วันอังคารที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2554

เรื่องหลังบ้าน 001 : ลุงสมชาย SS 01


ฟังเสียง :  
http://www.mediafire.com/?e9k8d5ajvdd7y9e
http://www.4shared.com/audio/0x-9US_d/Stream_Stable_Story__001_.html

..........
เรื่องหลังบ้าน ท่านเจ้าของคอกม้า
โดย : หลวงไพเราะวิเคราะห์ราชการ
และ ขุนชำนาญวิจารณ์ราชกิจ

...........


ก่อนการยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 เปรมิกาประธานที่ปรึกษาของลุงสมชาย ได้เดินสายปลุกระดมบรรดานายทหาร ว่า
ทหารเปรียบเสมือนม้า รัฐบาลเป็นแค่คนขี่หรือจอกกี้มิใช่เจ้าของม้า เจ้าของม้าที่แท้จริงก็คือพระราชาซึ่งเป็นเจ้าของคอกม้า
...





ลุงสมชาย:เสาหลักที่เริ่มพิการ


คนจีนมีภาษิตเก่าที่กล่าวว่า เมื่อเข้าสู่วัยชราก็จะมีสิ่งที่พึ่งพาได้สามสิ่ง คือ ทรัพย์สมบัติเก่า เพื่อนเก่า และภรรยาเก่า ชีวิตในวัยสูงอายุเป็นวัยของการพักผ่อน เป็นวัยเกษียณ ปล่อยวาง เข้าหาความสงบสุข อยู่กับบ้าน ดูการเติบโตและความเจริญของลูกหลาน


ลุงสมชายประสบความสำเร็จสูงสุดได้ขึ้นสู่ตำแหน่งหมายเลขหนึ่งตั้งแต่อายุได้เพียง 19 ปี สืบต่อจากพี่ชายที่เสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำในบ้านหลังใหญ่ ที่ลุงสมชายน่าจะตกเป็นผู้ต้องหาคนสำคัญ ด้วยพยานหลักฐานแวดล้อมรอบด้าน แต่อาศัยสิทธิพิเศษ และการช่วยเหลือจากหลายฝ่าย ทำให้ลุงสามารถหลุดรอดคดี ฐานฆ่าพี่ชายที่เป็นเบอร์หนึ่งของประเทศและได้กลายเป็นผู้ที่ครองอำนาจสูงสุดที่ยาวนานที่สุด และมั่งคั่งกว่าใครทั้งในด้านทรัพย์สมบัติและอิทธิพลบารมี

ชีวิตในวัยชรากว่า 80 ปี น่าจะเป็นชีวิตที่สงบสุขหลุดพ้นจากภารกิจ ได้เสวยความสุขสำราญจากทรัพย์สินและอำนาจบารมีที่สะสมมากว่าหกสิบปี แต่ลุงสมชายต้องกลายเป็นผู้ป่วยที่อาศัยโรงหมอเป็นที่พำนักระยะยาว ในบั้นปลายของชีวิต และใช้เป็นสำนักงานบัญชาการอย่างไม่มีกำหนด

ตอนนี้ลุงเป็นอะไร
ทำไมถึงไม่กลับบ้าน


21 กันยายน 2552

ลุงสมชายเข้ารักษาตัวกับหมอทางระบบประสาทมือหนึ่ง เป็นหมอประจำตัวของลุง โดยอาการเจ็บป่วยของลุงเริ่มเป็นมากตั้งแต่ ช่วงเย็นวันอังคารที่ 15 กันยายน 2552 ลุงไปโรงหมอสีหราช ด้วยอาการปวดศีรษะ ความดันขึ้น ลิ้นขยับไม่ค่อยได้ แต่ยังไม่ได้นอนโรงหมอ และลุงสมชายต้องมาโรงพยาบาลอีกรอบในวันพุธ ด้วยอาการเดิม โดยแอบไปเงียบๆ สุดท้ายก็ต้องมานอนโรงหมอจนได้ เพราะหมอเห็นท่าจะไม่ดี

วันนั้นลุงมีอาการสมองขาดเลือดเล็กน้อย และมีไข้ติดเชื้อที่ปอด ได้ทำการตรวจคลื่นสมองแล้ว อาการยังไม่น่าไว้ใจ นอนอยู่ ชั้น 16 ชั้นนี้คนอื่นห้ามใช้ มีทีมหมอเก่งๆที่ไประดมกันมาหลายสิบคน อาการของลุงยังทรงๆอยู่
เนื่องจากลุงมานอนเป็นคืนแรกๆ จึงนอนไม่ค่อยหลับ หมอให้ยาช่วยให้หลับ ป้าสมจิตมาสักพักก็กลับ ตัวจริงของลุงแก่ลงไปมาก เจ้าหน้าที่ไปเก็บปัสสาวะไปตรวจ



วันนี้ลุงไม่ค่อยมีไข้ แต่อาการโดยรวมยังไม่ค่อยดี มีการตามตัวหมอจากอเมริกาที่เคยผ่าหลังให้ลุงเมื่อ 3 ปีก่อน เพื่อมาช่วยดูอาการปวดหลัง เมื่อวานลุงไปตรวจหามะเร็ง แต่ลุงมีพฤติกรรมแปลกๆ ชอบพูดเรื่องเก่าๆ กินข้าวแล้วก็บอกยังไม่ได้กิน ทำให้หมอสงสัยว่าลุงเป็นโรคเกี่ยวกับสมอง


ตอนเย็นลุงมักเริ่มสับสน ลุงเพ้อถึงหมอนิดตลอดเวลา (
หลวงนิตย์เวชชวิศิษฏ์ ) ลุงบอกว่าคราวนี้ หมอนิดต้องช่วยด้วยนะ หมอนิดเป็นหมอที่เรียนเมืองนอกพร้อมคุณย่าสังวอนและสนิทกับครอบครัวของลุงมาก เล่ากันว่าตอนที่พี่ชายลุงถูกยิงตาย ลุงถึงกับคุกเข่าขอให้หมอนิดช่วย



24 กันยายน 2552


เสี่ยอูกลับจากเยอรมันตั้งแต่เมื่อวาน เพราะต้องมาถวายดอกไม้ให้ปู่ เสี่ยไปเยอรมันกับน้องนุ้ย ไปพักที่โรงแรม เคมเพน สกี้ (Adlon Kempinski ) ที่เยอรมัน ของลุงที่เสี่ยมีหุ้นอยู่ด้วย



พอลงเครื่องที่กองบิน แกก็ตรงไปหาเมียใหม่ล่าสุดที่เป็นแอร์เหมือนกันทันที อายุคราวลูกชื่อ พลอยสว่าง เสี่ยสั่งรถทหารไปขนเอาไม้สักทองที่เชียงรายโดยมีรถตำรวจทางหลวงนำทางเพื่อ มาสร้างบ้านหลังใหม่ให้พลอยสว่าง จะทำเป็นสถานที่รับรองแขกวีไอพี มีการติดต่อ กรมประมงค์ กรมการเกษตร เพื่อหาปลา ต้นไม้ ต่างๆ มาลง และกรมโยธาธิการเป็นแม่งาน แบบเดียวกับบ้านของของพ่อรัศมีจันทร์ แต่คราวนี้ไม่รู้ว่าจะสร้างและทุบอีกกี่รอบ

วันก่อนปังปอนลูกชายของรัศมีจันทร์มาเยี่ยมปู่ ปังปอนเป็นโรคสมาธิสั้น คือซนมาก อยู่ไม่สุข วุ่นวายตลอด อาจเป็นเพราะเกิดมาโดยวิธีพิเศษ ใช้น้ำเชื้อเสี่ยอูโดยการเจาะดูดน้ำเชื้อออกมา แล้วต้องการเลือกเพศชาย เลยอาจมีผลแทรกซ้อนจากเชื้อไม่แข็งแรง ปังปอนเป็นโรคลมชัก มาที่โรงหมอสีหราชหลายครั้ง อาจมีผลกับการพัฒนาการทางสมอง ที่ชาวบ้านเรียกว่า เอ๋อหรือเป็นเด็กพิเศษที่สมัยก่อนเรียกว่าโรคปัญญาอ่อน



ลุงกินได้มากขึ้น แต่ต้องใส่ผ้าอ้อม เพราะควบคุมปัสสาวะไม่ได้ ไม่ค่อยเพ้อแล้ว ช่วงก่อนลุงเพ้อตลอดว่า "หมอนิด ต้องช่วยอีกทีนะ อย่าทิ้งเรานะ" พูดซ้ำไปซ้ำมาทั้งวันเลย หมอเจาะเลือดไปตรวจก็ปกติ ไข้ลดลง แต่ยังหาสาเหตุไม่พบ




ลุงมานอนโรงพยาบาลด้วยอาการนอนหลับนานผิดปกติ และเมื่อตื่นก็ยังดูเหมือนตื่นไม่เต็มที่ ทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computer Topography) ผลยังไม่ชัดเจน ลุงไม่ได้ตรวจคลื่นสมองเพราะลุงบ่นว่าอยู่ในอุโมงค์ มันอึดอัด ถ้ายังบังคับให้ทำ ลุงจะขอย้ายไปโรงหมอจุฬา

หมอเห็นว่าลุงยังดูซึมๆอยู่ ปกติลุงจะแผลงฤทธิ์มากกว่านี้ เมื่อ 3 ปีก่อนหลังการผ่าหลัง หมอจะให้ลุงฝึกเป่าเครื่องขยายปอด ( Pulmonary Function Test ) ลุงไม่ยอมทำ แถมยังประชดจะไปเป่าแซกโซโฟนแทน ครั้งนี้ลุงเริ่มป่วยตั้งแต่อยู่ที่หัวหิน เพราะคนรับใช้เห็นลุงตื่นผิดเวลาบ่อยๆ เมื่อตื่นนอนแล้วก็ยังดูเบลอๆ หมอที่หัวหินจึงส่งมารักษาที่สีหราช หมอที่รักษาลุงมีหลายทีม แต่ได้ตรวจลุงอาทิตย์ละครั้ง เพราะลุงไม่ชอบให้มาตรวจบ่อยๆ

30 กันยายน 2552

ลุงทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เพื่อตรวจอาการทางปอด เพราะสมัยหนุ่ม ลุงสูบุหรี่จัดมาก สูบวันละเป็นซอง และลุงมักจะดื่มวิสกี้ ตอนเลี้ยงวันเกิดก็ดื่มแต่วิสกี้ ช่วงหลังลุงเปลี่ยนมาดื่มบรั่นดีเฮนเนสซี่ คนไทยก็แห่มาดื่มบรั่นดีตามลุง จนบางครั้งทำให้บรั่นดีขาดตลาด ลุงพึ่งเลิกกินเหล้าเมื่อไม่นานมานี้เอง

ปกติชั้น 16 ห้ามบุคคลขึ้นไป คนธรรมดาก็ไปได้แค่ชั้น 15 เท่านั้น ชั้น 15 ทำเป็นห้องผู้ป่วยพิเศษ แต่ชั้นที่ 16 มีห้องลุงเพียงห้องเดียว ภายนอก ตกแต่งด้วยหินอ่อนสีขาว ภายในห้องใหญ่จะแบ่งเป็นหลายห้อง มีห้องคนเฝ้าไข้ ห้องหมอเวร ห้องญาติ ห้องต่างๆ ตกแต่งหรูมาก
เมื่อวานลุงมีไข้สูง จึงเอาเสมหะไปตรวจ พบว่าเป็นปอดปวม ตอนแรกก็กินได้มากขึ้น แต่ตอนนี้กลับกินไม่ค่อยได้ ยังไม่รู้ว่าไข้มาจากอะไร เทียบกับเมื่อ 3 ปีก่อน ที่ลุงมาผ่าหลังกับหมออเมริกัน ตอนนั้นลุงยังเดินคล่องอยู่เลย คงเป็นอาการทางสมอง ซึ่งเป็นอาการหลักที่ลุงต้องมานอนโรงหมอ ส่วนอาการไข้เพิ่งมาเป็นหลังจากนอนโรงหมอแล้ว


พยาบาลเข็นลุงไปเอกซเรย์สมอง ผลการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองของลุง พบว่าเนื้อสมองฝ่อลง คือ สมองเสื่อม หรือเซลล์สมองบางส่วนตาย (Stroke /Brain Attack)ไม่พบเลือดออกในเนื้อสมอง โพรงสมองขยายขึ้นเล็กน้อย
แต่ไม่เคยมีการแถลงการณ์ เกี่ยวกับอาการทางสมองแม้แต่ครั้งเดียว มีแต่การแถลงว่าลุงมีอาการปอดอักเสบ มีคำสั่งให้หมอด้านสมองดูแลลุงอย่างใกล้ชิด ห้ามไปทำงานที่อื่น
หมอให้ความเห็นว่า อนาคตของลุงมีทางเป็นไปได้สามทาง
แบบที่หนึ่ง อยู่โรงพยาบาลไปเรื่อยๆ กินข้าวได้ ไม่มีไข้ นอนหลับได้ดี เหมือนพระสังฆราชที่ตอนนี้อายุ 96 ปีแล้ว อยู่โรงหมอจุฬามาไม่รู้กี่ปีแล้ว กินข้าวได้ ไม่มีไข้ นอนหลับดี มีโอกาสเป็นไปได้ 65 เปอร์เซนต์
แบบที่สอง เสียชีวิต มีความเป็นไปได้ 25 เปอร์เซนต์
แบบที่สาม กลับบ้านโดยหายดี มีความเป็นไปได้ 10 เปอร์เซนต์


หมอสรุปผลการวินิจฉัยว่า ลุงเป็นเส้นเลือดสมองตีบตันเป็นครั้งที่ 2 ทำให้การทำงานต่างๆ ของร่างกายลดลงไปมาก เดิมทีลุงเคยเป็นเส้นเลือดสมองตีบตันมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อปลายปี 2550 ลุงเป็นโรคหัวใจเคยผ่าตัดใส่บอลลูนและเป็นโรคพาร์กินสันร่วมด้วย ( คือโรคสมองและประสาทส่วนกลางผิดปกติ มีอาการมือสั่นศีรษะสั่น เคลื่อนไหวช้า ทรงตัวไม่ค่อยดี ) โดยอาการจะออกทางขามากกว่าแขน เดินเองไม่ค่อยได้ ขาสั่นตลอดเวลา
ลุงมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง ความจำลดลง เพ้อถึงเรื่องพี่ชาย พี่สาว ตลอดเวลา ต้องทำกายภาพแขนและขา เพื่อให้มีแรง มีการดูดเสมหะ และเคาะปอด ( คือ เอามือตบเบาๆบริเวณปอดเพื่อขับเสมหะที่คั่งค้าง ) พอลุงมีอาการปอดอักเสบ วันรุ่งขึ้นไข้กลับหายไป เพราะว่าเส้นเลือดที่สมองตีบ ทำให้กล้ามเนื้อที่ใช้กลืนอาหารมีปัญหา เมื่อกินอาหารจะสำลักลงปอดเกิดอาการปอดอักเสบ และมักจะมีเสมหะอุดตัน พอทำกายภาพ เคาะปอดดูดเสมหะออก ไข้ก็ลดลง
พอกินทางปากไม่ได้ เพราะกินแล้วกลัวว่าลุงจะสำลักอีก หมอจึงให้อาหารทางสายน้ำเกลือ แต่พอเริ่มกินทางปาก บางวันก็สำลักเพราะอาหารลงปอดทำให้กลับมามีไข้อีก ตอนนี้ต้องทำกายภาพเพราะกลัวว่าแขนขาจะลีบ
หมอบอกว่าต่อไปอาการทางสมองน่าจะหนักขึ้น เช่นช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ความจำเลอะเลือน สุดท้ายก็จะตายอย่างทรมาน แต่ถ้ามีครอบครัวที่อบอุ่น ก็คงจะช่วยให้อะไรๆดีขึ้นบ้าง
ต่อไปก็คงจะมีแต่ข่าวว่า กินได้ดี นอนหลับ ไม่มีไข้ ทำกายภาพ ปอดไม่อักเสบแล้ว ก็จะวนไปวนมาแบบนี้ตลอด แต่สิ่งสำคัญคืออาการทางสมอง เช่น ความจำ สติสัมปชัญญะ การรับรู้ ว่าต่อไปลุงจะบริหารงานเองได้หรือไม่

13 ตุลาคม 2552

ลุงมีอาการทางสมองค่อนข้างชัด ขนาดจะเดินไปเข้าห้องน้ำเอง หรือจะเปลี่ยนช่องทีวีเองก็ยังทำไม่ได้ ร่างกายซูบลงไปมาก น้ำหนักลดไปไม่ต่ำกว่า 10 กิโล คงต้องนอนโรงหมอต่อไปแบบไม่มีกำหนด เปรียบเหมือนรถที่แล่นไปโดยไร้จุดหมายปลายทาง ไม่รู้ว่าจะดับลงตรงที่ใดเพราะดูจากสภาพแล้วไม่มีอะไรแน่นอน หมอเวรที่มานอนเฝ้า ก็เป็นหมอระบบประสาททั้งนั้น คงกลัวจะมีอาการทางสมองกำเริบอีก ทุกวันตอนเช้า ก็ฝึกกายภาพแขน ขา นั่งๆ นอนๆ แบบเดิมทั้งวัน ช่วงบ่ายบางวันก็ให้เป่าลมทำกายภาพปอด ทำซ้ำแล้วซ้ำอีก บางวันก็เอาเลือดไปตรวจ บางวันก็เอาปัสสาวะไปตรวจ บางวันก็ลงไปทำเอ็กเรย์ปอด มันเป็นเรื่องน่าเบื่อและน่าทรมานที่ต้องมาอยู่สภาพอย่างนี้ทั้งผู้ป่วยรวมทั้งหมอและพยาบาลที่ต้องทำงานซ้ำๆกับผู้ป่วยรายเดิมโดยไม่ได้ทำหน้าที่อื่นเพื่อฝึกฝนยกระดับความรู้ความสามารถของตนอย่างที่เคยปฏิบัติเป็นปกติ

ช่วงนี้ลุงเพ้อถึงคุณย่าสังวอน คงเพราะใกล้วันเกิดแม่สังวอน คือวันที่ 21 ตุลา
แต่หญิงเล็กกลับออกมาแถลงข่าวว่า ลุงสมชายจะแข่งกินผัก แต่ลุงกินไม่ได้เพราะสำลักลงปอด กลายเป็นปอดบวมเนื่องจากสมองและประสาทมีปัญหา หมอต้องให้อาหารทางเส้นเลือดเกือบทั้งหมด หญิงเล็กพูดแต่เรื่องของอาการที่ปอด ทั้งๆที่เอกซเรย์สมองไปไม่รู่กี่ครั้ง กลับไม่แถลงเรื่องอาการทางสมอง

เมื่อก่อนหมอเคยให้อาหารทางสายยางผ่านทางรูจมูก แต่ลุงคงเจ็บและอึดอัด หมอก็เลยเปลี่ยนมาให้ทางเส้นเลือดอีกครั้งหนึ่ง ช่วงนี้ลุงไม่ค่อยมีแรง เดินเองไม่ได้ แทบจะนอนเตียงตลอดเวลา มีไข้ต่ำๆ พอมาเป็นโรคพาร์กินสันอีก ทำให้อาการสั่นรุนแรงมากขึ้น ยิ่งทำกายภาพยากขึ้นไปอีก หน้าจะแข็งๆ ไม่ค่อยมีสีหน้า

วันๆต้องทำกายภาพทั้งเคาะปอด ( Lung Percussion ) ฝึกเป่าลมช่วยให้ปอดไม่แฟบ และการทำกายภาพแขน ขา เพื่อเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อ แต่ก็ทำได้ลำบาก เพราะลุงเป็นพาร์กินสัน แขน ขาเกร็งตลอดเวลา ไม่สามารถยืนหรือเดินด้วยตัวเองได้ กินข้าวเองยังไม่ได้ ต้องขอความช่วยเหลือจากคนอื่น ความจำค่อนข้างเลอะเลือน ต้องใส่ผ้าอ้อมตลอด ป้องกันไม่ให้อุจจาระเลอะเปรอะเปื้อน

ป้าสมจิตมาเฝ้าทุกคืน แต่ก็นอนดึกเพราะต้องอยู่คอยต้อนรับลูกๆ ที่จะมาเยี่ยมลุง หญิงกลางที่เป็นอาจารย์สอนจปร.ก็มาทุกวัน และนอนค้างกับลุงตลอด ส่วนหญิงเล็กตอนนี้ไปญี่ปุ่นและจีน ปกติหญิงเล็กมักจะมาตอนสี่ทุ่ม และกลับประมาณตี 4-5 ส่วนเสี่ยอูอาทิตย์หนึ่งจะมา 2-3 ครั้ง แต่อยู่ไม่เกิน 15 นาที




ส่วนรัศมีจันทร์ข่าวว่ามีคำสั่งจากเสี่ยอูไม่ให้มา สามีภรรยาคู่นี้ในทางพฤตินัยต้องถือว่าหย่าขาดจากกันแล้ว เพราะตอนนี้ไม่ได้อยู่ด้วยกัน เสี่ยกำลังอยู่กับเมียใหม่ที่ดอนเมือง คงอยากมีลูกกัน ส่วนรัศมีจันทร์ต้องทนอยู่เพื่อหน้าตา ต้องแสดงละครว่ายังรักกัน ลุงเพ้อว่าอยากไปมุกดาหาร ไปอนุ สาวรีย์ จอมพล สฤษดิ์ผู้เปรียบเสมือนลูกรักของลุง ที่สามารถปราบศัตรูของลุงได้อย่างเด็ดขาด ระยะนี้มีเรื่องที่ทำให้ลุงเครียดที่วงศ์ตระกูลถูกเปิดโปงสารพัด และมีนักวิชาการเอาเอกสารของนายปรีดีออกมาเผยแพร่ ว่าอะไรเป็นอะไรในเช้าวันที่พี่ชายลุงถูกยิงเสียชีวิต เรื่องนี้ครอบครัวลุงถือว่าเป็นเรื่องต้องห้าม เพราะเป็นที่รู้ๆ กันอยู่ว่าเกิดอะไรขึ้น ใครเป็นคนยิง ทำให้ลุงเครียดขึ้นมาทันที


30 พฤศจิกายน 2552 ลุงยืนและเดินนานไม่ได้ เพราะขายังไม่มีแรง และเคยผ่าหลังมาก่อน ถ้ายืนนานๆ ขาจะสั่นมาก งานทุกอย่างจึงต้องยกเลิกไปก่อน แต่ป้าสมจิตไม่อยากให้ยกเลิกงานสำคัญ เพราะป้าถือว่าเป็นลางไม่ดี ป้าได้ไปดูดวงมา หมอดูให้แก้เคล็ดโดยให้ใช้เลข 12 ที่เป็นวันเกิดของป้าเป็นเลขมงคล โดยให้จัดงานฉลองให้ลุงเป็นจำนวนทั้งสิ้น 12 วัน โดยเริ่มตั้งแต่ 2-13 ธันวาคม โดยจัดงานให้ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยจัดมา ให้ใช้งบประมาณทั้งสิ้น อาจจะ 1,200 ล้านบาท ในวันเกิดลุง ให้มีการจุดดอกไม่ไฟ 120,000 ลูก ถ้าทำได้เช่นนี้ตามที่หมอดูแนะนำ อำนาจของลุงก็จะยังดำรงอยู่ต่อไป ค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้เบิกจากงบประมาณส่วนกลางเพื่อความสะดวกรวดเร็ว โดยเกณฑ์คนไปเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นแบบนี้ทุกงาน ไม่ว่าญาติของลุงคนไหนจะเกิด จะตาย

แต่ปีนี้อภิเสกและห้อยได้เป็นรัฐบาล จึงระดมคนมางานได้เต็มที่ โดยเกณฑ์ข้าราชการให้เบี้ยเลี้ยงคนละ 100 บาท กับข้าวหมูทอดหนึ่งกล่อง ถ้าใครไม่มา ต้องถูกลงโทษทางวินัย และต้องชี้แจงเหตุผลต่อหัวหน้างาน โดยมีการเช็คชื่อกันทุก 2 ชั่วโมงเพื่อป้องกันไม่ให้มีใครแอบหนีกลับบ้านไปก่อน แต่ที่เต็มใจมาเองก็มีประมาณร้อยละ 20 วันเกิดช่วงเช้าที่ลุงต้องออกโรงเองเพราะต้องการแสดงให้เห็นว่าตนยังแข็งแรงดีและยังอยู่ได้อีกนาน ยังไม่ตายง่ายๆ

วันเกิดปีที่ 82
ลุงยังใหญ่ได้อีกนาน


8 ธันวาคม 2552

ลุงสมชายยังไม่ค่อยหายดีนัก ทีมงานเองไม่อยากให้ลุงออกงานโชว์ตัว เพราะยังมีอาการปอดบวมอยู่ ยังเดินเองไม่ได้ ต้องนั่งรถเข็นตลอดเวลา แต่ลุงเป็นคนดื้อ ใครพูดก็ไม่ฟัง เลยต้องปล่อยให้ลุงออกไปออกงานโชว์ตัวในงานฉลองวันเกิด คราวนี้แท่นที่ลุงนั่งแทบจะเตี้ยติดดิน เพราะลุงไม่อาจปีนบันไดขึ้นไปบนแท่นได้สูงเหมือนแต่ก่อน ถ้าเป็นสมัยก่อนแท่นจะสูงมาก แทบจะต้องแหงนหน้าขึ้นไปคุยด้วย ภาพที่เห็นในทีวีก็ไม่ใช่การถ่ายทอดสด มีการป้องกันเหตุการณ์ที่อาจคาดไม่ถึง จึงต้องดีเลย์หรือชะลอภาพและเสียงประมาณ 15-45 นาที

ตอนที่กำลังเคลื่อนย้ายลุง จากรถเข็นไปที่รถตู้ กล้องจะจับภาพไปที่ป้า ไม่ให้ถ่ายภาพลุง จังหวะนี้ต้องใช้เวลาในการเคลื่อนย้ายลุงเกือบครึ่งชั่วโมง แต่ในภาพดูเหมือนแป๊บเดียวเพราะมีการตัดต่อภาพ และตอนอยู่หลังม่าน



ก่อนที่ลุงต้องปีนไปอยู่บนแท่น ฉากนี้ก็มีการชะลอภาพเกือบครึ่งชั่วโมง และลุงก็เกือบพลาดตกรถเข็น ยังดีที่มีคนมาจับไว้ทัน กว่าที่ภาพจะออกมาอย่างที่เห็นก็เล่นเอาทุลักทุเลเต็มที ที่จริงลุงไม่มีความจำเป็นต้องออกมาแสดงตัวเลย มันเป็นการทรมานสังขารตัวเองมากกว่า
งานฉลองวันเกิดลุง 5 ธันวา 2552 ถ้าสังเกตเปลือกตาข้างขวาของรัศมีจันทร์ จะมีรอยบวมช้ำ จากการที่รัศมีจันทร์โดนเสี่ยสั่งสอน เพราะตามไปด่าเมียน้อยเสี่ยอูถึงบ้าน

15 ธันวาคม 2552

สีหน้าของลุงดูบึ้งตึง ดูแข็งกร้าวกว่าเมื่อ 3 ปีก่อน อาการสั่นของโรคเก่ากำเริบหนักขึ้น ร่วมกับอาการเส้นเลือดสมองอุดตันทำให้ลุงดูแย่ลง ไม่คล่องแคล่วว่องไวเหมือนก่อน ลุงมีอารมณ์แปรปรวนมากขึ้น ตอนเช้าก็จะต้องกินข้าวกล้องงอก แถมกำชับว่าต้องได้กินแบบขนาดเม็ดข้าวต้องเท่ากันทุกเม็ด สีก็ต้องสีเดียวกันทุกเม็ด น้ำก็ต้องเอามาจากหัวหินเท่านั้น มิฉะนั้นคนรับใช้จะเดือดร้อน ตอนเย็นหลังจากเสร็จภารกิจประจำวัน ลุงก็เริ่มเปล่าเปลี่ยว คล้ายคนไร้ญาติขาดมิตรที่ไว้ใจได้ บางทีก็เริ่มมีน้ำตาคลอเบ้า แกคงกำลังคิดถึงใครสักคนเพราะตอนนี้ลุงคงจะรู้ว่าคนที่รักแกจริงๆโดยไม่ได้หวังผลประโยชน์อะไรจากตัวแกนับวันจะน้อยลงไปทุกที
ทีมงานลุงเริ่มหาสมาชิกห้างร้านที่อยากได้รูปปั้นครุฑที่เรียกว่าครุฑพ่าห์ไปติดที่หน้าสำนักงานใหญ่ของบริษัท โดยลดราคากระหน่ำ และไม่ต้องจ่ายค่าเปอร์เซนต์เหมือนแต่ก่อน เพราะรู้ดีว่าเศรษฐกิจไม่ดี และยี่ห้อของลุงก็ไม่ขลังไม่ศักดิ์สิทธิ์เหมือนแต่ก่อน เพราะแม้แต่รักสินที่ได้ครุฑไปติดที่หน้าตึกชินวัตรถึงสามตัวก็ยังโดนลุงและป้าสั่งไล่ล่าไม่เลิก

22 ธันวาคม 2552ลุงยังมีอาการทางร่างกายซีกซ้าย โดยเฉพาะมือซ้ายที่อ่อนแรงไปอย่างเห็นได้ชัด ลุงทรงตัวไม่ได้ดี ยังนั่งตัวเอียง เดินเองไม่ได้ อาการเส้นเลือดตีบคราวนี้มีผลมาก ถ้าลุงสามารถกำจัดและขุดรากถอนโคนรักสินกับพวกเสื้อแดงได้หมดสิ้นแล้ว ลุงก็คงจะกลับไปอยู่บ้านที่ริมชายหาดหัวหิน เพราะอากาศดี และลุงเคยมีสุนัขที่แกรักมากที่สุด เป็นสุนัขที่ฉลาดมาก แต่หลังจากที่มันจากไป มันทำให้แกคิดถึงมันมาก

มันคือคุณทองดำ หรือที่จริงน่าจะเรียกว่าคุณหญิงทองดำเพราะมันมีลูกมีครอบครัวแล้ว เป็นสุนัขที่มีตำแหน่งสูงกว่าราษฎรทั่วไป ลุงรักมันมากถึงขนาดตั้งนามสกุลให้ และยังเอานามสกุลของมันมาตั้งเป็นชื่อบริษัทขายของกินให้ราษฎร ชื่อ สุวรรณกาฬ แปลว่า ทองดำ ลุงคงต้องการเปรียบเทียบให้ราษฎรได้สำนึกว่าแม้แต่สุนัขของลุงก็ยังสูงส่งกว่าราษฎรทั่วไป

ลุงต้องทำกายภาพ ตอนนั่งไม่สามารถทรงตัวได้ ร่างกายอ่อนแรงไปข้างหนึ่ง ตัวจะเอียงไปทางข้างขวา ราว 30 องศา ถึงขนาดต้องใช้มุมกล้องช่วยเพื่อไม่ให้ดูน่าเกลียด ยืนเองไม่ได้ และตอนนี้เริ่มกลับมาดูดซิก้าร์อีกแล้ว จริงๆ ทีมงานจะห้ามเด็ดขาด เพราะกลัวว่าจะมีอาการแบบที่เคยเป็นมาอีก ลุงคงเครียดเรื่องเหตุการณ์บ้านเมือง และวิตกว่าถ้าตนเป็นอะไรไปครอบครัวจะอยู่กันอย่างไร ลูกชายก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะเป็นผู้เป็นคนที่พอฝากฝังให้สืบทอดอำนาจได้ ลูกสะใภ้ก็เป็นอดีตนักร้องคาเฟ่ ที่ลุงและป้าอยากให้รีบๆเลิกกันเสียที เพราะมันทำให้วงศ์ตระกูลของลุงดูตกต่ำลงไปมาก เสี่ยอูก็ต้องหาทางเลิกลากับรัศมีจันทร์เพื่อเอาใจลุงและป้าโดยมีเก้าอี้ใหญ่เป็นตัวล่อ
ทุกคนในบ้านลุงรวมทั้งเปรมิกาและลูกน้องทั้งหมดอยากให้ลุงมีอายุเกินกว่าร้อยปีเพราะลุงเป็นหลักประกันความมั่นคงและมั่งคั่ง ของตระกูลและเครือข่ายทั้งหมด แม้ว่าลุงอาจจะป่วยเรื้อรังไปเรื่อยๆ แต่ตราบใดที่ลุงยังมีลมหายใจ ก็ย่อมเป็นที่อุ่นใจและที่พึ่งพิงที่ไว้ใจได้ของบริวารทุกคน ลุงต้องหอบสังขารมาอ่านคำปราศรัยในวันเกิด เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้ลูกน้อง ทั้งๆที่ลุงแทบจะไม่มีเรี่ยวแรง ตักข้าวกินเองไม่ได้ นอนได้อย่างเดียว สมองยังรับรู้เรื่อง แต่เรื่มมีอาการหลงๆ ลืมๆ ใช้คำผิดๆถูกๆ จะเอาแปรงสีฟันไปตักข้าวกิน และชอบนอนดึก

แต่หญิงเล็กกลับออกมาแถลงข่าวว่าลุงแข็งแรงดี ขี่จักรยานเสือหมอบได้ ก็ขนาดแค่นั่งให้ตรงลุงยังทำไม่ได้เลย สังเกตมือข้างที่ตามองไม่เห็นคือมือข้างขวา จะเกร็งเหมือนกำมือตลอดเวลา แต่ต้องปกปิดความจริงเพื่อให้ราษฎรเชื่อว่าลุงไม่เป็นอะไรมากนัก เพราะลุงเป็นที่พึ่งเดียวและที่พึ่งสุดท้ายของวงศ์ตระกูล
บั้นปลายชีวิตของลุงสมชายผู้ยิ่งใหญ่ แต่กลับไม่มีความสงบราบรื่นเท่าที่ควร เพราะเลี้ยงลูกไม่ได้ดังใจ ทั้งที่ลูกๆก็เติบโตเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว คนโตก็ยังอยากเป็นนางเอกหนังตอนแก่ ลูกชายคนเดียวก็ยังทำตัวให้น่าเป็นห่วง ส่วนหญิงกลางแม้จะวางตัวดีกว่าพี่น้อง แต่ในครอบครัวก็มองว่าเธอทำตัวติดดินมากเกินไป ไม่มีสง่าราศรีสมฐานะเท่าที่ควรเหมือนคนอื่นๆในตระกูล


อาการเส้นเลือดอุดตันบวกกับพาร์กินสันของลุงทรุดลงไปมากและไม่อาจกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิมอีก ถ้าเป็นชาวบ้านทั่วไปน่าจะอยู่ได้ไม่เกิน 2 ปี เพราะโรคพาร์กินสันรุกหนักมาก เห็นชัดจากภาพในจอทีวี แต่ลุงมีทีมหมอมือหนึ่งคอยเฝ้าดูแลตลอดเวลา จึงน่าจะอยู่ได้ต่อไปได้เรื่อยๆอีกนาน
โรคพาร์กินสัน ( Parkinson's Disease ) เกิดจากสมองและประสาทส่วนกลางเสื่อม ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการทางระบบประสาทที่เด่นชัด 3 ประการ ได้แก่ อาการสั่น เกร็ง และเคลื่อนไหวช้า
-อาการสั่น มักเกิดขณะอยู่เฉยๆ คือ สั่นมากเวลาอยู่นิ่งๆ แต่ถ้าเคลื่อนไหวหรือยื่นมือทำอะไร อาการสั่นจะลดลงหรือหายไป มักเกิดขึ้นที่มือข้างใดข้างหนึ่ง มือจะสั่นเวลาเดิน
-อาการเกร็ง มักมีอาการแข็งตึงของแขนขาและลำตัว เคลื่อนไหวลำบาก ปวดตามกล้ามเนื้อ
-อาการเคลื่อนไหวช้า ทำอะไรช้าลงไปจากเดิมมาก เดินช้าและงุ่มง่าม แบบสโลว์โมชั่น สังเกตได้ว่าแขนไม่แกว่ง แขนขาไม่มีแรง และมีความผิดปกติของการทรงตัว เช่น หลังค่อม แขนงอ หกล้มง่าย นั่งตัวเอียง

อาการอื่นๆ ที่มักพบร่วมด้วย คือ ปวดกล้ามเนื้อ ซึมเศร้า นอนไม่หลับ สีหน้าเฉยเมย ไม่แสดงอารมณ์ น้ำลายไหลบ่อยไม่สามารถควบคุมได้ ลายมือเปลี่ยนไป
ขณะนี้ยังไม่มีวิธีการรักษาให้โรคพาร์กินสันหายขาดได้ อาการจะเป็นในระยะสุดท้าย ผู้ป่วยโดยทั่วไปมักจะเสียชิวิตภายในระยะ 2-3 ปี
นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ลุงต้องนั่งตัวเอียง และหน้าบึ้งตึงยิ้มไม่ออก เรื่องการออกงานโชว์ตัวของลุงคงไม่มีปัญหา เพียงแค่ต้องฉีดยากระตุ้นก่อนออกงานทุกครั้ง

ปีนี้ลุงสั่งให้โหมจัดงานประชาสัมพันธ์แสงสีเสียงสี่มิติ โดยทุ่มงบประมาณเต็มที่ ให้เหนือกว่างานฉลองวันเกิดอายุครบ 80 เมื่อ 4 ปีที่แล้ว โดยใช้คำขวัญว่า เดินตามรอยเท้าเตี่ย ใช้ชีวิตอย่างเจียมตัว ให้จัดงานตลอดทั้งปีเวียนไปทุกจังหวัด โดยเริ่มที่นครราชสีมา ใช้งบราชการไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านบาท เพื่อประชาสัมพันธ์คุณงามความดีและผลงานของลุง ในปีต่อไปให้จัดงานไล่เลียงต่อเนื่องกัน ทั้งงานครบ 5 รอบวันแต่งงาน และการเข้ารับตำแหน่งประธานใหญ่
ต่อไปทีมงานจะไม่ยอมให้ลุงออกงานและพูดโดยลำพัง ไม่ให้พูดนาน ไม่ให้พูดสดเหมือนก่อน เพราะลุงเริ่มมีอาการทางสมอง คิดช้าลง แถมยังพูดเรื่องที่ไม่ควรจะพูดออกมามากขึ้น ทีมงานเกรงว่าถ้าลุงไปเผลอพูดเรื่องสำคัญๆกลางจอทีวี มีหวังเกิดปัญหาใหญ่ตามมาแน่นอน คนที่อยู่ใกล้ชิดพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ลุงแก่ลงไปมาก ลุงเปรยออกมาว่า กลัวเป็นเหมือนอาคือรัชกาลที่ 7 อายุน้อยกว่าพ่อของลุงสองปี ที่ภายหลังถูกยึดอำนาจ ก็โดนยึดทรัพย์ และสุดท้ายถูกฟ้องต่อศาลในข้อหายักยอกเงินของประเทศ



14 กุมภาพันธ์ 2553

สิ่งที่สำคัญต่อสุขภาพของลุงคือ ความวิตกกังวลเรื่องความมั่นคงของครอบครัว และอนาคตที่เริ่มไม่แน่นอน เนื่องจากรักสินซึ่งเป็นศัตรูคนสำคัญยังคงลอยนวลและดูจะมีอิทธิพลอยู่มากไม่เหมือนศัตรูคนก่อนๆ ลุงจึงคงต้องแอบกำชับและสั่งการเอง โดยใช้โรงหมอชั้น 14 เป็นกองบัญชาการ
แต่ลุงมักจะอดไม่ได้ที่จะโชว์ปมเขื่องแสดงอำนาจบารมี เช่น จัดแสดงดนตรีวงใหญ่ โดยลุงแต่งชุดหูกระต่ายให้สุนัขเดินนำหน้าเพียงเพื่อไปฟังดนตรีออเคสตร้า บางทีก็ปิดการสัญจรทางน้ำเป็นเวลานานเพื่อให้เรือลอยลำกลางแม่น้ำเล่นดนตรีคลาสสิคให้ลุงได้ฟัง ทำให้ชาวบ้านย่านใกล้เคียงต้องเดือดร้อนกันอยู่บ่อยๆ เพียงเพื่อการสร้างบารมีที่ไม่รู้จักพอ และเป็นการปลุกขวัญเป็นกำลังใจแก่บรรดาผู้ที่ซาบซึ้ง
เนื่องจากลุงเดินไปไหนไม่ได้จึงต้องสั่งการผ่านป้าและเปรมิกา ให้ไปดำเนินการแทน แต่ปล่อยข่าวว่าป้าและเปรมิกาเป็นคนสั่งการเอง เพื่อไม่ให้เรื่องพัวพันมาถึงลุงซึ่งเป็นวิธีการอำพรางที่ลุงได้ใช้มาตลอด แต่มีหลายครั้งที่ลุงกลายเป็นคนย้ำคิดย้ำทำ เช่นออกทีวีกำชับผู้พิพากษาศาลก่อนการตัดสินคดีทางการเมือง ทั้งๆที่ลุงได้มีการสั่งการไปก่อนแล้ว รวมถึงการสนับสนุนนายอภิเสกอย่างออกนอกหน้า
ลุงได้สร้างระบบบริหารและสั่งการที่แบ่งหน้าที่ให้คนอื่นรับผิดชอบ ยอมรับหน้าแทนลุง ทำเป็นว่าลุงไม่รู้เรื่องอะไรเลย แต่ถูกบังคับโดยป้าและเปรมิกา กองทัพและศาลบีบบังคับใช้ลุงเป็นเครื่องมือ ทั้งๆที่ทุกคนต้องทำตามที่ลุงสั่ง โดยมีป้าและเปรมิกาเป็นผู้รับนโยบายมาดำเนินการ เพราะลุงคือเสาหลัก คือ ถ้าลุงยังอยู่ ทุกคนก็ยังอยู่กันได้สะดวกสบายและยิ่งใหญ่มั่งคั่งเหมือนเดิม เหมือนโคลงสมชายมานุสติที่ว่า....หากสมชาย ยังอยู่ยั้ง ยืนยง เราก็เหมือน อยู่คง ชีพด้วย หากสมชายพินาศลง เราอยู่ ได้ฤา เราก็เหมือน มอดม้วย หมดสิ้น วงศ์เทวดา......

วันทำบุญล้างบาป
ที่ประหารคนเพื่อหนีความผิด


17 กุมภาพันธ์ 2498 ตรงกับวันประหารชีวิตผู้บริสุทธิ์สามคนเพื่อปิดคดีปลงพระชนม์รัชกาลที่ 8 ลุงได้จัดงานพิเศษให้กับผู้บริสุทธิ์ ที่ถูกพวกของลุงเอาไปประหารเพื่อปิดคดี ให้ผู้ต้องสงสัยตัวจริงได้รอดพ้นและมีอำนาจยิ่งใหญ่ต่อไป แม้ว่าเหตุการณ์จะผ่านไปกว่าห้าสิบปีแล้วแต่ลุงก็ไม่เคยลืม ทุกครั้งที่ลุงย้อนนึกไปถึงเช้าวันนั้น มันทำให้ลุงน้ำตาคลอทุกที

ทีมงานของลุงต้องการให้ราษฎรลืมเรื่องราวในเช้าวันที่รัชกาลที่ 8 โดนยิงสวรรคต โดยไม่มีการจัดงานรำลึกใดๆ ในขณะที่พี่สาวของลุงซึ่งไม่ได้มีบทบาทหรือความสำคัญอะไรแต่พอเสียชีวิตกลับมีการจัดงานใหญ่โต ฉายหนังเล่นดนตรีเพื่อให้รำลึกถึงอยู่หลายเดือน แต่พี่ชายที่สำคัญกว่ามากกลับเงียบเฉย เพราะกลัวว่าถ้าโฆษณาเรื่องรัชกาลที่ 8 มากๆ ราษฎรจะเกิดคำถามว่า เขาเป็นใคร เป็นอะไรตาย แล้วใครฆ่าเขา อ้าวลุงยังมีพี่ชายอีกคนหนึ่งด้วยหรือ











ลุงไม่เคยไปเหยียบที่เกิดเหตุอีกเลย แต่ที่นั่นก็ยังเปิดใช้เป็นที่รับรอง ส่วนชั้นสองซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุถูกปิดตาย โดยลุงสั่งให้รื้อทำใหม่หมดทั้งห้องที่เกิดเหตุ ไม่ให้เหลือเค้าเดิม ทาสีใหม่ ทุบห้องเป็นห้องเดียว ใครอยากจะไปดูเพื่อศึกษาหาหลักฐานคงหมดสิทธิ์

สมัยที่แม่ของลุงยังอยู่ ท่านจะทำบุญ และนั่งสมาธิ อุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวร ทำเช่นนี้มาทุกปี ขนาดปีที่ท่านเสียชีวิต ท่านยังฝากขอโทษ ขออโหสิกกรรมให้เลิกแล้วต่อกัน ก่อนวันยิงเป้าประหารผู้บริสุทธิ์สามคน คุณย่าสังวอนลงทุนนั่งทำสมาธิ และชวนลุงนุ่งขาวห่มขาวก่อนวันประหารถึง 7 วัน งดกินเนื้อสัตว์ ท่านรู้ว่าการฆ่าคนบริสุทธิ์เป็นบาปมหันต์หลังจากนั้นมาลุงก็ทำบุญให้กับพวกเขาเหล่านั้นทุกๆ ปี และเลิกกินเนื้อ เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้พวกเขาทั้งหมด
เมื่อวานลุงก็นุ่งขาวห่มขาว ทำเหมือนหลายๆ ปีที่ผ่านมา แต่ปีนี้แปลกกว่าปีอื่นๆ เพราะลุงพูดว่า ที่เป็นเช่นนี้ ก็คงเป็นความผิดของฉันเอง ลุงเคยมีความคิดจะสารภาพผิดอยู่หลายครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งสมัยที่ลุงเพิ่งรับตำแหน่งและจะไปแนะนำตัวที่อังกฤษ แต่โดนเจ้าหน้าที่อังกฤษที่อินเดียปฏิเสธ เพราะเขาเชื่อว่า ลุงเป็นต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมด และเมื่อเขามารู้ทีหลังว่า มีคนตายไปอีก 3 คน เขายิ่งรับไม่ได้ งานนั้นทำให้ลุงเสียหน้ามาก

ในช่วงเวลานั้น ลุงสมชายได้ให้นักหนังสือพิมพ์ชาวอเมริกันเขียนหนังสือ เรื่องกษัตริย์นักปฏิวัติ โดยอนุญาตให้เข้าไปสัมภาษณ์ถึงในบ้านหลังใหญ่ อ้างว่าลุงสมชายไม่อยากแทรกแซงคดี ทั้งๆที่ได้แต่งตั้งพวกเดียวกันเล่นงานปรักปรำนายปรีดีและจ้างวานคนมาเป็นพยานเท็จ โดยหลอกว่าถ้ามีฎีกาก็จะยกโทษให้จำเลยทั้งสามคน แต่พลตำรวจเอกเผ่าได้ดำเนินการประหารชีวิตจำเลยไปโดยปกปิดข่าว และแอบเก็บหนังสือฎีกาเอาไว้ ทำให้ลุงสมชายไม่ทราบข่าวการประหารชีวิตเลย จนกระทั่งเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว ทำให้ลุงไม่พอใจมาก



ซึ่งเป็นเรื่องไม่มีมูลความจริง เพราะฎีกาขออภัยโทษของจำเลยทั้งสาม ได้ส่งผ่านจากคณะรัฐมนตรีไปถึงราชเลขาธิการ ซึ่งยืนยันว่าได้ส่งไปให้ลุงสมชายแล้ว และลุงสมชายได้ตอบปฏิเสธ โดยไม่ยอมยกโทษให้ หนังสือพิมพ์สมัยนั้น รวมทั้ง สยามรัฐ ก็ได้รายงานข่าวอย่างแพร่หลาย




มีหนังสือพิมพ์บางฉบับได้ไปสัมภาษณ์ ม.จ.นิกรเทวัญ เทวกุล ราชเลขาธิการ ซึ่งยืนยันว่าฎีกาของจำเลยทั้งสามคนนี้ได้ส่งให้ลุงสมชายมาหลายวันแล้ว
พอวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2498 เวลาประมาณ 4.20 น. นายเฉลียว ปทุมรส ถูกนำตัวเข้าสู่หลักประหารเป็นคนแรก โดยอยู่ในท่านั่งงอขา หันหลังให้ที่ตั้งปืนกลของเพชรฆาต ห่างจากปืนกลประมาณ 5 เมตร นักโทษถูกมัดเข้ากับหลักประหาร มือทั้งสองพนมถือดอกไม้ธูปเทียนไว้เหนือหัวมีผ้าขาวมัดไว้ และมีผ้าขาวผูกปิดตา ด้านหน้านักโทษเป็นกองดิน ด้านหลังเป็นฉากผ้าสีน้ำเงิน บังระหว่างนักโทษกับเพชรฆาต บนฉากผ้ามีวงกลมสีขาวเป็นเป้าสำหรับเพชฌฆาต ซึ่งตรงกับบริเวณหัวใจของนักโทษ เมื่อได้เวลา เพชฌฆาตประจำเรือนจำ นายเหรียญ เพิ่มกำลังเมือง ก็ยิงปืนกลรัวกระสุน 1 ชุด จำนวน 10 นัด เสร็จแล้วแพทย์เข้าไปตรวจดูนักโทษเพื่อยืนยันว่าเสียชีวิต

หลังการประหารนายเฉลียวประมาณ 20 นาที นายชิต ก็ถูกนำตัวมาประหารเป็นคนต่อไปในลักษณะเดียวกัน . . . . หลังจากนั้นไปอีก 20 นาที ก็ถึงคราวของนายบุศย์ ที่มีโรคประจำตัวเป็นลมบ่อย และเป็นลมอีกก่อนถูกนำเข้าหลักประหารเล็กน้อย ต้องช่วยให้คืนสติก่อน
เพชรฆาตยิงนายบุศย์เสร็จ 1 ชุดแล้ว ตรวจพบว่านายบุศย์ยังมีลมหายใจ จึงยิงซ้ำอีก 2 ชุด โดยยิงรัว 1 ชุด แล้วตามด้วยการยิงทีละนัดจนหมดอีก 1 ชุด...ผลการยิงถึง 30 นัดนี้ทำให้เมื่อญาติทำศพ พบว่านายบุศย์เหลือเพียงร่างที่แหลกเหลว และมือขาดหายไป . . .

ในครอบครัวลุงห้ามพูดถึงเรื่องนี้เด็ดขาด ลุงอยากให้ทุกคนลืม คิดเสียว่าลุงไม่เคยมีพี่ชาย ที่บ้านลุงไม่มีรูปของพี่ชายแม้แต่รูปเดียว มีครั้งหนึ่งที่นายกชาติชายต้องการจัดงานฉลองให้รัชกาลที่ 8 แต่ลุงปฏิเสธหัวชนฝา ลุงต้องการให้ทุกคนลืม แต่นายกชาติชายดันมาขุดคุ้ย ก็เลยโดนลุงตำหนิ ทั้งๆที่หวังดีแท้ๆ แต่คงเป็นเพราะไม่รู้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องต้องห้าม
เวลามีเรื่องทะเลาะกันทีไร พี่สาวลุงก็จะโทษลุงว่า เหตุที่ลูกๆ ของหมอนิด ไม่เอาถ่าน และตายโหงก่อนวัยอันควร ก็เป็นเพราะหมอนิด ไปช่วยปกปิดคนร้ายที่ยิงรัชกาลที่ 8 ผลกรรมจึงตกไปถึงรุ่นลูก ตอนนี้ลุงก็ยังแอบให้เงินครอบครัวของผู้บริสุทธิ์ที่ถูกยิงเป้า และดูแลกันอย่างเงียบๆ



มีอยู่ครั้งหนึ่งที่นายปรีดี ต้องการกลับเมืองไทย มีนายส.ศิวรักษ์คอยทำเรื่องให้ ทีแรกลุงปฏิเสธไป แต่นายปรีดีมีคนรักคนชอบมาก ภายหลังลุงเลยต้องทำเป็นอนุญาต แต่มีข้อแม้ว่า ถ้ากลับมาต้องห้ามพูดเรื่องเช้าวันนั้น และ ต้องกลับมาเป็นฝุ่นใต้เท้าของลุง พร้อมทั้งต้องทำพิธีขอโทษรัชกาลที่ 7 อย่างเป็นทางการ แต่นายปรีดีรับไม่ได้ ตอนหลังนายปรีดีจึงได้กลับมาเมืองไทยแต่เพียงร่างที่ไร้วิญญาณ ..

สร้างเขื่อน เพื่อขายปูน รึเปล่า
ขณะที่ลุงยังไม่แข็งแรงดี แต่ก็ยังเรียกเจ้าหน้าที่ชลประทานเข้าพบ เพื่อต้องการให้มีการสร้างเขื่อนแห่งใหม่ ชีวิตลุงมีแต่การสร้างเขื่อน ฝาย และอ่างเก็บน้ำ สำนักงานชลประทานรู้ดีว่า
การสร้างเขื่อนในป่าต้นสักที่อุดมสมบูรณ์จะทำให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมมากเพราะมันเคยเกิดขึ้นที่เขื่อนป่าสักที่โชว์อยู่บนแบ๊งค์ใบละพัน มีการถางป่าเป็นพันๆไร่ การก่อสร้างใช้ปูนตราช้างและตราเสือก็เป็นของลุง บริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างก็ของลุง ส่วนไม้มีค่าที่ถูกตัดโค่นออกไปส่วนใหญ่จะไปตกอยู่กับทหารของลุง พี่สาวของรัศมีจันทร์ที่อยู่ในหมู่บ้านใหญ่ ราคาเกือบ 15 ล้านบาท ก็ได้ใช้ไม้สักเหล่านี้เหมือนกัน

ทั้งๆที่การก่อสร้างเขื่อนโดยทั่วไปนั้นสามารถใช้เถ้าลิกไนท์ (Fly Ash) ที่ได้จากการเผาถ่านหินจากเหมืองแม่เมาะเป็นวัสดุที่ยืดหยุ่นเหมาะสมกับการนำมาใช้เป็นแกนเขื่อน มากกว่าปูนซีเมนต์ของลุง แต่ด้วยอำนาจที่ไม่อาจโต้แย้งได้ หน่วยงานรับผิดชอบจึงต้องเปลี่ยนไปใช้ซีเมนต์แทนเถ้าลิกไนท์ ทำให้งบประมาณการก่อสร้างเพิ่มสูงขึ้น และเขื่อนเหล่านั้นก็ไม่ได้เป็นคุณประโยชน์อย่างที่มีการโฆษณา

มาระยะหลังที่ลุงเริ่มหันไปลงทุนด้านการพลังงาน จึงยอมให้มีการเปลี่ยนมาใช้เถ้าจากลิกไนท์ที่เขื่อนคลองท่าด่านนครนายก โดยใช้เป็นส่วนผสมแทนซีเมนต์บางส่วน ทำให้คอนกรีตลื่นไหลได้ดีขึ้น ช่วยเพิ่มแรงยึดเหนี่ยวในระยะยาว ลดการแตกร้าวที่เกิดจากการหดตัวที่ไม่เท่ากัน สามารถลดปริมาณปูนซีเมนต์ลงได้มาก เป็นการประหยัดงบประมาณในการก่อสร้าง

ส่วนโครงการรถไฟต่างระดับโฮปเวลล์ ก็ใช้ปูนทีพีไอ และไม่ได้ใช้เหล็กตราช้างของลุง เพราะรู้อยู่แล้วว่าทำไม่สำเร็จ เนื่องจากลุงไม่ให้สร้างเพราะลุงไม่ยอมให้มีการเวนคืนที่ดินของลุง เลยกลายเป็นแค่เสาตอม่อ นายประชัยขายปูนไปเป็นแสนคิว แต่เก็บเงินไม่ได้
เขื่อนของลุงที่ต้องการให้สร้างส่วนใหญ่ได้รับผลสำเร็จไม่ถึง 20 % แต่ลุงก็ยังได้รับรางวัลระดับโลก ทั้งๆที่มีปัญหามากมายเพราะฝนตกไม่เป็นที่ ไม่ตกในพื้นที่แห้งแล้ง แต่ดันไปตกในที่น้ำท่วม เจ้าหน้าที่ชลประทานจะพูดมากก็ไม่ได้ เคยมีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งเสนอความเห็นว่าเขื่อนของลุงไม่ได้ผล ไม่คุ้มค่า ก็โดนย้ายให้ไปเสี่ยงตายที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
แม่ผัวลูกเจ๊ก
กับลูกสะใภ้ผู้ดี


ป้ากับคุณย่าสังวอนมักจะไม่ค่อยชอบหน้ากันนัก ต่อหน้าคนอื่นก็จะปั้นหน้าทำดีต่อกัน สมัยที่ย่ายังอยู่ ป้าชอบเอาแม่ผัวมานินทากับคนรับใช้ใกล้ชิดอยู่เป็นประจำว่า สาแหรกเชื้อเถาเหล่ากอของย่าสังวอนเป็นแค่เจ๊กข้างถนน พ่อของย่าสังวอนเคยขายน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋และก็เคยขายก๋วยเตี๋ยว อยู่แถวๆท่าช้าง แม่ก็เป็นแค่คนเก็บเอาของเก่ามาขาย ไร้รสนิยม แถมพี่น้องย่าก็ไม่รู้จักทำมาหากิน วันๆเอาแต่เกาะคนอื่นกิน ชอบแบมือขอ ไม่รู้จักพึ่งตัวเอง
แถมยังมีเพื่อนสนิทร่วมชั้นเรียนพยาบาล ชื่อคุณเนื่อง ซึ่งเป็นคนที่ช่วยทำลายหลักฐานตอนที่อานานลูกชายคนโตของย่าโดนยิงตาย ทั้งๆที่คุณเนื่องเคยช่วยเลี้ยงหญิงใหญ่จูลี่เมื่อตอนเป็นเด็ก ก็ไม่วายโดนป้านินทาว่างานการก็ไม่รู้จักทำ ดีแต่ร้องเพลงเต้นรำไปวันๆ ป้ามักมีปากมีเสียงกับแม่สามีอยู่เป็นประจำ คำที่ป้ามักจะใช้เรียกคุณย่าสังวอน ลับหลัง ก็คือ ยายหูตึง เพราะย่าสังวอนแก่แล้วจึงฟังอะไรไม่ค่อยได้ยิน

เล่ากันว่าลุงสมชายมีเรื่องที่เสียใจมากที่สุดอยู่ 3 เรื่อง คือ
1. ตอนที่ลุงยังเด็ก หลังจากที่พ่อเสียได้ไม่กี่ปี ลุงต้องอยู่กับย่าที่ต่างแดน ตอนนั้นย่าสังวอนมีแผนจะแต่งงานใหม่กับฝรั่ง ก่อนหน้านี้ก็สนิทสนมกับฟรานซิส บีแซร์ ที่ปรึกษากฎหมายอเมริกัน ลุงไม่อยากให้ย่าย้ายไปอยู่กับฝรั่งคนนั้นและต้องไปอยู่บ้านหลังเล็กๆที่ลุงไม่ชอบเลย ตอนหลังคุณย่าก็ยังมีคนรักเป็นฝรั่งหลายคน ส่วนกัญญาพี่สาวลุงก็มีสามีหลายครั้งหลายหนไม่แพ้กัน



2. ตอนที่ลุงเมาแล้วขับรถ พี่สาวลุงโกรธนายอร่ามสามีคนแรกของเธอที่ไปร่วมซิ่งรถกับลุง ทำให้ลุงบาดเจ็บสาหัสเสียตาข้างขวา และกัญญาก็แยกทางไปอยู่กับสามีฝรั่งและต่อมาลุงก็สนับสนุนให้พี่สาวได้แต่งงานเจ้าวรานนท์ธวัชผู้มีชาติตระกูลสูง และมีฐานะดีคนหนึ่งซึ่งต่อมาก็ต้องแยกทางกัน
3.กรณีที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าวันที่พี่ชายคนเดียว ซึ่งเป็นท่านประธานใหญ่ถูกยิงเสียชีวิตในห้องนอน ที่ลุงได้เดินเข้าไปก่อนที่จะมีเสียงปืนดังขึ้นไม่กี่นาที
05 มีนาคม 2553



คืนนั้น ลุงได้เปิดใจพูดคุยกับเสี่ยอู ขอให้เสี่ยไม่ต้องกังวล ตัวลุงเองก็ไม่รู้ว่าวันไหนจะจากไป ลุงรู้ดีว่า การเจ็บป่วยคราวนี้มันร้ายแรง และมีผลกระทบต่อลุงมาก โรงหมอสีหราชเป็นสถานที่อยู่อาศัยที่เหมาะที่สุด สำหรับผู้บัญชาการรบที่ต้องนั่งรถเข็นอย่างลุง แถมมีคนมาลงชื่ออวยพร เอาเงินเอาของมาให้ ได้ทั้งบารมี ได้ทั้งความเห็นใจ สดวกสบายไปทุกอย่าง ได้ทั้งการเมืองการประชาสัมพันธ์ ในด้านความปลอดภัยจากโรคภัยไข้เจ็บก็น่าจะสบายใจได้มากเพราะมีหมอฝีมือเยี่ยมผลัดกันนอนเฝ้าตลอดเวลาพร้อมเครื่องมือที่ทันสมัยที่สุดอย่างครบครัน

เรื่องที่ใครจะคิดร้ายก็คงยาก เพราะลุงอยู่ถึงชั้น 16 มีทั้งหมอพยาบาลและคนไข้ห้อมล้อมเป็นเกราะกำบังอย่างดี ใครจะเอาระเบิดเอ็ม79 หรือเครื่องยิงจรวดอาร์พีจีมายิงถล่ม ก็คงยาก ไม่เหมือนตอนอยู่บ้านหลังใหญ่ที่มีแค่สองสามชั้นมถนนล้อมรอบสี่ด้าน เป็นเป้าเด่นถูกถล่มง่าย และยังเป็นการถือเคล็ด ตัดไม้ข่มนามตามที่หมอดูแนะให้ลุงมาอยู่ทางฝั่งธนบุรี ซึ่งพระเจ้าตากสินเคยถูกนายทองด้วนทวดปู่ของลุงสมชายหักหลังและกำจัดกวาดล้างก่อนย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่บางกอกสภาพร่างกายของลุงตอนนี้แย่มากเพราะเดินไม่ได้และทรงตัวลำบาก ลุงรู้ตัวดีว่า ต่อจากนี้ไปลุงต้องต่อสู้กับอะไร งานนี้ไม่มีใครช่วยลุงได้ อนาคตของครอบครัวและบริวารก็อยู่ที่ลุงเพียงคนเดียวที่จะเป็นหลักยึดทั้งด้านอำนาจและบารมี แม้ลุงจะสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้คนสำคัญมาได้โดยตลอดตั้งแต่นายปรีดีจนถึงรักสิน แต่ลุงไม่สามารถเอาชนะโรคพาร์กินสัน ( Parkinson ) ได้ เพราะมันจะทำลายเซลสมอง และ ทำให้การทำงานของสมองลดลง ยิ่งนานวัน ลุงจะช่วยตัวเองได้น้อยลง และต้องพึ่งคนอื่นมากขึ้น

แต่ลุงต้องรักษาภาพให้ดีอยู่เสมอ คือ เป็นคนสูงอายุที่ป่วยน่าสงสารแต่ก็แข็งแรงทำงานได้สั่งสอน อบรมคนได้ เป็นศูนย์รวมจิตใจ คุ้มหัวให้ราษฎรผู้ต่ำต้อยที่ไม่เอาไหนต่อไป และคงยังอยู่ได้อีกหลายปี เพราะมีหมอที่ดีที่สุดของประเทศคอยผลัดเปลี่ยนดูแลใกล้ชิดชนิดนอนเฝ้ากันไม่ห่างตลอดเวลาทีเดียว ส่วนป้าสมจิตคงต้องการให้ลุงพัก อยากให้ลุงยกตำแหน่งให้คนอื่นรักษาการณ์แทน ซึ่งก็น่าจะหมายถึงตัวป้านั่นเองที่ใฝ่ฝันจะได้เป็นพระศรีสุริโยไท ป้าไม่อยากปล่อยให้เสี่ยอูลูกชายนั่งเก้าอี้ใหญ่ เพราะป้าไม่เคยเห็นเสี่ยอยู่ในสายตามานานแล้ว



ส่วนเรื่องที่ว่า ลุงต้องการให้เสี่ยอูเรียก
นายอ้วนลูกชายคนโตของสุทธิดาให้กลับมา และให้เสี่ยช่วยดูแลลูกชายทั้งสี่คนของสุทธิดาก็คงไม่จริง เพราะเสี่ยเคยบอกกับคนสนิทว่าลุงเป็นคนสั่งให้เล่นงานสุทธิดาและครอบครัวและห้ามผู้ใดยื่นมือช่วยเหลือโดยเด็ดขาด


เพราะลุงเชื่อว่านายอ้วนเป็นลูกของดาราพระเอกหนังที่ชื่อพุงโย ทองปน ที่ผ่านมาลุงมีโอกาสหลายครั้งที่จะช่วยเหลือ แต่ลุงก็ไม่เคยเอาเป็นธุระเลย ร้อยวันพันปีลุงไม่เคยเรียกหาหลานอ้วนคนนี้แม้สักครั้งเดียว ทั้งๆ ที่ลุงก็รู้ความเป็นไปโดยตลอด เพราะลุงเป็นคนที่ผูกใจเจ็บไม่ค่อยลืมอะไรง่ายๆ แม้แต่หญิงใหญ่จูลี่ลูกสาวคนโตที่ลุงเคยรักมากที่สุด เรียกว่ารักมากกว่าหญิงกลางหลายเท่า ลุงอุตส่าห์ส่งเสียให้ไปเรียนถึงอเมริกา แต่ดันไปมีสามี ที่สำคัญไปท้องมีลูกกลับมาอีก ทำให้ลุงช้ำใจอย่างหนัก หันมากินเหล้าแทนน้ำเปล่า สูบซิกก้าร์ไม่ต่ำกว่าวันละ 10 มวน เพราะลุงแค้นใจมาก ไม่ยอมรับกลับสู่วงศ์ตระกูลง่ายๆ จนหญิงใหญ่ต้องพาลูกๆมากราบมาขอหลายครั้งจึงได้คืนสถานภาพเดิม ในเมื่อลุงเชื่อว่านายอ้วนเป็นลูกของพระเอกหนังคนหนึ่งไม่ใช่หลานของตนเอง แล้วลุงจะไปรักไปเรียกหานายอ้วนได้อย่างไร

16 มีนาคม 2553

ช่วงนี้ที่บ้านใหญ่ของลุง มีการเกณฑ์เอาพรามณ์ที่มีชื่อเสียง มาทำพิธี แก้ดวงชะตา ต่ออายุครอบครัว ให้ทายาทได้สืบต่อเจตนารมณ์ของลุงต่อไป หมอดูได้แนะนำให้ครอบครัวของลุงทำการกุศลตั้งมูลนิธิเพื่อคนอนาถาทุกข์ยากเพื่อสะเดาะเคราะห์ ถ้าใครป่วยเป็นโรคอะไรก็ให้ตั้งกองทุนเพื่อแก้ไขสิ่งเหล่านั้น เช่น

หญิงเล็กไปเปิดโรงพยาบาลแถวถนนกำแพงเพชร ใช้เงินงบประมาณกว่า 1200 ล้านบาท แล้วให้หมอที่เป็นสามีคนที่สองไปเป็นผู้อำนวยการ เพื่อวิจัยและรักษาโรคมะเร็งและโรคลมชัก พอสร้างเสร็จ บางส่วนยังไม่เปิดให้คนทั่วไปใช้บริการเพื่อรอให้หญิงเล็กเป็นผู้ใช้บริการคนแรก เพราะเชื่อว่าจะเป็นบุญกุศลให้หญิงเล็กหายจากโรคที่เธอเป็นอยู่ ซึ่งถือเป็นความลับเพราะเกรงว่าจะเสื่อมเสียเกียรติ
ปังปอนก็มีมูลนิธิโรคเด็กชัก และโรคเด็กพัฒนาการผิดปกติ

โสภาวลีก็มีโครงการช่วยคนติดเอดส์เพราะตอนอยู่กับเสี่ยอู เสี่ยเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ หลายคนเป็นดาราสาวสวย ที่ท่านยุ้ย ผู้กำกับหนังระดับสูงใส่พานมาให้ และเสี่ยก็ไม่ชอบใช้ถุงยางอนามัย



8 พฤษภาคม 2553
วันฉลองพิธีรับตำแหน่งของลุง 5 พฤษภาคม เป็นวันที่สำคัญมาก สำหรับคนในครอบครัวของลุง และเป็นวันที่ ทุกคนจะต้องมาพร้อมหน้าพร้อมตากัน หญิงใหญ่จูลี่แสดงอาการรักลุงมากเป็นพิเศษในช่วงที่เธอต้องการกลับสู่สถานะเดิม เธอต้องใช้ความพยายามอยู่สามปี หลังจากหย่าขาดจากสามีอเมริกัน จนลุงใจอ่อนยอมรับกลับวงศ์ตระกูล
ขณะที่เสี่ยก็ต้องมางานทุกปี ลุงเคยสัญญากับเสี่ยว่าจะมอบคฑาทองคำให้เสี่ย เมื่อลุงครบแซยิดวันเกิดปีที่หกสิบ แต่ลุงก็ไม่ยอมยกตำแหน่งให้เสี่ยจนเวลาล่วงเลยมากว่ายี่สิบปีแล้ว

และยังสั่งให้เสี่ยเลิกกับรัศมีจันทร์ เพราะลุงเห็นว่าเป็นผู้หญิงไม่ดี โรคร้ายที่เสี่ยเป็นมาหลายปีก็มีอาการชัดเจนขึ้น ถึงแม้จะลองรักษามาหมดทุกวิธี ทั้งกินยา เปลี่ยนถ่ายเลือดที่เยอรมัน เป็นอาสาสมัครทดลองใช้วัคซีน แต่ดูเหมือนว่าเชื้อโรคไม่ลดลง แต่กลับเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ทายาท คือปังปอนที่เสี่ยคาดหวังไว้ ก็กลายเป็นเด็กพิเศษที่ไม่ค่อยปกติ
หลังจากเสร็จงานฉลองเก้าอี้ เสี่ยอูก็มีปากเสียงกับลุงเรื่องเดิมๆ โดยลุงบอกว่า เสี่ยยังไม่พร้อมที่จะรับมอบคฑาทองคำ และสอนว่าการที่ลุงได้มายืนอยู่ที่จุดนี้ต้องอาศัยความพยายาม และการต่อสู้ดิ้นรนมาโดยตลอด ลุงไม่เคยเล่าให้ใครฟังเกี่ยวกับเหตุการณ์ปริศนาของเมื่อเช้าวันนั้น แต่ทุกครั้งที่ลุงป่วยหนักต้องเข้าโรงพยาบาล ภาพเหตุการณ์เมื่อเช้าวันนั้น มันก็คอยกลับมาหาลุง ที่ลุงรอดจากความผิดฉกรรจ์ครั้งนั้นมาได้ก็เพราะคุณอาต่างมารดาที่ชื่อว่ารังสิต หรือเสด็จในกรมที่ลุงเป็นหนี้บุญคุณเขาเป็นอย่างมาก

ตอนที่ลุงได้ทำเรื่องร้ายแรงลงไป ท่านรังสิตได้ช่วยเหลือลุงให้พ้นคดีที่ลุงตกเป็นผู้ต้องสงสัยทั้งจากในและนอกประเทศ ตอนนั้นลุงเครียดมาก หลังจากลุงได้ตำแหน่งไม่กี่เดือน ลุงก็ต้องไปอยู่ต่างประเทศ เพื่อหลบปัญหา ตามคำแนะนำของรังสิต
มันเป็นช่วงเวลาที่ขมขื่นอย่างแสนสาหัส ที่ต้องหลบอยู่ต่างแดนในฐานะผู้ต้องสงสัย ลุงไม่เคยมีความสุขเลยตลอดเวลาที่ต้องอยู่ต่างเมือง บางแห่งไม่ยอมให้ลุงเข้าเมืองเพราะเขาหาว่า ลุงเป็นคนยิงพี่ชาย มันทำให้ลุงเกือบถอดใจสละตำแหน่งด้วยสังขารของลุงในตอนนี้ ทำให้ลุงต้องหันกลับมาคิดว่าต้องมีใครสักคนที่เข้ามาสืบทอด ตำแหน่ง ที่ลุงต้องแลกมาด้วยความสูญเสียที่มากมาย มหาศาล
ถ้าไม่ผลิกโผเดิม ก็คงจะเป็นเสี่ยอูที่เป็นทายาทตามกฎหมาย แต่มาระยะหลังๆ ลุงเริ่มป่วยทางสมอง ความคิดหลายเรื่องของลุงเริ่มเปลี่ยนไป ลุงอาจจะจัดโผเสียใหม่ อาจจะไม่เอาเสี่ยอีกต่อไปแล้วเพราะมือไม่ถึง โดยลุงคงต้องอยู่เป็นเสาหลักต่อไปเรื่อยๆแบบไม่มีกำหนด เพื่อซื้อเวลาต่อไปเรื่อยๆ เหมือนเดิม

ระยะหลังลุงไม่อยากกินยาเพราะกินแล้วมักทำให้ฝันร้ายและเห็นภาพหลอน ตั้งแต่ ย่า แม่ พี่สาว ลุง อา แต่คนที่ลุงฝันเห็นมากที่สุด ก็คือ พี่ชาย ที่คนใกล้ชิดเล่าว่า ลุงมักคอยโบกไม้โบกมือกวักมือเรียกหา จนทำให้คนที่อยู่เฝ้าลุงขนลุก เพราะไม่รู้ว่า เป็นผลข้างเคียงของยา หรือ บุคคลเหล่านั้นมาปรากฏให้ลุงได้เห็นจริงๆ ลุงเพ้อเรื่องพี่ชายมากขึ้น ส่วนมากจะเป็นการพูดย้อนไปถึงสมัยเด็กๆ ถ้ามีครั้งไหนที่ลุงกำลังจะเพ้อเล่าเหตุการณ์เช้าวันนั้น ทีมพี่เลี้ยงจะสั่งให้หมอฉีดยาให้ลุงผ่อนคลายและหลับทุกครั้งไป

6 มิถุนายน 2553

ครอบครัวลุงมีการจัดงานทำบุญ ในวันเสียชีวิตของพี่ชายลุง 9 มิถุนายน เป็นประจำทุกปี และมันเป็นวันเดียวกับที่ลุงรับตำแหน่งต่อจากพี่ชาย พี่ชายตายเวลาสามโมงครึ่งตอนเช้าแล้วลุงก็รับตำแหน่งเวลาสามทุ่มวันเดียวกัน ลุงสั่งกำชับว่าไม่อยากให้มีข่าวและภาพของงานทำบุญพี่ชายของลุงให้เอิกเกริกทั้งๆที่เป็นพี่ชายแท้ๆและเป็นถึงประมุขของประเทศ



แต่ถ้าเป็นคนอื่นในครอบครัวลุง ไม่ว่าจะเป็น พ่อ แม่ พี่สาวจะมีงานยิ่งใหญ่และยาวนาน ช่วงนี้ ลุงมีอาการสับสนชอบพูดเรื่องเก่าๆ ตั้งแต่สมัยที่ลุงเป็นเด็ก โดนพ่อเลี้ยงต่างชาติทำร้ายร่างกาย เรื่องที่ลุงต้องเป็นคนพิการเสียตาข้างขวา เรื่องที่จูลี่แอบไปแต่งงาน ที่ลุงมักจะกล่าวถึงอยู่บ่อยครั้ง
แต่เรื่องที่สำคัญมาก น่าจะเป็นเรื่องเหตุการณ์ในเช้าวันที่อานานพี่ชายของลุงถูกยิงเสียชีวิต ลุงได้สั่งไว้ว่า ถ้าลุงตายไป ขอให้เอากระดูกไปเก็บไว้ในสุสานใกล้กับของพี่ชาย และให้มีการจัดงานระลึกถึงอานานให้มากกว่าและยิ่งใหญ่กว่านี้ ในยุคของลุง ลุงไม่สามารถทำได้ เพราะไม่อยากให้มีใครสนใจเรื่องนี้ ปีนี้ครอบครัวลุงเตรียมงานของอานานเป็นการภายในเหมือนเช่นเคย แต่จัดให้ใหญ่กว่าทุกครั้ง เพราะลุงไม่แน่ใจว่าจะได้จัดอีกหรือเปล่า

ส่วนเรื่องที่ว่าลุงอยู่ในห้องนอนของพี่ชายขณะมีเสียงปืน มีการร้องไห้ข้างเตียงนอน คนเฝ้าประตูทั้งสองเห็นลุงในขณะเกิดเหตุ หลังเกิดเหตุมีการทำลายพยานหลักฐาน มีการห้ามชันสูตรพลิกศพ หรือขอร้องหมอและเจ้าหน้าที่ให้ช่วยเหลือผู้ต้องสงสัย ก็คงเป็นเรื่องที่พอจะทราบกันอยู่ แต่คนที่รู้ความจริงรวมทั้งเป็นที่พึ่งทางใจให้กับลุงมาตลอดก็คือ แม่และพี่สาวของลุง

วันที่ลุงต้องเสียพี่สาวไปจึงเปรียบเสมือนว่า ลุงหมดที่พึ่งทางใจคนสุดท้ายไปแล้ว เพราะคนที่แวดล้อมลุงอยู่ในตอนนี้เป็นคนที่ลุงคงไม่สามารถเล่าความลับเรื่องนี้ให้ฟังได้เลย กรรมที่เกิดจากการกระทำของลุงทั้งที่ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตามนับตั้งแต่พี่ชาย ผู้บริสุทธิ์ทั้งสาม คือนายชิต นายเฉลียวและนายบุศย์ รวมทั้งประชาชนอีกเป็นจำนวนมากในหลายเหตุการณ์ ได้ตามมาหลอกหลอนลุงในบั้นปลายของชีวิต แล้วอีกกี่ชาติที่ลุงจะใช้หนี้ชีวิตให้พวกเขาเหล่านั้นได้หมด

ต้องนับว่าเป็นช่วงเวลาที่เป็นจุดวิกฤตมากที่สุด ทำให้ลุงเครียดและเป็นกังวลมากถึงขนาดกินไม่ได้นอนไม่หลับ ในสมัยลุงยังหนุ่มๆลุงก็เคยเจอปัญหาที่หนักใจมาก เพราะจอมพลป.จะนำนายปรีดีกลับมาเพื่อร่วมมือกันควานหามือปืนตัวจริงที่ยิงรัชกาลที่ 8 สวรรคตคาเตียงนอน เรื่องราวที่ลุงอยากให้ลืม ก็จะถูกขุดคุ้ยขึ้นมาอีกอย่างไม่ต้องสงสัย ทำให้ลุงเครียดและกังวลมาก โชคดีที่จอมพลสฤษดิ์จัดการยึดอำนาจเสียก่อน ไม่อย่างนั้นก็คงจะได้รู้ชัดว่าใครเป็นผู้ร้ายตัวจริงที่ยิงรัชกาลที่ 8 แต่ตอนนี้ลุงไม่สามารถหวังให้ใครมาช่วยลุงได้ เหมือนเหตุการณ์คราวก่อน แถมลุงยังป่วยหนักและเรื้อรังกว่าทุกครั้ง และเป็นไปไม่ได้เลยที่ลุงจะกลับไปแข็งแรง มีกำลังวังชาเหมือนเดิมได้อีกแล้ว

ศึกภายในครอบครัวก็พอมีบ้างเป็นธรรมดาเพราะผลประโยชน์อันมากมายมหาศาล เปรมิกาและจรุงจืดแสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่สนับสนุนเสี่ยอูผู้เป็นทายาทอย่างเป็นทางการ เพราะรู้ดีว่าเสี่ยอูเป็นนักล่าผู้หญิงแถมเป็นโรคร้ายที่มีอาการชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ปังปอนก็กลายเป็นเด็กพิเศษ ที่ชาวบ้านเรียกว่าเด็กเอ๋อ เปรมิกาคิดว่าตนน่าจะมีโอกาสรับใช้ลุงได้ดีกว่าเสี่ย และเคยแก้รัฐธรรมนูญไว้แล้วว่าตนในฐานะหัวหน้าที่ปรึกษาสามารถทำหน้าที่แทนลุงถ้าลุงทำหน้าที่ไม่ได้และไม่ทันได้มอบหมายให้ใครทำหน้าที่แทน จนมีข่าวว่าโดนเสี่ยชกหน้าเพราะบังอาจข้ามหน้าคิดจะมาทำหน้าที่แทนลุง

มาช่วงหลังลุงมักเพ้อถึงพี่เลี้ยงที่ชื่อเนื่อง ซึ่งเป็นนักเรียนพยาบาลรุ่นเดียวกับคุณย่าสังวอน มีชื่อเล่นว่าแหนน เป็นคนที่อยู่ในเหตุการณ์เช้าวันที่อานานถูกยิงเสียชีวิตคาเตียงนอน โดยลุงมักจะพูดทำนองว่า แหนนมาหา ลุงเห็นแหนนมายืนอยู่ใกล้ๆ เตียงของลุง ลุงคงเห็นภาพและร้องเรียกทักแหนมอยู่บ่อยๆ บางครั้งลุงก็ทักพยาบาลบางคนที่เข้ามาวัดปรอทลุงว่าเป็นพี่แหนนก่อนหน้านี้เมื่อปีที่แล้วลุงก็เคยเพ้อถึงหมอนิดมาก่อนแล้ว

แหนนเป็นพี่เลี้ยงที่ลุงรัก และนับถือมาก เพราะแหนนเป็นคนที่เลี้ยงลุง และพี่ๆ ของลุงมาตั้งแต่เด็กๆ โดยเฉพาะแหนนเป็นคนสำคัญที่ช่วยเหลือลุงไม่ให้ต้องติดคุกติดตะรางจากคดียิงพี่ชาย แหนน คุณย่าและคุณลุงรังสิตเป็นคนสำคัญที่ช่วยกันทำลายหลักฐานในเช้าวันนั้น เช่น เอากรรไกรตัดเสื้อผ้าและถอดแหวนของอานานออก เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ เช็ดคราบเลือด จัดท่าทางอานานเสียใหม่ ถอดเอาผ้าปูเตียง และปลอกหมอนที่เปรอะเปื้อนเลือดชิ้นเก่าออกไปซัก เอาหมอนไปฝัง เคลื่อนย้ายศพอานานจากเตียงไปที่โซฟา และช่วยหมอนิดเย็บบาดแผล ถ้าไม่ได้พี่เลี้ยงแหนนช่วยทำลายหลักฐานต่างๆ เห็นทีคงยากที่ลุงจะอยู่รอดปลอดภัยจนถึงวันนี้
.........
.........

ไม่มีความคิดเห็น: