีการวิเคราะห์วิจัยใดๆเลย แถมยังไม่มีใครกล้าวิจารณ์ ถกเถียงหรือโต้แย้ง แล้วยังยกย่องประหนึ่งเป็นทฤษฎีต้นตำรับที่ยังไม่เคยมีใครคิดได้มาก่อน ถ้าคิดทฤษฎีใหม่ที่เห็นผลได้จริง ก็น่าจะได้รับรางวัลโนเบลแบบ จอห์น แนช จูเนียร์ นักคณิตศาสตร์ชาวอเมริกัน ที่สร้างทฤษฎีดุลยภาพซึ่งเป็นรากฐานของเศรษฐศาสตร์แผนใหม่จนได้รับรางวัลโนเบลในปี 2537ที่จริงทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงก็เป็นแค่การโฆษณายกย่องลุงสมชายให้มีความเป็นอัจฉริยะที่เลอเลิศตามความต้องการของลุงสมชายเท่านั้นเอง ทั้งๆที่ลุงสมชายได้แสดงให้เห็นถึงความคับแคบไม่อยากให้มีรัฐบาลที่มีความเก่งกล้าสามารถเพราะกลัวว่าจะมาเป็นคู่แข่งกับตนถึงกับทำการบ่อนทำลายโค่นล้มรัฐบาลที่ดีที่สุดที่มาจากการเลือกตั้งของคนส่วนใหญ่ และยังตามไล่ล่าทำลายอย่างไม่หยุดยั้ง ลุงสมชายมีความร่ำรวยมั่งคั่งกว่ากษัตริย์ราชวงศ์ใดในโลกแต่ยังอาศัยเกาะกินงบประมาณทั้งโดยตรงและโดยอ้อมรวมทั้งการออกรับบริจาคสารพัด โครงการของลุงสมชายจึงเป็นเพียงเรื่องเอาหน้าที่ฉาบฉวยไม่ใช่การพัฒนาแบบยั่งยืนในระบอบประชาธิปไตย
เรื่องการผลิตใช้ในประเทศให้พอก่อนส่งออกนอกก็เป็นกฏพื้นฐานของเศรษฐศาสตร์อยู่แล้วไม่ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรเลย เรื่องการใช้สารเคมีเร่งการผลิตก็เคยมีการศึกษาวิจัยกันมานับสิบปีแล้ว ไม่ใชเรื่องที่เพิ่งจะมาคิดเอาได้ตอนนี้ การปลูกพืชหมุนเวียน ไร่น่าสวนผสมก็มีการสอนกันมาในตำราตั้งแต่ชั้นประถมมานานาแล้ว ไม่ใช่เพิ่งออกมาจากอัจฉริยภาพของลุงสมชาย ใครๆก็รู้มาก่อนแล้ว แต่พอลุงสมชายเอามาพูดเลยได้โอกาสโฆษณาจนเป็นเรื่องใหญ่โต ยกตนเองเป็นปราชญ์ ทั้งๆที่เป็นหลักพื้นฐานของการเกษตรสมัยใหม่ที่ทำกันมานานแล้ว
คำว่าพอเพียง ที่มีการโฆษณากันเอิกเกริก ในช่วงแรกๆ คือการพยายามสร้างภาพให้คนประหยัดอดออม เช่น ภาพหลอดยาสีฟันและโฆษณามากมายเกี่ยวกับการใช้บริเวณบ้านจิตรลาลาของลุงทดลองโครงการปลูกไร่ทำสวนต่างๆ ซึ่งมันขัดกับภาพความหรูหราฟู่ฟ่าของครอบครัวลุงที่ปรากฏออกมาโดยเฉพาะเรื่องความมั่งคั่งร่ำรวยที่สุดในโลกหลายปีซ้อนและการใช้งบประมาณเลี้ยงดูและสนับสนุนครอบครัวเทวดาของลุงอย่างมากมายมหาศาล
เรื่องพอเพียงไม่มีอะไรแปลกใหม่ก็แค่สอนให้ประหยัดเท่านั้น แต่พากันไปยกย่องเกินเหตุว่าแก้ปัญหาทุกอย่างในโลกได้ ก็เลยถึงทางตัน เพราะมันแก้ปัญหาไม่ได้ โดยที่ลุงสมชายเองก็ได้แสดงความฟุ้งเฟ้อจัดงานโฆษณาเฉลิมฉลองให้ตนเองและครอบครัวเป็นประจำมาโดยตลอด
ศ. ดร. เควิน ฮิววิสัน อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยนอร์ธแคโรไลนา ได้วิจารณ์รายงานของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ที่ยกย่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ว่า รายงานฉบับดังกล่าวมีเนื้อหาแทบทั้งหมดเป็นแค่การสรรเสริญยกย่อง และเป็นเพียงเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อภายในประเทศเท่านั้น


ส่วนนายแฮคกัน บอร์กแมน Hakan Bjorkman รักษาการผู้อำนวยการ UNDP กล่าวว่า "UNDP ต้องการให้มีการอภิปรายเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง แต่เป็นไปไม่ได้ เพราะเสี่ยงต่อการหมิ่นลุงสมชาย ซึ่งมีโทษถึงจำคุก"
ลุงสมชายสร้างประโยชน์อะไรให้ประชาชนบ้าง -มักมีการอ้างว่าลุงสมชายเป็นเสาหลักที่แก้วิกฤติการณ์ให้สังคมไทยโดยเฉพาะกรณีที่ลุงสมชายแก้วิกฤติการณ์กรณีพฤษภาทมิฬ 2535 โดยเรียกพลเอกสุจินดาและพลตรีจำลองมาว่ากล่าวสั่งสอนออกทีวี ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นลุงสมชายก็ถือหางพลเอกสุจินดาหัวหน้ารสช.เต็มที่
มาปี 2553 ทหารรักษาลุงสมชายและทหารเสือป้าสมจิตได้ปฏิบัติการสังหารหมู่คนเสื้อแดงที่เรียกร้องประชาธิปไตยเมื่อ 10 เมษายนและ 19 พฤษภาคม 2553 โดยที่ลุงสมชายกลับนิ่งเฉย แบบเดียวกับกรณีที่ลุงสมชายทราบดีว่าเจ้ารามาแปดพี่ชายของตนถูกยิงตายอย่างไร แต่กลับเงียบและปิดคดีด้วยการประหารชีวิตผู้บริสุทธิ์สามคนและปล่อยให้กลายเป็นข้ออ้างในการขับไล่นายปรีดา คนดีของสังคมไทยออกจากประเทศไทย ลุงสมชายและครอบครัวเป็นผู้สนับสนุนความรุนแรงในเหตุการณ์เข่นฆ่านักศึกษาเมื่อ 6 ตุลา 2519 และสนับสนุนยกย่องผู้ที่เข้าร่วมการรัฐประหาร 19 กันยา 2549 แทนที่จะต้องออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการปกป้องระบอบประชาธิปไตยและการยึดอำนาจของทหาร รวมถึงการใช้กฎหมายหมิ่นลุงสมชายมาปิดปากและเล่นงานประชาชน
สรุปแล้วลุงสมชายไม่เคยแสดงความกล้าหาญที่จะทำสิ่งที่ถูกต้อง ไม่กล้าวิจารณ์ความไม่ถูกต้องในสังคมทั้งๆ ที่เป็นประธานของประเทศ แต่ก็ไม่มีอุดมการณ์เพื่อประเทศชาติและประชาชน มีแต่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเท่านั้นมีการโฆษณากันมาตลอดว่า ถ้าสิ้นลุงสมชายแล้ว สังคมไทยจะปั่นป่วน ทั้งๆที่สังคมไทยปั่นป่วนอยู่แล้วโดยตัวต้นเหตุที่สำคัญก็คือลุงสมชายนั่นเอง วิกฤตการเมืองในสมัยนายกรักสินที่เริ่มต้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวของพันธมิตรเสื้อเหลืองและตามด้วยการรัฐประหาร 19 กันยา 2549 เป็นวิกฤตการณ์ที่ลุงสมชายมีส่วนสนับสนุนอย่างเต็มที่โดยแสร้งทำเป็นนิ่งเฉยในเชิงเห็นด้วยโดยปริยายและออกมาแสดงความชื่นชมยินดีเป็นระยะๆ พร้อมทั้งใช้ทหารและศาลเป็นเครื่องมือทำลายระบอบประชาธิปไตยมาโดยตลอด
โครงการสารพัดของลุงสมชายที่อ้างว่าอุตส่าห์ทำเพื่อประชาชนก็ไม่เคยมีการตรวจสอบและห้ามการวิจารณ์เด็ดขาด โดยบังคับให้ทุกคนต้องยกย่องสดุดีแต่เพียงด้านเดียว โดยหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชนต้องให้การสนับสนุนเต็มที่เพื่อเอาใจลุงสมชายที่มีอิทธิพลครอบงำทุกอย่างในสังคมไทย จึงเปิดโอกาสให้มีการทุจริตกันโดยไม่มีใครกล้าตรวจสอบ พบว่าโครงการของลุงสมชายมีผลต่อการพัฒนาชีวิตของประชาชนน้อยมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับโครงการของรัฐบาลพรรคไทยชอบไทย จนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ลุงสมชายไม่พอใจมากจนต้องสั่งการบ่อนทำลายและล้มล้างรัฐบาลรักสิน
ลุงสมชายร่ำรวยมั่งคั่งเป็นอันดับหนึ่งของโลก มีสระว่ายน้ำให้สุนัขของตนเอง มีรถมายบัคราคาคันละหลายสิบล้าน มีเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวใหม่เอี่ยมที่ซื้อด้วยเงินงบประมาณ บรรทุกผู้โดยสารได้ถึง 19 คน ซื้อจากสหรัฐลำละ 1166 ล้านบาทถึง 3 ลำ แต่ก็ไม่ละอายใจเลยที่จะสั่งสอนประชาชนให้พอเพียงสร้างภาพว่าใช้ดินสอจนกุดและรีดหลอดยาสีฟันจนแบน โดยโฆษณาแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่คัดค้านการกระจายรายได้ และสอนให้คนจนพึงพอใจในชีวิตยากลำบากและถูกเอารัดเอาเปรียบต่อไป ให้ประชาชนจมอยู่กับความยากจนและดักดานต่อไปบนความเหลื่อมล้ำที่มีมากขึ้นไปทุกที ถ้าใครวิจารณ์ก็จะโดนคดีหมิ่นลุงสมชาย
ลุงร่ำรวยมากจริงๆ หรือไม่จริงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2554 ดร.สุเม่น เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒโน ให้สัมภาษณ์กรณีเว็บไซต์แวนคูเวอร์ซัน ของแคนาดา รายงานว่าลุงสมชายครองอันดับหนึ่งผู้นำที่รวยที่สุดในโลก นายสุเม่นตำหนิว่าคนที่แพร่ข่าวมีเจตนาไม่ดี ฝรั่งโง่ก็เยอะ คำว่าทรัพย์สินของลึงสมชายนั้นที่จริงเป็นของหลวง หมายความว่า เป็นของรัฐ แต่ฝรั่งมาเห็นตราครุฑก็เลยคิดว่าเป็นของลุงสมชาย ที่จริงกระทรวงการคลังดูแล ประธานของสำนักงานมหาสมบัติ คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของลุงสมชาย มีการตั้งคณะกรรมการ มีอะไรต่างๆที่ต้องขยายความ ฝรั่งน่าจะรู้อยู่แก่ใจว่าอะไรเป็นอะไร ทรัพย์สินส่วนตัวของลุงสมชายมีไม่มาก ดูบ้านจิตรลาลาของลุงที่เขตดุสิต ยังเล็กกว่าบ้านเศรษฐีบางคนในกรุงเทพอีก ใครที่บอกว่าลุงสมชายรวยที่สุดในโลกคงเป็นพวกสติไม่ดีแน่ๆ .. จากที่ตนได้มีโอกาสทำงานให้ลุงสมชาย ก็เห็นอยู่ว่าลุงสมชายประหยัดมาก ใช้จ่ายน้อยที่สุด เป็นตัวอย่างของความประหยัดแบบสุดๆ แล้วเวลาพูดถึงเรื่องประหยัด อะไรต่ออะไร เราก็นึกและพูดถึงลุงสมชายกันทุกที ลุงสมชายอยู่บ้านจิตรลาลาหลังเล็กๆ ใช้ของประหยัด กลายเป็นต้นแบบความพอเพียง แต่กลับมีฝรั่งไปจัดอันดับว่าลุงสมชายร่ำรวยที่สุดในโลก มันเป็นเรื่องที่ขัดกันอย่างสิ้นเชิง สื่อมวลชนในเมืองไทยต้องเข้าใจ อย่าไปหลงเชื่อพวกฝรั่ง เพราะฝรั่งมันโง่ สื่อมวลชนไทยต้องไม่โง่ตามฝรั่ง สำหรับพวกที่ชอบพูดวิพากษ์วิจารณ์ลุงสมชายตามที่สาธารณะมาก โดยเฉพาะในอินเตอร์เนท ก็เป็นพวกที่ไม่มีตัวตน ที่ชอบเอาด่าคนอื่น อย่าไปสนใจเลย รกสมองเปล่าๆ นายสุเม่นเล่าว่าได้ไปพบลุงสมชายเมื่อสองเดือนก่อนลุงสมชายยังสบายและแข็งแรงดี มีแค่อาการที่หลังที่ยังคงไม่ปกติ ทำให้เดินไม่สะดวก แต่ก็ยังทำงานอยู่ตลอด ไม่เคยได้หยุด เรื่องน้ำ ดิน อากาศ และทุกข์สุขของประชาชน
ข้อสังเกตจากการที่นายสุเม่นต้องออกมาโต้ข่าวความร่ำรวยมั่งคั่งที่สุดของลุงสมชาย แทนที่จะไปชี้แจงต่อฟอร์บสที่เป็นต้นตอการจัดอันดับความร่ำรวยของพระราชาทั่วโลกเพื่อสื่อต่างประเทศอื่นๆจะได้ไม่นำข้อมูลจากฟอร์บไปใช้ต่อ แต่นายสุเม่นกลับมาชี้แจงผ่านสื่อไทยซึ่งสื่อในประเทศก็ไม่กล้าออกข่าวความร่ำรวยของลุงสมชายอยู่แล้ว ถ้าสงสัยหรือข้องใจก็น่าจะไปถามกันเงียบๆ ที่ต่างประเทศ ไปถามสื่อที่ให้ข่าว แต่นายสุเม่นกลับมาโต้แย้งผ่านสื่อในประเทศ ทำให้คนในประเทศได้รู้กันมากขึ้นว่าสื่อต่างประเทศเขาจัดลำดับให้ลุงสมชายเป็นราชาที่รวยที่สุดในโลก ลุงสมชายที่โดนพูดพาดพิงถึง นั่งรถมายบัคราคาคันละไม่ต่ำกว่า 75 ล้านบาท ส่วนนายสุเม่นก็ขับรถเฟอร์รารี่ราคาหลายสิบล้านบาท ที่นายสุเม่นต้องรีบออกมาตอบโต้แบบข้างๆคูๆก็เพราะได้โฆษณาหลอกลวงประชาชนไว้มากว่าลุงสมชายเป็นคนประหยัดมาก ท่านคงจนมาก น่าสงสารท่านมาก
พอมีข่าวโด่งดังว่าลุงสมชายรวยที่สุดในโลกสามปีซ้อนโดยรวยกว่าเจ้าบรูไนและซาอุซึ่งมีบ่อน้ำมันมหาศาล ทำให้นายสุเม่นและเครือข่ายของลุงสมชายเกิดอาการร้อนตัว ต้องออกมาโต้แย้งแบบข้างๆคูๆเป็นข่าวเอิกเกริกในประเทศโดยไม่จำเป็น
ถ้านายสุเม่นได้ไปกราบคารวะลุงสมชายอยู่บ่อยๆ ก็น่าจะลองเสนอให้ลุงสมชายช่วยป้องกันความสับสนของสังคมไทยและสังคมโลก โดยยุบเลิกสำนักงานทรัพย์สินพระราชาของลุงสมชาย แล้วโอนทรัพย์สินทั้งหมดให้หน่วยงานราชการที่มีหน้าที่รับชอบดูแล
เงินของสำนักงานทรัพย์สินพระราชาก็ยกให้เป็นงบประมาณแผ่นดินหรือเป็นเงินคงคลังอย่างที่หลวงมัวบริจาคทองคำเข้าคลังหลวง
หุ้นก็ยกให้กระทรวงการคลังเอาไปบริหารจัดการ มีกำไรก็เอาเข้ารัฐ
ที่ดินก็ยกให้กรมธนารักษ์เอาไปหารายได้เข้าแผ่นดิน
เวลาลุงสมชายออกพื้นที่ไปพบประชาชนที่ไหนก็พูดพร่ำสอนให้ประหยัด สมถะ พอเพียง  แล้วจะเก็บเอาทรัพย์สมบัติไว้ทำไมกันนักหนา ทั้งเงิน ทั้งหุ้น ทั้งที่ดิน แค่เงินเดือนที่รัฐจัดสรรให้ปีละสองพันกว่าล้านบาทก็น่าจะเกินพอแล้ว ถ้ามันมากเกินไปก็บอกรัฐบาลไป เขาจะได้ปรับลดให้สมกับความประหยัด ความสมถะเห็นบอกว่า ทรัพย์สินพระราชาเป็นของหลวงของแผ่นดิน
ก็ทำให้มันเป็นของแผ่นดินให้ชัดเจนแบบไร้ข้อกังขาไม่ได้หรือ
การที่สื่อนอกเขาจัดลำดับให้ลุงสมชายเป็นราชาที่รวยที่สุดในโลก เขาอาจมีเจตนาจะบอกให้ชาวโลกรู้สถานทางเศรษฐกิจ มีทรัพย์สินและสินทรัพย์ที่ร่ำรวยมากกว่าพระราชาของประเทศอื่นๆ ส่วนใครจะคิดต่อหรือสงสัยต่อว่า ทำไมลุงสมชายถึงได้รวยมากมายขนาดนั้น รวยมาจากไหน รวยแล้วทำไมยังของบจากรัฐบาลเพิ่มขึ้นทุกปี ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง นายสุเม่นคงโกรธที่ตัวเองอุตส่าห์เป็นตัวตั้งตัวตีโฆษณาเรื่องของความประหยัดพอเพียงของลุงสมชาย แต่สื่อฝรั่งก็รู้จนได้ว่าลุงสมชายร่ำรวยมั่งคั่งจริงๆ ไม่ใช่รวยเล่นๆ พอโต้แย้งเขาไม่ได้ เลยพาลไปว่าเขาโง่
ถ้าทรัพย์สินพระราชานั้นเป็นของรัฐ เป็นของหลวง แล้วใครที่เป็นคนมีอำนาจอนุญาตให้ใช้สมบัติเหล่านั้น เป็นเรื่องชัดเจนที่บัญญัติไว้ในพรบ. สำนักงานมหาสมบัติอยู่แล้ว ขณะที่เงินงบประมาณจากภาษีอากรของประชาชนก็ล้วนแต่นำไปช่วยสร้างความเจริญมั่งคั่งให้สำนักงานทรัพย์สินพระราชามาโดยตลอดทั้งถนนหนทางและสาธารณูปโภคต่างๆที่ต้องทุ่มเทลงไปโดยเฉพาะในบริเวณที่ดินของสำนักงาน

ทรัพย์สินพระราชาของลุงสมชาย
นายสุเม่นแก้ตัวว่าประธานของผู้ดูแล สนง. ทรัพย์สินพระราชา คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพราะทรงอำนาจมากทำให้ไม่มีใครกล้าตรวจสอบ แต่จงใจที่จะไม่บอกว่า กรรมการอีก 4 คน ลุงสมชายเป็นคนแต่งตั้งล้วนๆ รายได้จากทรัพย์สินส่วนพระราชาที่จะจ่ายได้ก็แต่เฉพาะในประเภทรายจ่ายที่ต้องจ่ายตามข้อผูกพัน...เฉพาะที่พระราชาอนุญาตแล้วเท่านั้น

ทรัพย์สินส่วนพระราชาไม่ต้องเสียภาษีอากร เช่นเดียวกับทรัพย์สินของแผ่นดิน...จึงเห็นได้ชัดว่าลุงสมชาย คือผู้มีอำนาจจัดการทรัพย์สินส่วนพระราชาที่แท้จริงแต่เพียงผู้เดียว โดยไม่ต้องเสียภาษีเพราะอ้างว่าเป็นของสาธารณะ กลายเป็นว่าทรัพย์สินส่วนพระราชาเป็นของปวงชนชาวไทย แต่ลุงสมชายมีสิทธิ์ใช้ได้แต่ผู้เดียว แบบเดียวกับที่เขียนในรัฐธรรมนูญว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย แต่ลุงสมชายเป็นผู้ใช้อำนาจทั้งหมดเพียงคนเดียว
ตามหลักการแล้วในประเทศที่ปกครองระบอบประชาธิปไตยถือว่าทรัพย์สินส่วนพระราชาเป็นทรัพย์สินที่อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชนและสามารถตรวจสอบควบคุมโดยสาธารณะได้อย่างเต็มที่ทุกประการ เช่นเดียวกับทรัพย์สินของรัฐอื่นๆ แต่รัฐบาลนิยมเจ้าของพรรคราชาธิปัตย์ ที่มาจากการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลหลวงธำมะรงค์ของนายปรีดา ได้ออกพระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงอำนาจการควบคุมทรัพย์สินของรัฐส่วนนี้ ให้กลับไปเป็นแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อีก คือ ให้ลุงสมชายมีอำนาจเด็ดขาดในการใช้จ่ายจำหน่ายทรัพย์สินส่วนนี้ ตามใจชอบ ผลก็คือทำให้ทรัพย์สินส่วนพระราชา ที่เป็นทรัพย์สินของรัฐ กลายมาเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของลุงสมชาย

ลุงสมชายเป็นมหาเศรษฐี
ที่ใจบุญมาก จริงหรือไม่

วันที่ 27 กันยายน 2553 ลุงสมชาย เปิดห้องประชุม ชั้น 14 โรงหมอสีหราช ให้เปรมิกานำคณะที่ปรึกษาพร้อมภรรยาเข้าพบ โดยลุงสมชายได้ให้หลักการที่จะทำให้บ้านเมืองสงบสุขว่า " บุคคลที่นับได้ว่า มีสิ่งต่างๆ มากกว่าผู้อื่น สมควรที่จะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่หรือแบ่งปันแก่ผู้ไม่มี อย่างพอเหมาะพอสม และตนเองไม่เดือดร้อน ส่วนผู้ที่ไม่มี ก็ควรพยายาม ไม่ควรรอคอยแต่ความช่วยเหลือ หรือคิดว่าตนเองไม่มีความสามารถ หากช่วยเหลือกันดังนี้แล้ว บ้านเมืองก็จะสงบสุข ... " คือสอนให้คนที่มั่งมีช่วยคนที่ไม่มีไปก่อน ส่วนคนไม่มีก็อย่ารอแต่ความช่วยเหลือทั้งๆที่ลุงสมชายมั่งคั่งร่ำรวยกว่าใครทั้งหมดแต่ก็ยังใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินมากกว่าพระราชาในประเทศที่เจริญกว่า แล้วยังเปิดรับบริจาคเพื่อนำไปใช้จ่ายตามใจชอบตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาโดยไม่ว่างเว้น
ขณะที่เมื่อวันที่ 28 ก.ย.2553 นายบิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ และอภิมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของสหรัฐ ได้เรียกร้องให้ทางการรัฐแคลิฟอร์เนียที่เขาอาศัยอยู่ เพิ่มภาษีบุคคลที่มีรายได้สูงเพื่อช่วยเหลือชนชั้นกลาง และนำเงินไปสนับสนุนกองทุนสร้างโรงเรียนที่ขาดแคลนเงินทุน นายบิลเก็ต พูดไปบริจาคไป ต่างจากกษัตริย์ภูมิพลที่ได้แต่พูดแถมยังขอรับการบริจาคอีกต่างหากวันที่ 5 กันยายน 2553 นายเฉิน กวงเปียว มหาเศรษฐีของจีนเจ้าของกิจการรีไซเคิลรายใหญ่ ได้แสดงเจตจำนงว่าจะบริจาคทรัพย์สินทั้งหมดมูลค่าประมาณ 50,000 ล้านหยวน หรือราว 250,000 ล้านบาทแก่การกุศลหลังจากตนเองเสียชีวิต
นายบิล เกตส์ และวอร์เรน บัพเฟตต์ประธานบริษัทไมโครซอฟท์ มีแผนเดินทางมายังจีน เพื่อเชิญชวนมหาเศรษฐีจีน เข้าร่วมโครงการกุศลที่มีเศรษฐีอเมริกัน แสดงเจตจำนงบริจาคเงินแล้วร่วม 125,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือราว 4.75 ล้านล้านบาท แต่มหาเศรษฐีไทยที่รวยติดอันดับหนึ่งเหนือกษัตริย์ทั่วโลกกลับทำตัวขวางความเจริญด้วยจิตใจที่คับแคบ ขนาดว่าน้ำท่วมประเทศที่ตนเองก็อาศัยอยู่ คงจำใจช่วยด้วยเงินแค่หลักสิบล้านบาท ซึ่งก็คงแค่เจียดจากเงินงบประมาณหรือเงินบริจาคของประชาชนนั่นแหละ
ถ้าไม่มีลุงสมชาย
คนไทยจะอยู่อย่างไร
อันที่จริงลุงสมชายไม่เคยมีความสำคัญในชีวิตประจำวันของคนไทยส่วนใหญ่เลย เช่น เรื่องการประกอบอาชีพ เลี้ยงดูครอบครัว การเรียนหนังสือ หรือการผ่อนคลายพักผ่อน เพราะครอบครัวลุงสมชายไม่ได้ช่วยอะไรเลย และไม่ได้เป็นแบบอย่างที่ดีจริงแต่อย่างใด
นิตยสารฟอร์บส ระบุว่าลุงสมชายมีทรัพย์สินเท่าที่รวบรวมได้ถึง 35 พันล้านเหรียญสหรัฐ (หรือกว่าหนึ่งล้านล้านบาท) ทำให้ลุงสมชายเป็นบุคคลที่รวยที่สุดในโลกอันดับที่ 8 และรวยที่สุดกว่าพระราชาทั่วโลกหลายปีติดต่อกันโดยมีทรัพย์สินมากกว่ากษัตริย์บรูไนเจ้าของบ่อน้ำมันใหญ่ที่มี 20 พันล้านเหรียญสหรัฐที่รวยเป็นอันดับสอง และเป็นคนที่รวยที่สุดในประเทศไทยตัวจริง ขณะที่เศรษฐีไทย 40 อันดับแรก มีทรัพย์สินรวมกัน 25 พันล้านเหรียญสหรัฐ น้อยกว่าลุงสมชายคนเดียวถึง10พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 3 แสนล้านบาท แต่พวกของลุงสมชายมักอ้างว่าบ้านจิตรลาลาของลุงยังเล็กกว่าบ้านของเศรษฐีไทยหลายคน ลุงกินอยู่แบบประหยัดมัธยัสถ์มากที่สุดยิ่งกว่าคนไทยทั่วไป โดยโฆษณาว่าช่างซ่อมรองเท้าเล่าว่าลุงสมชายส่งรองเท้าเก่ามาให้ซ่อมตลอดจนซ่อมไม่ไหว สมาคมทันตแพทย์ไทยก็ไปขอหลอดยาสีฟันเก่า ที่ลุงสมชายรีดจนหลอดยาสีฟันแบนเป็นกระดาษ โดยนำไปตั้งแสดงที่สมาคมทันตแพทย์ไทยซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างไร้สาระเอามากๆ
ขณะที่อ้างว่าทรัพย์สินมูลค่ามากมายมหาศาลของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระราชาเป็นของรัฐ แล้วจึงไม่ต้องเสียภาษี ทั้งที่ผู้มีอำนาจสั่งจ่ายคือลุงสมชายเพียงคนเดียว แต่ประชาชนไทยทั้งประเทศต้องออกเงินภาษีเพื่อสนับสนุนครอบครัวลุงสมชายปีละเป็นพันๆ ล้านบาท เช่นหลังการทำรัฐประหาร 19 กันยา 2549 มีการเพิ่มงบประมาณแก่สำนักงานของลุงสมชาย จาก 1,137 ล้านบาท เป็น 2,086 ล้านบาท และในปี 2551 ยังอนุมัติงบประมาณซื้อเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวสำหรับครอบครัวลุงสมชาย อีกร่วม 3500 ล้านบาท ยอดเงินที่ประชาชนคนยากคนจนต้องจ่ายเพื่ออุ้มครอบครัวลุงสมชาย สูงเกือบถึง 6 พันล้านบาทในปี 2554 รัฐบาลนายอภิเสกอนุมัติงบประมาณที่ใช้ในการเชิดชูความภักดี และโครงการของลุงสมชายถึง 1,781 ล้านบาท การอุ้มชูครอบครัวลุงสมชายในราคาที่แพงแบบนี้จึงไม่คุ้มค่า เพราะไม่ได้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง แต่ครอบครัวลุงสมชายให้ประโยชน์แก่พวกนายทหาร ข้าราชการชั้นสูง นักการเมือง และนายทุนเครือข่ายของลุงสมชายมากกว่า โดยพวกนายทหารและกลุ่มที่คุมอำนาจรัฐมักอ้างว่าทำทุกอย่างเพื่อลุงสมชาย ดังนั้นไม่ว่าเขาจะทำรัฐประหาร โกงกิน คุกคามปราบปรามประชาชน ก็จะอ้างว่าทำเพื่อปกป้องลุงสมชาย และถ้าใครกล้าวิจารณ์ลุงสมชายก็จะโดนกฏหมายหมิ่นและกฏหมายอื่นๆ
ถ้าประเทศไทยไม่มีลุงสมชาย
เราจะอยู่กันอย่างไร

ถ้าประเทศไทยไม่มีลุงสมชาย สังคมไทยก็น่าจะดีขึ้นเพราะ

1. เราจะประหยัดงบประมาณมหาศาลที่จะนำมาพัฒนาชีวิตประชาชนทุกคน เพราะเรายกเลิกการอุ้มชูที่เสียค่าใช้จ่ายทั้งโดยตรงและโดยอ้อมที่แพงมหาศาลแต่ไม่มีประโยชน์ต่อประชาชน


2. ทหารจะไม่สามารถนำลุงสมชายมาเป็นหน้ากากบังหน้าเพื่อทำลายประชาธิปไตย



3. เราจะเริ่มสร้างรูปการ จิตสำนึกในระบอบประชา ธิปไตย และในขบวนการยุติธรรมได้ เพราะเราสามารถสร้างวัฒนธรรมการเป็นพลเมืองที่ทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่มีการหมอบคลานหรือต้องถูกบังคับให้เคารพบูชาใคร4. เราจะมีเสรีภาพในการใช้ปัญญา การแสดงออก และร่วมกันคิดเพื่อสร้างสังคมใหม่

5. ประชาชนจะไม่ยากลำบากจากการปิดถนนอันเนื่องมาจากขบวนรถของลุงสมชายและครอบครัวที่มีจำนวนมากขึ้นทุกทีและเพ่นพ่านไม่เกรงใจหรือเห็นใจประชาชนที่มีปัญหาการจราจรที่หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว

6. เราสามารถนำคฤหาสน์ต่างๆที่มีมากมายหลายแห่ง มาใช้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ






ระบอบประธานาธิบดี ไม่ดีตรงไหนเครือข่ายของลุงสมชายมักกล่าวหาว่าคุณรักสินอยากเป็นประธานาธิบดี ทั้งๆ ที่หลายประเทศก็มีประธานาธิบดี รูปแบบของการปกครองในระบอบประธานาธิบดีหรือ President เกิดขึ้นแห่งแรกที่ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งมีหลักการดังนี้
- มีการแบ่งแยกอำนาจ ได้แก่การแบ่งแยกอำนาจหน้าที่ฝ่ายบริหารกับนิติบัญญัติอย่างชัดเจน โดยฝ่ายบริหารเป็นอิสระจากการควบคุมของรัฐสภา รัฐสภาไม่มีอำนาจลงมติไม่ไว้วางใจประธานาธิบดีหรือรัฐบาล ประธานาธิบดีที่ได้รับเลือกตั้งมาจากประชาชนจะเป็นผู้สรรหาและแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี รัฐมนตรีรับผิดชอบโดยตรงต่อประธานาธิบดีเท่านั้น ไม่ต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภา ดังนั้นรัฐมนตรีจึงไม่ต้องไปร่วมประชุมรัฐสภาเพื่อตอบกระทู้ถามจากรัฐสภาแต่อย่างใด และรัฐมนตรีจะไม่สามารถเป็นสมาชิกรัฐสภาได้ (ยกเว้นรองประธานาธิบดีที่จะเป็นประธานวุฒิสภาโดยตำแหน่ง)
-ใช้หลักการคานอำนาจ เนื่องจากทั้งประธานาธิบดีและรัฐสภาต่างได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชน ดังนั้น จึงมีการแบ่งแยกอำนาจกันอย่างเด็ดขาดทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ โดยใช้วิธีตรวจสอบและคานอำนาจซึ่งกันและกัน เพื่อมิให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้อำนาจมากเกินไป เช่น ประธานาธิบดีมีอำนาจในการใช้สิทธิยับยั้ง (Veto)โดยการไม่ลงนามในกฎหมายที่เสนอโดยฝ่ายนิติบัญญัติ ในขณะที่รัฐสภามีอำนาจลบล้างสิทธิยับยั้งดังกล่าวของประธานาธิบดีได้ด้วยการลงคะแนนรอบสอง ซึ่งหากคะแนนเสียงของสมาชิกสภาทั้งสองยืนยันด้วยคะแนน 2 ใน 3 ก็จะถือว่ากฎหมายนั้นมีผลบังคับใช้ได้-รัฐสภาหรือคองเกรสมีอำนาจในการกล่าวโทษประธานาธิบดี โดยต้องมีคะแนน 2 ใน 3 ของรัฐสภา และขั้นตอนสุดท้ายวุฒิสภาจะเป็นผู้ปลดประธานาธิบดีด้วยเสียง 2 ใน 3 ของวุฒิสภา
-วุฒิสภาหรือซีเนทมีอำนาจในการให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร (เป็นรายบุคคล) เช่นรัฐมนตรี หรือเอกอัครราชทูตตามที่ประธานาธิบดีเสนอมา หากวุฒิสภาไม่ให้ความเห็นชอบก็จะดำรงตำแหน่งไม่ได้
-การเข้าสู่ตำแหน่งของตุลาการ สำหรับตำแหน่งผู้พิพากษาศาลสูงที่อยู่ได้จนตลอดชีวิตนั้น อำนาจในการแต่งตั้งเป็นของประธานาธิบดี โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน ส่วนผู้พิพากษาอื่นล้วนมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งศาลสูงในระบอบประธานาธิบดีมีอำนาจชี้ขาดว่ากฎหมายฉบับใดที่ฝ่ายนิติบัญญัติออกมานั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งหากกฎหมายที่ออกโดยฝ่ายนิติบัญญัตินั้นขัดรัฐธรรมนูญ กฎหมายฉบับนั้นเป็นอันตกไป
-ประมุขของรัฐและหัวหน้าฝ่ายบริหารเป็นคนๆ เดียวกัน เพราะประธานาธิบดีเป็นผู้ที่ได้รับเลือกตั้งมาจากประชาชนทั้งประเทศ ทำให้ประธานาธิบดีมีอำนาจในการบริหารประเทศอย่างมากมายและได้รับการยอมรับจากประชาชนในฐานะประมุขของประเทศอีกด้วยซึ่งแตกต่างจากระบอบรัฐสภาที่ประมุขของประเทศกับหัวหน้าฝ่ายบริหารจะเป็นคนละคนกันในการปกครองระบอบรัฐสภา ประมุขของประเทศอาจเป็นพระราชาหรือประธานาธิบดี (ในกรณีที่ไม่มีพระราชา เช่น อินเดีย เป็นต้น) ก็ได้ แต่กษัตริย์หรือประธานาธิบดีในระบอบนี้เป็นเพียงประมุขของประเทศเท่านั้น ไม่มีอำนาจในการบริหารประเทศแต่อย่างใด หัวหน้าฝ่ายบริหารในการปกครองระบอบรัฐสภาคือนายกรัฐมนตรีเท่านั้น โดยประชาชนจะเป็นผู้เลือกตั้งผู้แทนราษฎรแล้วผู้แทนฯนั้นไปตั้งรัฐบาลอีกทีหนึ่ง คือหัวหน้ารัฐบาลในระบอบรัฐสภามาจากสภา แต่หัวหน้ารัฐบาลในระบอบประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยเฉพาะเมื่อดูตามหลักการในระบอบประชาธิปไตยรวมทั้งผลที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะต้นแบบคือ สหรัฐอเมริกาลูกพี่ใหญ่ของลุงสมชายแล้ว จะเห็นได้ว่าระบอบประธานาธิบดีก็น่าจะดีกว่าระบอบราชาธิปไตยของไทยด้วยประการทั้งปวง เพราะประชาชนสามารถเลือกผู้บริหารประเทศที่แท้จริงได้โดยตรงโดยมีการแบ่งแยกอำนาจและตรวจสอบถ่วงดุลย์อำนาจโดยมีวาระที่แน่นอนสี่ปีหรือห้าปี ไม่ใช่ยึดครองอำนาจไปเรื่อยๆตลอดชีวิตแถมยังสืบทอดไปสู่ลูกหลานเหมือนเป็นสมบัติส่วนตัว โดยตรวจสอบหรือวิจารณ์ไม่ได้แม้แต่น้อย แถมยังทำตัวเป็นกบฎล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมาตลอด จึงไม่มีคุณค่าที่ประชาชนไทยจะต้องไปปกป้องรักษา แต่เป็นหน้าที่ของพลเมืองที่รักชาติต้องทำลายระบอบที่เป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตยและขัดขวางความเจริญของประเทศชาติและสันติสุขของสังคมไทย

ระบอบสาธารณรัฐ Republic คือประเทศที่เป็นของประชาชน ที่อำนาจทางการเมืองทั้งหมดอยู่ในการควบคุมของประชาชน ส่วนใหญ่ เรียกประมุขของรัฐว่าประธานาธิบดี มาจากคนธรรมดา ที่มาจากการการเลือกตั้ง โดยมีวาระการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดี บางแห่งมีการกำหนดด้วยว่า จะเป็นได้ไม่เกินกี่สมัย




ส่วนราช อาณาจักร Kingdom คือ ประเทศที่เป็นของพระราชา ที่สืบทอดการเป็นประมุขทางสายโลหิต ปัจจุบัน ระบอบการปกครองที่มีพระราชาเป็นประมุขมีสองรูปแบบ  คือ ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่พระราชามีอำนาจในการเมืองการปกครองโดยสมบูรณ์ คือเป็นทั้งประมุขของประเทศและเป็นประมุขของรัฐบาลด้วยแบบที่สองคือระบอบพระราชาอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยกำหนดสิทธิและนาจของกษัตริย์ไว้โดยรัฐธรรมนูญ ทิ่และมาจากการร่างของประชาชนผ่านตัวแทนคือสภา ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในปัจจุบันเหลืออยู่ไม่มากแล้ว ได้แก่ บรูไน โอมาน ซาอุดีอาระเบีย และนครวาติกัน ส่วนประเทศอื่นๆ ที่เคยเป็นต่างก็พากันมุ่งไปสู่ระบอบพระราชาอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เช่น มอร็อกโก ภูฏาน ในขณะที่ประเทศไทยใช้รูปแบบระบบรัฐสภาแต่เนื้อหาเป็นแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยมีลุงสมชายเป็นผู้ใช้อำนาจสูงสุดแต่เพียงผู้เดียว



ข้อเสนอแนะการปรับโครงสร้าง
สถาบันพระราชาในเบื้องต้น
โดยนักวิชาการมีดังนี้

1. ยกเลิกรัดทำมะนวยที่บังคับให้ประชาชนต้องเคารพสักการะลุงสมชาย ห้ามผู้ใดละเมิดหรือฟ้องร้อง ให้เพิ่มบทบัญญัติให้สภาพิจารณาความผิดของลุงสมชายได้
2. ยกเลิกกฎหมายที่ห้ามวิจารณ์ลุงสมชายในทุกกรณี
3. ยกเลิก ที่ปรึกษาของลุงสมชาย

4. ยกเลิก พรบ. จัดระเบียบทรัพย์สินของลุงสมชาย รวมทั้งให้มีการเปิดเผยและตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของลุงสมชาย และงบประมาณที่จ่ายให้ครอบครัวลุงสมชาย


5. ยกเลิก การโฆษณารวมทั้งการให้การศึกษาแบบด้านเดียวเกี่ยวกับลุงสมชายทั้งหมด
6. ห้ามลุงสมชายแสดงความเห็นทางการเมืองทั้งหมด ยกเลิกการเซ็นแต่งตั้งข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ตุลาการ ทั้งหมดของลุงสมชาย รวมทั้งอำนาจการที่ต้องเซ็นเพื่อออกกำหมาย
7. ยกเลิกโครงการทั้งหมดของลุงสมชาย เพราะการบริหารประเทศเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชน โดยต้องมีการรณรงค์หาเสียงให้ประชาชนตัดสินใจ ทั้งยังต้องแถลงนโยบายให้รัฐสภารับรองและมีการตรวจสอบจากสภาและประชาชนทั่วไป
8. ยกเลิก การบริจาคและรับบริจาคโดยลุงสมชายและครอบครัว เพราะมีกฎหมายห้ามข้าราชการรับสิ่งของที่มูลค่าเกิน 3 พันบาท ตามหลักการทางกฎหมายสมัยใหม่ของรัฐประชาธิปไตย ต้องถือว่าลุงสมชายและครอบครัวเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพราะได้เงินเดือนเป็นรายปี และได้ค่าตอบแทนต่างๆมากมายมหาศาลจากรัฐ การอ้างว่าเอาเงินไปทำบุญตามใจชอบเป็นเรื่องที่ใครๆก็อ้างกันได้ และเป็นเรื่องที่ตรวจสอบไม่ได้ แถมยังห้ามวิจารณ์หรือตั้งข้อสงสัยโดยเด็ดขาด การให้ลุงสมชายและครอบครัวเอาไปใช้ได้ตามใจชอบ ไม่ต้องแสดงบัญชีและไม่สามารถตรวจสอบได้เลย ถือเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เท่ากับมีสิทธิ์พิเศษเหนือกว่าผู้อื่น เท่ากับเป็นการให้และรับสินบนที่ขัดกหลักการในระบอบประชาธิปไตย
ต้องยกเลิกการให้ตำแหน่ง
จอมทัพ
แก่ลุงสมชาย

รัฐธรรมนูญเมจิของญี่ปุ่น เคยบัญญัติเรื่องนี้ก่อนการยุติของสงครามโลกครั้งที่ 2 มีข้อความว่า พระเจ้าจักรพรรดิเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกองทัพบกและกองทัพเรือ ซึ่งทำให้เกิดการตีความไขว้เขวเป็นอันมาก ทางฝ่ายกองทัพบก กองทัพเรือ เข้าใจว่า ตนขึ้นต่อพระจักรพรรดิโดยตรง ไม่ใช่ขึ้นต่อคณะรัฐมนตรี เพราะผู้บัญชาการทหารบก และทหารเรือ ก็คัดเลือกมาจากนายทหารชั้นสูง ไม่ใช่รัฐมนตรีเลือกจริงๆ ในสมัยนั้นฝ่ายทหารของญี่ปุ่นถึงกับเชื่อว่า ผู้บัญชาการทหารบกและทหารเรือ มีสิทธิกราบทูลพระจักรพรรดิในเรื่องที่เกี่ยวกับการทหารได้โดยตรงไม่ต้องผ่านคณะรัฐมนตรี ดังนั้น หลังสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐธรรมนูญญี่ปุ่นจึงไม่บัญญัติพระราชอำนาจอันคลุมเครือนี้ และไม่ทำให้ยุ่งเหยิงต่ออำนาจอธิปไตยได้ แต่รัดทำมะนวยไทย ยังบัญญัติให้ลุงสมชายเป็นจอมทัพ ทำให้กองทัพเข้าใจว่าตนขึ้นต่อลุงสมชายโดยตรง ไม่ใช่ขึ้นต่อคณะรัฐมนตรี เพราะลุงสมชายเป็นคนเซ็นชื่อแต่งตั้งแม่ทัพนายกองทุกเหล่าทัพ หลังการรัฐประหารแต่ละครั้งของไทยจะมีการเพิ่มอำนาจให้ลุงสมชายทุกครั้ง ซึ่งขัดต่อระบอบประชาธิปไตยและจำเป็นต้องยกเลิก รัฐธรรมนูญของไทยต้องมีบทบัญญัติมีบัญญัติให้ลุงสมชายมีหน้าที่ต้องปกป้องและรักษาไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เหมือนรัฐธรรมนูญในประเทศประชาธิปไตยหลายๆประเทศ การที่ลุงสมชายไปสนับสนุนการยึดอำนาจถือว่าเป็นการกบฏทรยศต่อชาติอย่างร้ายแรงและต้องถูกพิจารณาโทษโดยไม่มีการยกเว้น
ยังมีข้อเสนออีกมากมายต่อการดำเนินชีวิตที่หรูหราฟุ่มเฟือยของลุงสมชายและครอบครัวและวัฒนธรรมของตระกูลจักรกาลีที่ลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ของประชาชน และดูถูกประชาชน รัฐสภาของประชาชนจะต้องเปิดอภิปรายเรื่องการจัดวางตำแหน่งและบทบาทหน้าที่ของลุงสมชายอย่างจริงจัง เพื่อเป็นหลักประกันในสิทธเสรีภาพและความเสมอภาคที่เป็นพื้นฐานสำคัญในระบอบประชาธิปไตย
ในเมื่อลุงสมชายอ้างว่าได้รับความรักจากประชาชน จึงไม่จำเป็นต้องมีกองทหารรักษาลุงสมชายถึง 30,000 นาย รัฐสภาต้องรีบหาทางยุบเลิกกองกำลังทหารรักษาลุงสมชาย โดยรัฐบาลต้องมีมาตรการจัดสร้างอาชีพทางเศรษฐกิจทดแทนให้คนที่ถูกปลดประจำการนี้ พร้อมทั้งต้องพิจารณาถึงการนำสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระราชากลับมาสู่การดูแลของรัฐ เพราะประเทศไทยได้ผ่านยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่พระราชาสามารถสร้างความมั่งคั่งผ่านทางอำนาจที่มีล้นฟ้าเหนือประชาชนทั้งประเทศ ถึงเวลาที่ประชาชนทั้งประเทศจะได้บริหารทรัพยากรในชาติร่วมกันโดยผ่านตัวแทนของประชาชนเอง พวกข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่กินเงินเดือนจากงบประมาณแผ่นดินประมาณ 2.6 ล้านคน ต้องปลูกฝังให้มีจิตสำนึกรับใช้เจ้าของประเทศคือประชาชน ไม่ใช่มุ่งรับใช้แต่พวกตระกูลจักรกาลี หรืออ้างว่าตนเป็นข้ารับใช้ลุงสมชาย
ต้องเปิดพื้นที่รับฟังความเห็นเกี่ยวกับสถานะของลุงสมชาย การพยายามปิดกั้นปิดปากโดยเอากฎหมายห้ามหมิ่นลุงสมชายมาเล่นงานประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆไม่ใช่การแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง การแก้ปัญหาการเมืองของประเทศต้องอาศัยการพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาภายใต้หลักการประชาธิปไตย การจับคนนั้นคนนี้เข้าคุก เป็นเรื่องไม่มีเหตุมีผล และจะนำไปสู่การปะทะกัน การแก้ไขปรับปรุงสถาบันพระราชา จะทำให้สถาบันพระราชามีความมั่นคงภายใต้ระบอบประชาธิปไตยเหมือนในประเทศที่เจริญ แทนที่จะให้ข้อมูลด้านเดียวตลอดเวลา หรือให้ทหารออกมาตบเท้าบังคับให้ทุกคนต้องเงียบ เป็นการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพ ลุงสมชายใช้เงินงบประมาณเหมือนข้าราชการอื่นๆ จึงต้องมีการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงบทบาทของลุงสมชายให้สอดคล้องกับหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย หลักนิติธรรม และพัฒนาการของโลกสมัยใหม่
สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเรื่องสาธารณะ เป็นสิทธิอันชอบธรรมและได้รับการรับรองตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล การแก้ปัญหาวิกฤตบ้านเมืองหลังการรัฐประหาร19 กันยา2549 และ สถานการณ์ที่น่าวิตกที่เป็นมานาน ต้องแก้ที่สาเหตุอย่างแท้จริง คือที่ตัวลุงสมชาย มิใช่แก้ด้วยการปราบปรามคนที่พูดความจริง แต่การจะแก้ปัญหาได้อย่างจริงจังก็อยู่ที่ประชาชนที่จะต้องร่วมมือร่วมใจกันเปลี่ยนการปกครองจากระบอบราชาธิปไตยมาเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง

.....

ไม่มีความคิดเห็น: