วันพุธที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2554

เรื่องหลังบ้าน 005 : กำจัดคู่แข่ง

ฟังเสียง :
http://www.mediafire.com/?wkx81vit786etwd  
http://www.4shared.com/audio/yt6tYGJe/stream_Stable_Story_004__.html
........


ลุงสมชาย :
จอมยุทธ์ลับลวงพราง ตัวจริง


ลุงสมชายได้มีบัญชา ให้จัดการทำลายนายกรักสินมาตั้งแต่เริ่มแรกเพื่อเป็นการตัดไฟแต่หัวลม เหมือนที่นายทองด้วนเคยขุดรากถอนโคนตระกูลของพระเจ้าตากสิน ลุงมอบหมายให้เปรมิกาจัดการเรียกประชุมที่บ้านนายปี ย่านถนนสุขุมวิท 103 เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2549

รวมทั้งหมด 7 คน มีนายชาญเชย ประธานศาลฎีกา นายจำมะรัน เลขาธิการศาลสูง นายอักขราถอน ประธานศาลปกครอง พลเอกสุรายุด ที่ปรึกษาของลุงสมชาย โดยเปรมิกาได้เรียกตัวพลเอกพันลด มือเพชฌฆาตผู้ชำนาญการลอบสังหาร ให้รีบจัดการนายกรักสินโดยเร็วที่สุด พันลดรายงานว่าได้พยายามมาแล้วหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ เปรมิกาถามว่าทำไมไม่จู่โจมตรงๆ ไปเกรงกลัวอะไรอยู่ พันลดชี้แจงว่า นายกรักสินมีตำรวจอารักขารายรอบ เข้าถึงตัวยาก เพราะนายกรักสินคอยระวังตัวอยู่ตลอด และมีสายข่าวคอยดูแลเรื่องความปลอดภัย

เมื่อไม่สามารถสังหารได้ แม้จะขนระเบิดใส่รถเตรียมการถึงขั้นถล่มไม่ให้เหลือซาก แต่ก็ยังพลาด ลุงสมชายจึงสั่งให้ป้าสมจิตเป็นตัวแทนสั่งการให้ผู้บัญชาการทหารสามเหล่าทัพ และหัวหน้าตำรวจลงมือยึดอำนาจการปกครอง




วันที่ 18 กันยายน 2549
พลเอกบังเละ ผู้บัญชาการทหารบก เดินทางไปหาหัวหน้าตำรวจโกลิดที่เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน โดยบอกว่าเบื้องบนสั่งให้ยึดอำนาจ โกลิดถามว่าใครสั่ง บังเละบอกว่าป้าเรียกไปพบ โดยอ้างว่าลุงสมชายเป็นคนสั่ง


โกลิดไม่เชื่อว่าลุงสมชายสั่ง โดยคิดว่าป้าสมจิตแกสั่งของแกเองโดยที่ลุงไม่รู้เรื่อง พอวันต่อมาตอนเที่ยง บังเละโทรเรียกโกลิด ให้ไปที่กองบัญชาการกองทัพบก โกลิดอ้างว่าขออาบน้ำก่อน แต่แอบไปหลบอยู่ที่โรงเรียนตำรวจสามพราน โดยไม่ยอมไปที่กองบัญชาการ เปรมิกาจึงไปรายงานลุงสมชาย จากนั้นเปรมิกาก็โทรหาโกลิดบอกว่าลุงสมชายสั่ง ให้ไปรายงานตัว ถ้าไม่ไปจะโดนไล่ออก

ตอนนั้นนายกรักสิน อยู่ที่นิวยอร์คเตรียมขึ้นเวทีแถลงสุนทรพจน์ และได้รู้ข่าวว่าจะมีการยึดอำนาจในตอนเที่ยงวัน จึงเตรียมเหมาเครื่องบินเดินทางกลับทันที โดยจะมาลงที่สนามบินอู่ตะเภา เพราะมีเพื่อนที่คุมทหารเรือที่สัตหีบคอยรอรับ แต่โกลิดห้ามไว้โดยแจ้งว่าทหารเรือถูกจับหมดแล้ว และเบื้องบนมีคำสั่งให้จับตายนายกรักสิน นายกรักสินจึงเตรียมการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นโดยมีบางประเทศยินดีให้การรับรอง แต่นายสุรกึกหลานเขยของป้าที่อยู่ด้วยกันที่นิวยอร์คได้ห้ามไว้ โดยขอให้นายกรักสินเห็นแก่ลุงสมชาย นายสุรกึกอ้างว่าจะรับอาสาเจรจากับลุงให้ โดยให้นายกรักสินคุยโทรศัพท์ทางไกลกับป้าสมจิต นายกรักสินจึงต้องถอดใจ สั่งเลิกล้มการต่อสู้ทั้งหมด โดยหวังจะได้กลับประเทศอีกครั้งเมื่อเรื่องสงบลงตามที่ป้าสมจิตได้รับปากไว้

คืนวันที่ 19 กันยายน 2549 เวลาประมาณห้าทุ่ม ลุงสมชายได้เรียกผู้ก่อการทุกคนเข้าไปพบ พร้อมทั้งถามว่า หัวหน้าตำรวจโกลิดมาแล้วยัง เพราะตอนแรกโกลิดไม่ยอมมา เพราะไม่เชื่อว่าลุงเป็นคนสั่งให้ยึดอำนาจเอง พอลุงเห็นว่าโกลิดมาแล้ว จึงให้ป้าดำเนินการต่อ ป้าสมจิตจึงกล่าวกับทุกคนว่า ได้ฝากเรื่องทั้งหมดให้เปรมิกาเป็นผู้ดำเนินการแล้ว ขอให้ทุกคนจงเชื่อฟังเปรมิกาซึ่งเป็นตัวแทนของลุงและป้าโดยตรง ไม่ต้องไปฟังใครอื่นทั้งสิ้น

ลุงจึงสามารถโค่นนายกรักสินลงจากอำนาจได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่อ้างชื่อลุงเท่านั้น นายกรักสินก็ยอมแพ้แล้ว เพราะนายกรักสินเคยประกาศชัดเจนว่า ถ้าไม่อยากให้ตนเป็นนายกก็ขอแค่ให้ลุงสมชายกระซิบข้างหู ก็จะลาออก ขณะที่ลุงสมชายเองก็ทำเป็นตีหน้าเศร้า ปล่อยข่าวว่าสงสารและเห็นใจนายกรักสิน พร้อมกับสร้างเรื่องว่ามีการตำหนิบังเละและเปรมิกา รวมทั้งเรื่องที่ว่ามีการสังหารองครักษ์ของลุงเพื่อบีบบังคับลุง ทั้งๆที่ลุงสมชายเป็นผู้อำนวยการใหญ่ สั่งให้โค่นล้มและจัดการนายกรักสินให้ถึงที่สุด มาตั้งแต่เริ่มแรก

ฮ่องเต้ออกโรงบัญชาการอีกแล้ว
อบรมสั่งการศาลรัฐธรรมนูญ


24 กุมภาพันธ์ 2553

ช่วงหนึ่งทุ่ม ลุงเรียกประชุมผู้พิพากษาทั้ง 9 คน ที่ห้องบัญชาการชั้น 14 พร้อมมือกฏหมายอีก 5 คน รวมทั้งนายอักขระถอนคนหัวล้านๆเหมือนมีเชื้อแขก ที่เป็นทีมงานคนสำคัญที่เคยร่างคำสั่งต่างๆ เพื่อยึดอำนาจและกำจัดนายกรักสิน รวมทั้งคนที่ไม่ร่วมมือกับลุง ลุงได้ย้ำให้ทีมงานกลับไปพูดกับตุลาการที่มาเมื่อวาน ให้เล่นงานรักสินอย่าให้รอดเด็ดขาด แม้ประธานศาลเคยพูดว่าประกาศของคปค.ที่ลุงให้การรับรอง จะนำมาใช้อ้างในการตัดสินไม่ได้ เพราะมันเป็นการคิดเอง ตั้งเอง สอบเอง ตัดสินเอง แถมเอาคู่อริมาเป็นกรรมการหรือ คตส. ซึ่งมันผิดหลักการพิจารณาของศาล เป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ไม่ถูกต้อง ถือว่า เริ่มต้นก็ไม่ชอบธรรม ต้องยกฟ้องไม่ต้องพิจารณาเรื่องอื่นใดทั้งสิ้น ว่าโกงหรือไม่ ซุกหรือไม่

แต่ลุงสั่งให้เปรมิกาไปย้ำว่าเป็นคำสั่งของลุง ถ้าใครไม่ทำตามก็จะมีสิ่งไม่ดีเกิดขึ้นทั้งต่อตนเองและครอบครัว ดังที่เคยเกิดขึ้นกับกกต. 3 คน ชุดพล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ที่โดนตีตรวนจับเข้าคุกมาแล้ว ใครๆก็รู้ว่า เปรมิกาประธานที่ปรึกษา เป็นตัวแทนหรือร่างทรงขนานแท้ ตัวจริงของลุงมาโดยตลอด ทุกคนจึงต้องยอม แต่มีการอ่อยเหยื่อ คือให้ยึดเงินของรักสินแค่บางส่วน ทำเป็นว่าเปิดโอกาส ให้รักสินเปลี่ยนใจกลับมายอมเป็นฝุ่นใต้เท้าของลุงต่อไป

26 กุมภาพันธ์ 2553

มีการตัดสินยึดทรัพย์ของรักสินประมาณ 60% ตามคำสั่งของลุง เมื่อได้ทำการตัดกำลังของรักสินศัตรูหมายเลขหนึ่งของลุงแล้ว ลุงอดแสดงความดีใจไม่ได้ จึงออกจากโรงหมอ กลับไปไหว้พระที่บ้านแก้เคล็ด เอาฤกษ์เอาชัย มีการบูชาพระราหู โดยลุงสั่งให้คนไปเตรียมของดำ 8 อย่าง คือ เหล้าดำ กาแฟดำ ไข่ดำ เฉาก๊วย (หรือวุ้นดำ) ไก่ดำ ข้าวเหนียวดำ ถั่วดำ และขนมเปียกปูนดำ ลุงนับถือและเชื่อเรื่องโชคลางมาก โดยเฉพาะการบูชาพระราหู ลุงเชื่อว่ามันช่วยให้มีความสำเร็จหรือมีโชคลาภอยู่เสมอ การเงินและการลงทุนทุกอย่างจะสำเร็จ มีแต่ร่ำรวย ปัญหาก็จะคลี่คลาย และลุงก็แวะไปไหว้กระดูกบรรพชน ที่วัดพระแก้ว แล้วก็รีบกลับมาสวมบทบาทผู้ป่วยที่น่าสงสารต่อไป
พร้อมทั้งให้ปล่อยข่าวออกไปว่าต้องกลับบ้านเพื่อไปแก้ปัญหาครอบครัว เพราะเสี่ยอูกำลังอาละวาด จะทำร้ายบุพการี บางรายก็ถึงกับบอกไปว่าเสี่ยชักปืนออกมาจ่อหัวหญิงกลางผู้แสนดีของตระกูล เพื่อกลบเกลื่อนเรื่องที่ลุงออกจากโรงหมอ มาไหว้พระมาแก้บน แต่สายของลุงก็คอยรายงานลุงว่าศัตรูหมายเลขหนึ่งของลุงนั้นไม่ได้มีเรื่องวิตกกังวลเหมือนลุง และแถมยังมีเงินร่ำรวยมั่งคั่งมากกว่าเดิมเสียอีก จากการลงทุนหลายประเภทในภูมิภาคต่างๆทั่วโลก ข่าวว่าตอนนี้รักสินมีเงินมากกว่าสองแสนล้านสี่หมื่นล้านบาท

แต่การยึดทรัพย์ เพื่อตัดกำลังศัตรูคนสำคัญคู่แข่งบารมีของลุง คงยังไม่จบลงเพียงเท่านี้ เพราะลุงได้ให้นโยบายตามล่า ตามล้าง ไม่ให้เหลือเป็นเสี้ยนหนามอีกต่อไป รวมทั้งลูกเมียพรรคพวกและบริวารเพื่อเป็นตัดท่อน้ำเลี้ยงของพวกเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทย และมีการอัดฉีดส่งเงินผ่านไปทางนายมุ่งขวาน ให้ไปเกลี้ยกล่อมและแอบซื้อส.ส.ของพรรคเพื่อไทยเอาไว้ในสังกัด ทำตัวเป็นหนอนบ่อนไส้ เตรียมแหกค่ายไปร่วมกับสำนักภูมิใจห้อยในการเลือกตั้งครั้งต่อไป พร้อมทั้งสั่งให้ศาลอุทธรณ์เร่งตัดสินเอาคุณหญิงอ้อภรรยาของรักสินเข้าคุก เพื่อข่มขวัญรักสิน ให้ปปช.เตรียมหาเรื่องสส.หญิงลูกสาวเจ๊แดง ซึ่งเป็นน้องสาวของรักสิน

11 มีนาคม 2553
เมื่อคืนตอนตีสาม ลุงสั่งให้อภิเสก และทีมที่ปรึกษาของลุงเข้าพบเป็นการส่วนตัว ที่ชั้น 14 โดยไม่ให้เป็นข่าว ลุงไม่ได้เอาสุนัขมาด้วย อภิเสกแค่โค้งคำนับไม่ต้องหมอบกราบ มีการสนทนากันราว 1 ชั่วโมง แต่ช่วง 20 นาทีหลัง ลุงสั่งให้คนอื่นๆออกไปรวมทั้งสุรายึด ลุงมีคำสั่งพิเศษให้นายอภิเสกที่ไม่อยากให้คนอื่นได้ยิน

แต่เมื่อ 3 วันก่อนตอนออกข่าวทีวี ลุงให้เอาสุนัขออกมาด้วย เพื่อประกาศการสนับสนุนลูกน้องของลุงให้ทุกคนได้เห็น ทั้งยังได้เรียกลูกน้องคนสำคัญเข้าพบบ่อยๆ โดยไม่สนใจคำครหาจากใครทั้งนั้น ลุงต้องการบอกให้ทุกคนรู้ว่า อภิเสกคือคนของลุงที่ลุงสนับสนุนเต็มที่ เพราะอภิเสกยอมทำตามทุกอย่างที่ลุงสั่ง โดยไม่มีการตั้งคำถามใดๆ

และทุกคนต้องให้การสนับสนุนอภิเสกอย่างเต็มที่ ขณะที่รักสินและพวก ยังเป็นศัตรูสำคัญที่ต้องกวาดล้างให้หมดสิ้นไปให้ได้ ขอให้ทุกคนเชื่อฟังและทำทุกอย่างเพื่อลุงก็พอ เพราะลุงมีกองกำลังทั้งทหารและตำรวจ รวมทั้งศาลที่คอยสนับสนุนเต็มที่ แม้ว่าอาจต้องมีการเสียเลือดเสียเนื้อ หรือเสียชีวิต ก็ถือว่าเป็นเรื่องจำเป็น และต้องกล้าทำโดยไม่ต้องลังเล เพื่อรักษาวงศ์ตระกูลของลุง ขอให้ทุกคนเชื่อฟังป้าสมจิต การกระทำการใดๆของป้าให้ถือว่าลุงได้รับรู้และรับทราบแล้ว

ที่จริงการสั่งให้ทหารใช้อาวุสังหารประชาชนมือเปล่า โดยมีเงินก้อนใหญ่และตำแหน่งตอบแทนแถมมีการสั่งแกมบังคับ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องใช้ความกล้าหาญอะไร ขอแต่ให้มีจิตใจที่เห็นแก่ได้ มีใจที่ด้านพอ โดยไม่ต้องคำนึงถึงหลักการหรือความถูกต้องใดๆเท่านั้นก็พอแล้ว ดังนั้นทั้งกองทัพและตำรวจ จึงมีแต่ผู้บังคับบัญชาที่พร้อมทำทุกอย่างเพื่อลุงโดยไม่ต้องคำนึงถึงสิ่งอื่นใดเลย

การที่ลุงเอาสุนัขออกทีวีทั้งๆที่คนไทยถือว่าเป็นแค่เดรัจฉานชั้นต่ำ ขณะที่คนสำคัญระดับสูงต้องกราบลุงพร้อมกับกราบสุนัข เพราะลุงต้องการแสดงความสูงส่งของตน และให้เห็นความต่ำต้อยของผู้อื่นว่า ไม่ได้ดีไปกว่าสุนัขของลุงแม้แต่อภิเสกและเจ้าหน้าที่ระดับสูงก็ตาม

คุณทองดำเป็นสุนัขที่ลุงรักมาก และหมอดูสั่งไว้ว่าเป็นสุนัขคู่บุญของลุง ห้ามตายก่อนลุงอายุ 90 ต้องให้อยู่เสริมบารมีของลุง ถึงตอนนั้นจึงอนุญาตให้ตายได้ ต่อมาคุณทองดำโดนเสี่ยอูอุ้มไปเชือดทิ้ง เพราะความหมั่นไส้ที่พ่อรักสุนัขมากกว่าลูกชายที่มีเพียงคนเดียว แต่ลุงก็ถือเคล็ดว่าคุณทองดำต้องยังอยู่ตามที่หมอดูสั่งไว้ แถมยังให้มันเดินนำหน้า อาจเป็นเคล็ดเพื่อบอกว่าคุณทองดำยังไม่ตาย และลุงยังต้องอยู่ถึงอายุ 90 ปี
เมื่อคืนเป็นการพบปรึกษาหารือที่สำคัญแต่ลุงไม่ให้เป็นข่าว ลุงจึงไม่เอาสุนัขมา และลูกน้องก็ไม่ต้องก้มกราบเท้าต่างกับตอนออกทีวี ลุงเองก็สวมชุดลำลอง ไม่ได้สวมสูท ลุงเรียกลูกน้องมาเน้นย้ำว่า ไม่ต้องไปกลัวหรือฟังเสียงใครทั้งนั้น เพราะลุงสนับสนุนเต็มที่ และสั่งการได้ทุกอย่าง รับรองว่ามีแต่ความดีความชอบไม่มีความผิดใดๆทั้งนั้น ขอให้ทำตามคำสั่งของลุง รวมทั้งย้ำว่าป้าและเปรมิกาเป็นผู้รับถ่ายทอดคำสั่งจากลุงโดยตรง ส่วนข่าวที่ว่าป้าและเปรมิการวมหัวกันจะยึดอำนาจจากลุง ก็เป็นพียงเรื่องที่เอาไว้หลอกคนอื่น อย่าได้ถือเอาเป็นสาระ ขอให้เชื่อฟังพวกเขา เพราะทั้งสองคนยังคงเป็นตัวแทนของลุงเหมือนเดิม

ลุงเคยผ่านวิกฤติการณ์มามากมายหลายครั้ง และเป็นผู้กำชัยชนะโดยสมบูรณ์แบบทุกครั้ง เพราะฉะนั้นขอให้ลูกน้องทุกคนจงวางใจได้ ให้ทำตามที่ลุงและป้าสั่งโดยไม่มีเงื่อนไข จะไม่มีทางแพ้เด็ดขาด อย่างที่ห้อยและหนั่นหูกางมักจะพูดข่มขวัญพวกของรักสินว่า รู้ไหมว่ากำลังสู้กับใคร วันนี้ก็เช่นเดียวกัน อาจต้องมีการใช้ความรุนแรง แต่เป็นเรื่องจำเป็นเพื่อกำจัดเสี้ยนหนามของลุง ให้ทุกคนถือว่าเป็นการทำเพื่อลุงที่เป็นยิ่งกว่าคุณพ่อบังเกิดเกล้า อำนาจและบารมีของลุงที่จะต้องคงอยู่ตลอดไปและต้องอยู่เหนือสิ่งอื่นใด แม้จะแลกด้วยอะไรก็ตาม

หลังจากที่ลุงได้กำชับลูกน้องทั้งหลายให้มีความเชื่อมั่นว่าลุงสนับสนุนเต็มที่ งานนี้ช้างก็ฉุดไม่อยู่ ลูกน้องทุกคนทุกฝ่ายพร้อมลุยเต็มที่ ใครไม่ปฏิบัติ ใครลังเล ก็คงต้องมีปัญหาแน่ๆ ลุงมอบหมายให้ป้าเป็นคนบัญชาการรบในพื้นที่ โดยลุงคอยกำกับอยู่ห่างๆ เพราะป้าเป็นคนใจกล้าใจถึง และเป็นกันชนให้ลุงได้เป็นอย่างดี แม้ว่าคราวนี้ลุงไม่ค่อยแนบเนียนเหมือนก่อนก็ตาม
ลุง ป้า และเปรมิกาจะเปิดห้องบัญชาการรบที่ชั้น 14 อย่างเต็มรูปแบบ โดยเรียกฝ่ายบริหารและฝ่ายกองกำลังเข้าพบเพื่อเตรียมการเผด็จศึกขั้นนองเลือด

พลเอกปรายึด ว่าที่ผู้บัญชาการทหารบกคนใหม่ได้เข้าไปกราบลุง เพื่อรับหน้าที่หัวหมู่ทะลวงฟัน มีการประเมินสถานการณ์ ว่าราษฎรหลายคนเริ่มไม่ซาบซึ้งในบุญคุณของลุงเหมือนก่อน ลุงจึงต้องรีบใช้ความเด็ดขาด ตัดไฟแต่ต้นลม รีบเผด็จศึกให้เกิดความสงบราบคาบ ก่อนที่เหตุการณ์จะลุกลามบานปลายออกไป ให้เดินหน้าบุกไม่ต้องถอย และวางแผนหลอกล่อ ใช้ใส้ศึกสร้างเรื่องให้ฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้ร้าย ตามแผนที่ลุงเคยใช้ได้ผลมาแล้วหลายครั้ง ลุงยังมีลิ้มและจำแลง รวมทั้งพวกเสื้อสีชมพูและหลากสีเป็นกำลังสำรองที่คอยหาเรื่องสร้างความปั่นป่วนให้ฝ่ายตรงข้ามได้ตลอดเวลา ลุงได้ย้ำกับปรายึดให้ช่วยอภิเสกเต็มที่ เพราะถ้าแพ้ก็มีหวังต้องติดคุกกันหมดทุกคน

13 เมษายน 2553

หลังจากที่ลุงตัดสินใจให้ป้าสั่งลุย เมื่อคืนวันที่ 10 เมษายน 2553 แต่แผนเผด็จศึกต้องสะดุดลงทันที เพราะทหารอาชีพบางส่วนไม่พอใจ มีการสวมรอย ในจังหวะชุลมุนตอนดึกในซอยโรงเรียนสตรีวิทยา ถนนราชดำเนิน ทำการตัดตอนย้อนรอยทหารสายบูรพาพยัคฆ์ระดับคุมกำลังพลที่กำลังวางแผน โดยถล่มด้วยอาวุธสงครามกลางเต๊นท์บัญชาการ

การสั่งเผด็จศึกมีสาเหตุหนึ่งจากความความพ่ายแพ้เสียฟอร์มที่สถานีดาวเทียมไทยคม ลาดหลุมแก้ว เมื่อ 9 เมษายน 2553 ที่ทหารถูกคนเสื้อแดงต้อนหนีออกทุ่งนา จึงมีคำสั่งพิเศษ ให้จัดการทุกอย่างให้เสร็จสิ้น ก่อนวันสงกรานต์ ทำให้ พล.อ.ปรายึด ว่าที่ผบ.ทบ. และ พล.ท.ดาวพองว่าที่เสนาธิการ รีบใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุม ที่สะพานผ่านฟ้า ใช้ชื่อว่าขอคืนพื้นที่ เริ่มตอนบ่ายโมงโดยฉวยโอกาสเมื่อ คนเสื้อแดงบุกไล่ทหารที่กองทัพภาค 1 เพราะกลัวว่าจะมาสลายการชุมนุม โดยมีคำสั่งให้เสริมกำลังทหาร พร้อมสั่งการ ต้องให้จบในคืนนี้

ทหารวงศ์เทวัญ จากกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ รับผิดชอบวงนอก แค่ใช้รถฉีดน้ำ แก๊สน้ำตา และกระสุนยาง โดยใช้จากกองพลทหารราบที่ 9 กาญจนบุรี บุกมาทางฝั่งธนบุรี จากสะพานพระปิ่นเกล้า ส่วนกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ หรือ บูรพาพยัคฆ์ ออกจากที่รวมพลที่กองทัพภาค 1 และกองบัญชาการกองทัพบก เดินหน้าเข้าถนนดินสอ หน้าโรงเรียนสตรีวิทยา และแยกไปทางวัดบวรนิเวศน์ บางลำพู เข้าถนนตะนาว ถนนข้าวสารและแยกคอกวัว

โดยมีกำลังเสริมจาก กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์มาเสริม พร้อมรถสายพานลำเลียงพล แบบที-85 จากจีน 9 คัน เป็นด่านหน้าในการบุกตะลุย เพื่อไปรวมกันเข้าตี ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

บุกเข้ายึดผ่านฟ้า ไปบรรจบกับกำลังจากกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ ที่จะบุกมาจากแยก จปร.แต่มีกองกำลังไม่ทราบฝ่าย ระดมยิงทั้งปืนครกเอ็ม 67 และเอ็ม 79

โดยลูกแรก หมายเด็ดหัวแม่ทัพนายกอง ลงกลางวงประชุม ที่พล.ต.วลิต โรจนภักดี ผู้บัญชาการกองพลที่ 2 รักษาพระองค์ กำลังปรึกษาการบัญชาการกับผู้บังคับการกรม ผู้บังคับกองพัน ทั้งเหล่าบูรพาพยัคฆ์ ทหารม้า และทหารรบพิเศษ 2 ลูกติดกัน

จนกองทัพเกิดความระส่ำแตกพ่าย เอารถสายพานหุ้มเกราะหนีไปได้แค่ 3 คัน ที่เหลือถูกยึด รวมทั้งทหารประจำรถและอาวุธต่างๆ ต้องถอยร่นกันอุตลุต หิ้วลากร่างทหาร ทั้งที่ไร้วิญญาณและที่โชกเลือด ไม่ต่างจากคนเสื้อแดงที่โดนถล่มไปก่อนหน้า


มีทหารเสียชีวิต 6 คน บาดเจ็บ 230 คน สาหัส 90 คน นายทหารสัญญาบัตร ที่ตายและเจ็บ ล้วนเป็นทหารเสือราชินีทั้งสิ้น โดยเฉพาะ เสธ.เปา พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม เป็นศพแรก


ส่วน พล.ต.
วลิต โรจนภักดี ขาซ้ายแตกหัก 3 ท่อน ต้องดามเหล็ก






พ.ท.เกรียงศักดิ์ นันทโพธิเดช ผู้บัญชาการทหารราบ 12 กองพันที่ 2 รักษาพระองค์ น้องชายคุณน้ำผึ้งโดนสะเก็ดระเบิดเอ็ม 79 ฝังในศีรษะเจาะสมอง











พ.อ.
สันติพงศ์ ธรรมปิยะ ผู้บังคับการทหารราบ 21 รักษาพระองค์ หน่วยทหารเสือราชินี ถูกสะเก็ดฝังที่ต้นขา






พ.ท.นพสิทธิ์ สิทธิพงษ์โสภณ ผู้บังคับการกองพันทหารม้าที่ 3 รักษาพระองค์ ถูกสะเก็ดระเบิดเอ็ม 79 ฝังอยู่ในขาทั้งสองข้าง โดยหมอไม่ผ่าออก เพราะเกรงกระทบเส้นประสาทกล้ามเนื้อ ไม่นับรวมระดับรองผู้การกรม ผู้พัน และรองผู้พัน ที่ล้วนเป็นทหารเสือราชินี



ทำให้ป้าสมจิตต้องเดินทางไปเยี่ยมบรรดาทหารเสือของเธอ ถึงที่โรงหมอพระมงกุฎ รวมทั้งอาบน้ำศพ พ.อ. ร่มเกล้า ธุวธรรม ด้วยตนเอง



การศึกนี้ นอกจากแพ้พ่ายแล้ว ยังเสียขุนพลและเสียทหารไป 1 กองพล คือกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ที่ต้องละลายไปเลย เพราะทหารที่บาดเจ็บกว่า 200 คนส่วนใหญ่ล้วนเป็นบูรพาพยัคฆ์ เป็นการถล่มโดยเจาะจงหมายหัวบรรดานายทหารบูรพาพยัคฆ์ล้วนๆ ทั้งๆ ที่มีรถสายพานเป็นเกราะกำบังอยู่

เหมือนเป็นการล้างแค้นที่กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ เคยปราบปรามเสื้อแดง ที่สามเหลี่ยมดินแดง เมื่อสงกรานต์ปี 2552 จนได้รับยกย่องจากกองทัพบก และการเติบใหญ่ของบูรพาพยัคฆ์ที่ทำให้ทหารอาชีพพากันหมั่นไส้ จึงอาจเป็นการส่งสัญญาณเตือนและเป็นบทเรียนแก่ทหารเสือราชินี ทั้งน้อยใหญ่

การสูญเสียครั้งนี้ทำให้ป้าสมจิตแค้นใจมาก และต้องการคำตอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บังเอิญเป็นคราวเคราะห์ของเสธแดง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ที่ป้าเชื่อว่ามีส่วนทำให้ป้าสูญเสียนักรบคนสำคัญ



ป้าจึงสั่งการให้กำจัดเสธแดงทันที โดยมีเสธนอกราชการ ที่ข่าววงในว่าชื่อเหมือนภูเขา รับอาสาจัดการให้ป้า โดยป้าสัญญาว่าจะให้กลับมารับราชการและสนับสนุนให้ก้าวหน้าเต็มที่ต่อไป


บทเรียน 10 เมษายน ทำให้ทหารที่ออกปฏิบัติหน้าที่ปราบเสื้อแดงทุกคนต้องพกอาวุธ มีปืนเอ็ม 16 ติดตัวตามปกติ แถมมีการแจกจ่ายปืนลูกซองและกระสุนจริง ไว้สลายฝูงชน แทนแก๊สน้ำตาหรือกระสุนยาง ยกเลิกกฎการใช้กำลัง 7 ขั้นตอน ทหารมีทั้งกระสุน ลูก 9 ที่ยิง 9 นัด จะแตกออกเป็น 9 ลูก และ ลูก 70 ที่จะแตกออกไป 70 ลูกเล็กๆ ที่สามารถหยุดพวกเสื้อแดงให้ล้มร่วงทีเดียวหลายๆคน รวมทั้งการส่งพลซุ่มยิง หรือสไนป์เปอร์ ไปอยู่ตามตึกสูง เพื่อป้องกันการก่อเหตุ ขึ้นไปยึดพื้นที่ รอจังหวะยิงทหารหรือสร้าง สถานการณ์ ทั้งยังปรับกลยุทธ์ด้วยการใช้ทหารนอกเครื่องแบบ พร้อมเข้าปฏิบัติอำพรางและเข้าประชิดตัว

ส่วนนายทหาร ผู้บังคับการหน่วย หรือสัญญาบัตร ก็ต้องแต่งตัวให้กลมกลืนกับทหารทั่วไป สวมเสื้อเกราะและหมวกเหล็ก ราวทำสงครามใหญ่ และปกปิดตัวเอง ไม่ให้ออกสื่อมาก จนคนจำหน้าได้ อันเป็นบทเรียนจากความพ่ายแพ้ของบูรพาพยัคฆ์ที่ซอยโรงเรียนสตรีวิทยา

ยุทธการเชือดไก่ให้ลิงดู
กลางเมืองหลวง


17 เมษายน 2553

ลุงและป้าสั่ง โดยใช้รถหุ้มเกราะแบบที่ท่านหลี่เผิงใช้ที่เทียนอันเหมิน และใช้ปืนเล็งยิง แบบในหนังฝรั่งสมัยรัสเซียซุ่มยิงนายทหารเยอรมันยุคสงครามโลกครั้งที่สอง ลุงต้องการสร้างภาพสยดสยองให้เกิดความหวาดกลัวแบบสุดขีด กลางใจกลางพระนครที่แยกราชประสงค์ ให้เป็นข่าวดังไปทั่วโลก ย้ำถึงความเด็ดขาดของลุงที่ไม่ธรรมดา จะได้ไม่มีใครกล้าลองดีกับลุงอีกต่อไป โดยเปลี่ยนมาปฏิบัติการในเวลากลางวัน เพื่อป้องกันไม่ให้พวกทหารอาชีพฉวยโอกาสถล่มกลับ แบบที่เคยโดนมาแล้วที่ซอยโรงเรียนสตรีวิทยา

ป้าได้ยื่นคำขาดให้กำจัดฝ่ายตรงข้าม แบบขุดรากถอนโคน ไม่อย่างนั้นทุกคนก็จะอยู่ไม่ได้ ต้องถูกปลดและติดคุก งานนี้ให้แต่งตั้งอนุพันธ์หรือเถิกพงษ์ขึ้นบัญชาการเป็นตัวหลอก เพราะอีกไม่กี่เดือนเขาก็จะได้ออกไปเลี้ยงหลาน ถ้าทำอะไรผิดไปก็คงไม่ค่อยมีผล ส่วนปรายึดที่เป็นตัวจริงจะได้ไม่ช้ำเพราะยังต้องทำหน้าที่รับใช้ลุงและป้าไปอีกนาน

ป้าเรียกปรายึดเข้าพบ ย้ำให้กวาดล้างพวกเสื้อแดงให้สิ้นซาก ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผน ลิ้มจะเกณฑ์คนออกมา ทำเป็นพวกหลากสี แต่ตัวละครก็คือพวกเสื้อเหลืองเจ้าเก่า พร้อมที่จะให้มีการปะทะกัน ถึงตอนนั้นจะได้มีการประกาศภาวะสงคราม ตอนนี้ทหารของป้าที่ชลบุรีได้เคลื่อนกำลังเข้ามากรุงเทพแล้ว โดยลุงมีแผนปิดประเทศ 12 ปี เพื่อกวาดล้างพวกเสื้อแดง พร้อมทั้ง ล้างสมองราษฎร และจัดระเบียบประเทศใหม่ เหมือนสมัยจอมพลสฤษดิ์

ที่ประชุมได้ใช้ยุทธการปิดทางเข้าและเปิดทางออก คือ บีบให้พวกเสื้อแดงออกจากพื้นที่ แต่ไม่ให้กลับเข้ามา ให้ระดมพลก่อหวอดให้เกิดความปั่นป่วน และจึงเข้าสลายกวาดล้างให้เรียบ ใช้ตำรวจเป็นกำลังหลัก 5,000 คน มีทหารใช้ปืนยิงขู่ กวาดต้อน ใครอยากหนีก็ให้หนีไป มีทีมคอยจับพวกหัวหน้า ป้าสั่งห้ามอภิเสกถอดใจ ให้พลตรีจำแลงเตรียมพร้อม เพื่อสร้างสถานการณ์ ให้เดินหน้าลุยเต็มที่ ห้ามโต้แย้ง

ตามบัญชาการของลุงที่ให้ใช้มาตรการเด็ดขาดสยดสยอง โดยใช้ทีมแม่นปืนติดกล้องเล็งยิงหรือสไนเปอร์ (Sniper) พร้อมปืนอย่างดีเกือบ 30 กระบอกถูกสั่งเตรียมพร้อมเต็มที่ โดยใช้อาคารสูง รวมทั้งดาดฟ้าโรงหมอจุฬา และบนสถานีรถไฟฟ้าที่ใช้แสลนบังตา เอาไว้เป็นจุดเล็งยิง แบบนัดเดียวจอด โดยพุ่งเป้าที่พวกหัวแข็งหรือพวกกองหน้าก่อน เพื่อเป็นการข่มขวัญ เสธแดงโดนสั่งเก็บเป็นคนแรกๆ เพราะป้าเชื่อว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องในการตายของทหารบูรพาพยัคฆ์ ที่ป้าหมายมั่นให้คุมกำลังสำคัญในวันข้างหน้า ป้าจึงสั่งให้เอาเลือดเสธแดงมาเซ่นสังเวยโดยเร็ว



เดิมที่ป้าต้องการให้จับตาย
อริสมันต์ก่อน แต่โชคยังดีที่อริสมันต์หนีทัน ภารกิจนี้ปรายึดเป็นคนรับหน้าที่จัดทีมเพชฌฆาต ลุงและป้าสั่งจ่ายเงินหลวงเป็นรางวัลนัดเดียวจอดหัวละ 50,000 บาท แบบไม่จำกัดจำนวน ระดับผู้พันจะได้โบนัสติดกระเป๋าคนละไม่ต่ำกว่า 10-15 ล้านบาท แถมด้วยตำแหน่งคุมกำลังสำคัญแบบยกแผง



ป้าสมจิตควงหญิงกลาง
บัญชาการรบ


20 พฤษภาคม 2553

  • คืนก่อนวันเผด็จศึก กลางดึกย่างเข้าวันใหม่ที่ 19 พฤษภาคม 2519 ป้าและหญิงกลางสิรินเทพได้เข้าไปบัญชาการ ตามที่ได้รับมอบหมายจากลุงที่ค่ายราบ 11 เมื่อเวลาตีสอง และออกจากค่ายตอนตีสี่ มีทหารระดับนายพันคุมกำลัง 57 นาย โดยย้ำคำสั่งสูงสุดจากลุง ให้จัดการให้เรียบอย่าให้เหลือ เพราะถือเป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อของการที่จะอยู่หรือไป ของลุงและวงศ์ตระกูล

ก่อนหน้านี้ หญิงกลางเจ้าของคฤหาสน์สระปทุม ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ย่านราชประสงค์ได้ออกมาแสดงบทบาทเพื่อสร้างกระแสโจมตีเสื้อแดงโดยสั่งให้ย้ายสังฆราชและผู้ป่วยออกจากโรงหมอจุฬา อ้างว่ามีพวกเสื้อแดงเข้าไปตรวจค้นข่มขู่คุกคามหมอและพยาบาล เป็นข่าวใหญ่โต ทั้งๆที่ทหารของลุงอาศัยโรงหมอจุฬาเป็นที่ซ่องสุมและอาศัยตึกสูงเป็นที่ซุ่มยิงพวกเสื้อแดง

หญิงกลางยังให้กาชาดของตนเข้าไปดูแลพวกเสื้อแดงในวัดปทุมวนาราม ทั้งๆที่ครอบครัวของลุงเป็นศัตรูกับเสื้อแดงมาตลอด อ้างว่าต้องการนำอาหารและยามาช่วยเหลือกลุ่มผู้ชุมนุมที่หลบอยู่ภายในวัด ตั้งโต๊ะรับตรวจสุขภาพและดูแลสุขภาพของผู้หญิง เด็กและผู้สูงอายุ

ทั้งนี้เพื่อไม่ให้กาชาดสากลเข้าไปรู้เห็นการปราบปรามล้อมฆ่า โดยก่อนหน้านั้นหญิงกลางได้เดินทางมาที่โรงหมอจุฬา เพื่อให้กำลังใจเจ้าหน้าที่และผู้ป่วย พร้อมทั้งแสดงความเป็นห่วงสถานการณ์การชุมนุมเรียกร้องของพวกเสื้อแดง ประโคมข่าวว่าเสื้อแดงคุกคามเจ้าหน้าที่และผู้ป่วยในโรงหมอ ให้ย้ายผู้ป่วยออกจากโรงหมอจุฬาเพื่อความปลอดภัย ทำให้เกิดความปั่นป่วนโกลาหล เพื่อสร้างความไม่ชอบธรรมให้พวกเสื้อแดง หญิงกลางยังออกโรงให้ย้ายสังฆราชจากโรงหมอจุฬา ทั้งๆที่ไม่มีความจำเป็น
วัดปทุม วนาราม ราช วรวิหารเป็นวัดธรรมยุติที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 พร้อมกับคฤหาสน์สระปทุม เป็นที่เก็บเถ้ากระดูกของปู่ย่าและย่าทวดของหญิงกลาง ทั้งวัดปทุมวนารามและโรงเรียนก็อยู่ความอุปถัมภ์ของหญิงกลาง ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินโดยรอบ มีคนตั้งข้อสังเกตว่าทหารที่บุกเข้ากวาดล้างคนเสื้อแดงบางส่วนน่าจะออกมาจากคฤหาสน์สระปทุมของหญิงกลาง ซึ่งอยู่ติดกับด้านหลังวัดปทุมวนารามนั่นเอง เพราะไม่มีใครเห็นว่ามาจากทางอื่น ทหารส่วนนี้น่าจะอาศัยคฤหาสน์สระปทุมเป็นทางผ่านเข้าไปด้านหลังวัดปทุมวนาราม

ในที่สุด ลูกน้องของลุงและป้าก็สามารถเผด็จศึกทั้งเข่นฆ่าจับกุมและโยนความผิดให้พวกเสื้อแดง ปรายึดและทหารบูรพาพยัคฆ์ เตรียมขึ้นคุมกำลังรบแบบยกแผงไปอีกนาน รวมทั้งคณะอื่นๆ ที่มีส่วนร่วมในการร่วมรักษาระบอบการปกครองของลุง
28 พฤษภาคม 2553 ป้าสมจิตเดินทางไปทำพิธีที่วัดชนะสงคราม หลังจากได้รับชัยชนะในการปราบพวกเสื้อแดงซึ่งถือเป็นศัตรูสำคัญ ตามธรรมเนียมของบรรพชนเมื่อรบชนะศัตรูก็จะต้องมาทำพิธีที่วัดชนะสงครามนี้

สายการทำงานของระบอบลุงสมชายก็คือ ลุงเป็นผู้อำนวยการใหญ่ ป้าเป็นผู้กำกับการแสดงเดินสายสั่งการแทนลุง ที่ปรึกษาร่วมวางแผน ที่ไม่ค่อยออกหน้าก็คือนายปี โดยใช้ให้เปรมิกาเป็นตัวแทน เพราะเป็นคนหนักแน่น พูดน้อย พินอบพิเทา อยู่มานาน สมกับเป็นขุนนางในฝันยุคอยุธยาเลยทีเดียว เปรมิกาก็ทำหน้าที่ได้ดีจนทุกคนเชื่อได้อย่างสนิทใจ ว่าเป็นตัวแทนที่แท้จริงของลุงสมชาย ใครจะใหญ่แค่ไหนก็ต้องเข้าไปกราบกรานขอฝากเนื้อฝากตัว เพราะเปรมิกา คือร่างทรงขนานแท้ และไม่เคยปริปากซัดทอด ให้เป็นที่ระคายเคืองลุงสมชายแม้แต่น้อย


อีกคนที่เป็นสายตรงของป้าก็คือ
กาสิด มีหน้าที่ทำหน้าที่ไล่ล่ารักสินเป็นงานหลักแบบสุดขอบฟ้า





มือซ้ายของป้า คือจรุงจืด ทำหน้าที่เป็นตัวแทนป้า มีบทบาทมากในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของการเผด็จศึก เป็นตัวแทนป้าเข้าประชุมที่ราบ11 เพื่อจัดตั้งรัฐบาล ที่มีนายอภิเสกเป็นนายกรัฐมนตรี








ห้อย
:ผู้รับเหมาสร้างศรัทธาคนใหม่


23 มิถุนายน 2553

ลุงสั่งโหมการโฆษณาสดุดีทั้งลุงและป้า ให้ยิ่งใหญ่ที่สุดโดยมีห้อยเป็นแม่งาน มีการเตรียมการไว้ดังนี้
- ให้ทุ่มการรณรงค์โฆษณาประชาสัมพันธ์สดุดียกย่องลุงทุกเช้าสายบ่ายค่ำ เป็นงานประจำ ทำเช่นนี้ติดต่อกันเป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 4-5 ปีขึ้นไป แม้ว่าลุงอาจจะสิ้นอายุขัยลงไป ก็จะต้องทำการเชิดชูสดุดีลุงต่อไปอีก โดยไม่ต้องหยุด เพื่อให้เกิดความซาบซึ้งและจงรักภักดีตลอดไป ให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้

จะมีการนำเอาคำขวัญ คำพูดเก่าๆ ของลุง มาขยายและฉายซ้ำกลับไปมา เพื่อตอกย้ำ ไม่ให้ลืมหายไป เป็นเวลาอีกอย่างน้อย 10 ปี ประธานคนใหม่จะชักจูงผู้คน โดยการนำเอาทายาทของลุงมาช่วยขยายความคำพูดเก่าๆของลุง ทายาทคนนี้จะกลายเป็นขวัญใจคนใหม่แทนที่ลุง

จะมีการสร้างโครงการอบรมเยาวชนและอาสมัครปกป้องสถาบัน แบบยุวชนนาซีสมัยท่านผู้นำฮิตเล่อร์และ หน่วยสายลับนอกเครื่องแบบ เพื่อให้เยาวชนและคนหนุ่มสาว มีความซาบซึ้งและภักดีต่อครอบครัวและลูกหลานของลุง เป็นการปลูกจิตสำนึกรักชาติ รักลุงสมชาย อีกทั้งยุวชนพวกนี้จะทำหน้าที่โฆษณาชักชวน รวมไปถึงการสอดส่องรายงานถ้าพบว่าใครไม่ซาบซึ้ง ไม่ให้ความร่วมมือ จะจับมาเข้าอบรมให้หมด หน่วยเยาวชนเหล่านี้จะได้รับความดีความชอบ และได้รับการแต่งตั้งเป็นเยาวชนตัวอย่าง มีการเสนอข่าว ให้เงินรางวัล เพื่อจูงใจให้เยาวชนเข้ามาอาสา ปฎิบัติหน้าที่เป็นเครือข่ายผู้ซาบซึ้ง จงรักภักดีอย่างเหนียวแน่น

จะมีปฏิบัติการนอกระบบ ต่อพวกเสื้อแดงและฝ่ายที่ไม่ซาบซึ้ง โดยการส่งหน่วยพิเศษเข้าจู่โจม เพราะการไม่ซาบซึ้งถือเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคม ที่ต้องถูกกำจัดโดยไม่มีการยกเว้น จะมีการประกาศ ให้มีวันหยุดทางการเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งวัน สำหรับท่านประธานคนใหม่ และจะอนุรักษ์วันเกิดของลุง 5 ธันวาคม ให้เป็นวันสำคัญเช่นเดิมตลอดไป

จะมีการกำหนดโทษผู้ที่ไม่รักและซาบซึ้งโดยสถานหนัก ถ้าอยู่ในห้องขังแล้ว ก็จะถูกขังลืมหรือ ไม่ก็ถูกทำร้ายโดยผู้ซาบซึ้งที่อยู่ในนั้น ต้องเพิ่มเงินงบประมาณให้สำนักงานของลุง อีก 15-20% ให้ทหารของลุงและป้าเพิ่มอีก 25% เพื่อจัดหาอาวุธมาเสริมกองกำลังของลุงและครอบครัว


กลุ่มเสื้อแดงจุดเทียนซาบซึ้งของนาย
วีระกานต์ จะได้รับการพิจารณาผ่อนปรน เพราะมีความซาบซึ้งมากกว่าเสื้อแดงกลุ่มอื่นๆ สำหรับคดีของลิ้มและเสื้อเหลือง ก็ให้เลื่อนการพิจารณาออกไปอีก 2-3 ปี

ให้ส่งจดหมายประท้วงด่วน ถึงนิตยสาร และเวปไซต์ของฝรั่ง ไม่ให้ลงข่าวในเรื่องความมั่งคั่งร่ำรวยของลุง และครอบครัวโดยเด็ดขาด ให้นายกาสิดรับไปดำเนินการเจรจา ห้ามเอาลุงไปจัดอันดับเศรษฐีโลก ในครั้งต่อๆไปอีก จัดเพิ่มงบประมาณให้กับกลุ่มผู้แสดงความซาบซึ้ง เพื่อให้เข้าไปปฎิบัติงาน สร้างความซาบซึ้งตามเวปไซต์ และทั้งสร้างความปั่นป่วน รวมทั้งสืบหาเบาะแสผู้ที่ไม่ซาบซึ้งตามอินเตอร์เนทที่แพร่หลายอย่างกว้างขวาง ให้หน่วยงานทางทหารส่งข้อความสดุดีลุงสมชายผ่านเอสเอ็มเอส ให้ได้เดือนละประมาณ 100,000 ข้อความ

แผนทุกอย่างให้พิมพ์เป็นรายงาน เพื่อขอความเห็นชอบและอนุมัติ มีการแบ่งหน้าที่กัน โดยฝ่ายรุกรบ คือ ทหารบก กลุ่มนายห้อยและกลุ่มนายกาสิด ส่วนฝ่ายข่าว ให้ นายปี พี่น้องหยุ่นและหย่อง รวมทั้งลิ้ม จะทำการโฆษณาเรื่องการเฉลิมฉลองให้ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา รวมไปถึงการโยงเรื่องโจมตีรักสิน โดยใช้สื่อทุกรูปแบบ ส่วนฝ่ายตุลาการก็จะควบคุมเรื่อง กฎระเบียบ หาเรื่องสร้างพยานยัดข้อหาตีความตัดสินเล่นงานฝ่ายตรงข้าม รวมทั้งเร่งรัดรัดคดีที่เกี่ยวกับครอบครัวของรักสินเพื่อบีบให้รักสินหยุดเคลื่อนไหว

14 สิงหาคม 2553

วันเกิดของป้าในปีนี้ มีการจัดงานที่ยิ่งใหญ่ไม่น้อยหน้าใคร มีการประกวดพลุนานาชาติเฉลิมเกียรติป้าสมจิตที่พัทยา ลุงและป้าได้สั่งปูนบำเหน็จความดีความชอบแก่ทหารบูรพาพยัคฆ์ที่เข้าร่วมยุทธการล้อมปราบเสื้อแดง และให้ได้คุมกำลังสำคัญ เพื่อเป็นหลักประกันให้ลุงและป้าได้อุ่นใจไปอีกหลายปี ต่อจากนี้จะมีการประโคมโหมโฆษณา ถึงความดีและบุญคุณของลุงและป้าที่มีต่อราษฎร อย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน เพราะมีความเพรียบพร้อมมากที่สุด คนของลุงและป้าขึ้นมามีอำนาจแบบยกแผง ในทุกส่วนทุกสายงาน แถมยังมีที่ทั้งลิ้มและห้อยเป็นมือซ้ายและมือขวา

แม้ว่าพวกเสื้อแดงจะถูกจัดการแบบสยดสยองไร้ความปราณีไปแล้ว แต่ป้าลุงและก็ไม่สามารถสยบการเคลื่อนไหวของพวกเสื้อแดงลงไปได้ ผู้คนกลับได้เห็นชัดถึงความเหี้ยมโหดของลุงและครอบครัว เพราะการแอบชักใยของลุงเริ่มจะไม่ค่อยได้ผล ในขณะที่ศัตรูคนสำคัญของลุงและครอบครัวคือ รักสิน ยังลอยนวลอยู่และพร้อมจะกลับมาเป็นคู่แข่งกับลุง ทั้งสนามในประเทศและต่างประเทศ

ทำให้ลุงต้องรีบหาการสนับสนุนจากลูกพี่ใหญ่คือสหรัฐ โดยการวางแผนหลอกจับนายวิคเตอร์บูด ( Viktor Bout ) ชาวรัสเซียเพื่อส่งตัวให้ซีไอเอลูกพี่เก่าของลุง โดยอาศัยเรื่องสมัยที่รักสินได้ทำบันทึกความเข้าใจซื้อขายแบบแลกเปลี่ยนสินค้ากับรัสเซียเพื่อซื้อเครื่องบินมิ้ก รุ่นซู 35 ตามแบบมาเลย์เซีย ซึ่งเป็นเครื่องบินที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเครื่องบินเอฟ พร้อมทั้งเรือดำน้ำรุ่นใหม่ขนาดเล็ก 1 ลำ พอรักสินโดนยึดอำนาจ สุรายึดก็ทำท่าว่าจะมาสานโครงการต่อ

โดยใช้กองทัพเรือไปหลอกนายวิคเตอร์บูดให้มาสำรวจดูท่าเรือที่จะส่งมอบเรือดำน้ำ แล้วสั่งให้จับตัวนายวิคเตอร์บูดเตรียมส่งให้สหรัฐ ซึ่งเป็นลูกพี่เก่าที่สนับสนุนลุงมาตลอด โดยหวังจะให้สหรัฐช่วยกำจัดหรือสกัดรักสินไม่ให้มากวนใจลุงได้อีก โดยรู้ทั้งรู้ว่าอาจเกิดเรื่องใหญ่โตตามมา แต่ลุงมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับสหรัฐมานานและต้องขึ้นกับสหรัฐตลอดไป จากการที่ซีไอเอรู้เรื่องธุรกิจพิเศษของลุงมาตลอดเป็นอย่างดี ขณะที่สหรัฐก็ทำตัวเป็นตำรวจโลกและมีอิทธิพลสูงในเวทีระหว่างประเทศ

ลุงได้สั่งรวบตัวนายวิคเตอร์บูดหลังจากเดินทางเข้าประเทศได้เพียงสามชั่วโมง แล้วเอามาขังไว้สองปีครึ่ง แถมให้นายกาสิดไปหลอกรัสเซียว่าให้เลิกช่วยเหลือรักสิน แล้วจะคืนตัวนายวิคเตอร์บูดให้ ช่วงสงกรานต์ปี 2553 ก็ให้นายศิริโชคผู้ช่วยของอภิเสกไปหลอกนายบูด ให้ใส่ร้ายรักสินว่าเป็นคนสั่งซื้ออาวุธจากเกาหลีเหนือเข้ามาไทย แต่นายบูดไม่ยอมทำตาม ลุงจึงสั่งให้ส่งตัวให้สหรัฐเพื่อหวังเอาใจ

ขณะเดียวกัน ลุงก็ให้ลูกน้องปล่อยข่าวว่าลุงถอยแล้ว และต้องการคืนดีกับรักสินและพวกเสื้อแดงขอให้ทุกคนกลับมารักและบูชาลุง เพื่อให้เกิดความสามัคคีกันเหมือนเดิม โดยลุงทำเป็นว่าได้เห็นชอบไว้วางใจ ให้นายมุ่งขวานแห่งพรรคเพื่อไทยเป็นคนร่วมประสานสามัคคีกับพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นเครือข่ายของลุง

มีหมอดูพานายมุ่งขวานเข้าพบเพื่อฝากตัวกับป้าสมจิต พร้อมทั้งได้สั่งระดมน้ำเลี้ยงจากนายทุนสี่กลุ่มทั้งเบียร์ช้าง เครื่องดื่มกระทิงแดง ธนาคารกรุงเทพและเครือซีพีเจริญโภคภัณฑ์ ข่าวว่ามีการจ่ายน้ำเลี้ยงเดือนละ 18 ล้านบาท จ่ายให้สส.พรรคเพื่อไทยราว 60 คน เพื่อเตรียมจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคภูมิใจห้อย จัดตั้งรัฐบาลที่มีลุงสมชายเป็นเจ้าของระบอบเช่นเดิม

ในขณะที่เร่งสร้างความได้เปรียบให้แก่พรรคประชาธิปัตย์ให้ได้มากที่สุด รวมทั้งการแก้รัดทำมะนวยลดจำนวนสส.ในภาคเหนือและภาคอิสานที่เป็นฐานเสียงของเครือข่ายรักสิน รวมทั้งการเสนอกติกาใหม่ ให้พรรคที่มีจำนวนสส.ระบบบัญชีรายชื่อได้จัดตั้งรัฐบาลก่อน เพราะเชื่อว่าประชาชนทั่วประเทศรู้จักนายอภิเสกดีกว่าหัวหน้าพรรคการเมืองคู่แข่ง เพราะหัวหน้าพรรคคู่แข่งตัวจริงถูกยุบและถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปีจึงเหลือแต่พวกตัวสำรองปลายแถวที่ไม่โดดเด่นเท่านายอภิเสก

แต่นายอภิเสกมีความโดดเด่นในเรื่องของการไม่มีวิสัยทัศน์ ทำงานไม่ได้ผล เก่งแต่การแสดงโวหาร ที่ไม่ค่อยมีสาระ มีเรื่องทุจริตที่ชัดเจนมากมายกว่ารัฐบาลชุดที่ผ่านๆมา มีการวิจัยว่ามีการทุจริตเงินงบประมาณราว 30 % หรือ 200,000 ล้านบาท ใช้เงินงบประมาณอย่างไม่เกิดประโยชน์ เพียงเพื่อการหาเสียงสร้างคะแนนนิยม ลอกเลียนนโยบายประชานิยมของรักสิน โดยทำแบบฉาบฉวย แถมยังเป็นนักกู้เงินตัวสำคัญ กู้เงินมากขึ้นแต่ใช้หนี้น้อยลง

นายอภิเสก ใช้เวลาบริหาร 2 ปีเศษ ได้สร้างหนี้ถึง 1.49 ล้านล้านบาท มีหนี้ที่เกิดจากเงินกู้ไทยเข้มแข็ง สูงถึง 400,000 ล้านบาท เป็นการสร้างหนี้นอกระบบเสียเอง งบประมาณปี 2555 ขาดดุล 3.5 แสนล้านบาท จะก่อหนี้รวม 1.84 ล้านล้านบาท ทำให้หนี้สาธารณะสูงถึง 4.3 ล้านล้านบาท ประชาชนจะเป็นหนี้คนละ 64,000 บาท ถ้ารัฐบาลใช้เงินเก่ง ก็ต้องหาเงินเข้าประเทศเป็น ถ้ากู้มาแล้วเอามาลงทุนทำกำไร มันเป็นเรื่องดี ที่พอจะเข้าใจ มิใช่กู้แล้วเอามาล้างผลาญหาประโยชน์เข้าตนเองและพรรคพวก ซึ่งจะนำหายนะมาสู่ประเทศ
แม้ลุงจะมีอาการทางสมองและประสาทโดยเฉพาะโรคพาร์กินสันที่ทำให้มีอาการสั่น แต่เมื่อฉีดยาก็พอลดอาการลงได้บ้าง ลุงได้สั่งให้ฉลองล่วงหน้าข้ามปี แบบต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยทุ่มเทจัดหากิจกรรมทุกอย่างให้ยิ่งใหญ่ที่สุดพอใกล้วันเกิดลุง 5 ธันวาคม 2553 ก็เริ่มโหมงานเชิดชูเกียรติลุงสมชาย

ป้าสมจิตและเสี่ยอู จัดงานฉลองวันเกิดล่วงหน้าในวัดพระแก้ว ในรูปแบบแสง สี เสียง และสื่อผสมอย่างยิ่งใหญ่ตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม 2553 ถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2554

ในโอกาสที่ลุงอายุครบ 7 รอบในปลายปี 2554 และกลางปี 2555 เมื่อป้าจะมีอายุ 80 เสี่ยก็จะอายุ 60 ถ้าไม่ป่วยตายไปก่อน เพราะแต่ละคนก็มีโรคร้ายแรงประจำตัว ที่อาจกำเริบขึ้นเมื่อใดก็ได้ ผู้เข้าชมที่วัดพระแก้วจะได้ซาบซึ้งถึงบุญคุณของลุงและครอบครัว กิจกรรมนี้ใช้งบประมาณของรัฐบาลทั้งหมด โดยรายได้ทั้งหมดจะยกให้ลุงไปใช้จ่ายตามใจชอบ หรือนำไปเก็บสะสมให้ร่ำรวยยิ่งๆขึ้นไป รวมจัดแสดงทั้งสิ้น 58 รอบ บัตรราคา 500 บาททุกที่นั่ง งานนี้ลุงสั่งให้หล่อรูปปั้นของลุงด้วยทองสัมฤทธิ์ผสมทอง สูงเกือบสองเมตรครึ่ง หนัก 2 ตัน ใช้ช่างสิบหมู่จากกรมศิลปากร


มีการสั่งทำเหรียญฉลองการแต่งงานของลุงและป้าครบ 60 ปี มี 4 ชนิด เหรียญละ 25,000 1,000 1,200 และ 100 บาท รายได้ยกให้ลุงทั้งหมดตามระเบียบ


ให้เร่งปลูกฝังอุดมการณ์ ที่ถือว่า ลุงและครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ ที่ต้องเคารพและช่วยกันปกป้องอย่างที่สุด ห้ามผู้ใดล่วงละเมิดเป็นอันขาด มิเช่นนั้นจะต้องได้รับการลงโทษที่หนักที่สุด รวมทั้งการสนับสนุนให้ลุงสมชายมีอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ มีขบวนการขอคืนอำนาจทั้งหมดให้ลุง และให้ลุงมีอำนาจแต่งตั้งผู้ปกครอง หรือรัฐบาลแห่งชาติ สนับสนุนส่งเสริมการแสดงความซาบซึ้งที่ต้องแสดงออกให้เห็นอย่างแพร่หลาย

ใครเผาห้าง เผาแล้วได้อะไร

สื่อต้องทำหน้าที่สนองนโยบายรัฐของลุงสมชายโดยการเสนอข่าวว่าคนเสื้อแดงเป็นคนเผาห้าง ทั้งๆที่ทหารของลุงและป้าได้ควบคุมพื้นที่ไว้ทั้งหมดแล้วก่อนที่จะมีการเผาห้าง ห้างอิเซตันของชาวญี่ปุ่นที่อยู่ติดกันก็ไม่โดนเผา เพราะกลัวมีปัญหาเนื่องจากเป็นชาวต่างชาติ ห้างสยามพาราก้อนเสียหายเล็กน้อยแถวหน้าห้าง แถวสยามสแควร์ ซอย 4-5 ก็โดนเผาราบเรียบ

มีลักษณะของการเลือกจุดที่จะเผา พนักงานห้างให้การว่าเห็นคนชุดดำที่มีทั้งปืนและระเบิดบุกเข้าเผาห้าง แต่รัฐบาลอภิเสกไม่ตามหาจับกุมมือเผา ที่มีทั้งภาพถ่ายและภาพเคลื่อนไหวที่เห็นหน้าชัดเจน แต่ไม่นำออกมาเผยแพร่ประกาศจับ เพราะกลัวจะสาวไปถึงคนสั่งการ

ใครได้ใครเสีย ในการเผาห้าง


ถ้าเป็นพวกเสื้อแดงเผา ก็จะไม่ได้อะไรเลย นอกจากความสะใจชั่ววูบของคนบางคนที่ทำตามอารมณ์เท่านั้น แต่จะโดนกล่าวหาว่าว่าเป็นผู้ก่อการร้ายที่ต้องการสร้างวุ่นวาย กลบเกลื่อนเรื่องการสังหารหมู่เกือบร้อยศพ และบาดเจ็บอีกพันกว่าคน คนทั่วไปจะไม่เห็นใจหรือช่วยเรียกร้องความเป็นธรรมที่ถูกกระทำ บางคนอาจสมน้ำหน้า และซ้ำเติมแทน

นายอภิเสกลูกน้องลุงสมชายน่าจะเป็นฝ่ายได้ประโยชน์มากที่สุดจากการเผาห้าง คือ นำไปโฆษณาโจมตีพวกเสื้อแดงว่าเป็นพวกก่อการร้าย เผาบ้านเผาเมือง และได้ความดีความชอบในการออกมาช่วยเหลือปราบปรามการก่อการร้าย ทั้งๆที่พวกเสื้อแดงได้สลายตัวไปแล้ว ต้องหนีหัวซุกหัวซุนเอาชีวิตรอดอย่างเดียว

ส่วนห้างเซ็นทรัลเวิลด์ที่โดนเผา ก็ได้ทำประกันภัยไว้สองสัญญาวงเงินหมื่นสามพันล้านบาท และภัยจากการจราจลอีกสามพันห้าร้อยล้านบาท สัญญาประกันกำลังจะหมดอายุตอนสิ้นปี 2553 และยังได้รับการต่ออายุเช่าที่ของสาขาลาดพร้าวฟรีอีกหนึ่งปีจากการรถไฟ ทั้งๆที่ไม่ใช่สาขาที่โดนไฟไหม้ โดยอ้างว่าเป็นการให้ชดเชยที่ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ราชประสงค์โดนเผา

โดยใช้เงินที่ได้จากบริษัทประกันมาลงทุน แต่ใช้เงินไม่ถึงหนึ่งหมื่นล้านบาท ใช้เวลาราว 4 ถึง 6 เดือน เท่ากับได้เงินก้อนใหญ่เอาไปปรับปรุงห้างฟรี โดยสร้างให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม โดยเปิดให้บริการใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมเมื่อ 28 กันยายน 2553 เท่ากับได้กำไรหลายต่อ แต่ผู้บริหารห้างกลับออกข่าว ว่ามีกลุ่มผู้ก่อการร้ายใช้อาวุธหนักขัดขวางการทำหน้าที่ของพนักงานรวมถึงทหารและตำรวจที่เป็นเครือข่ายของลุง ทั้งๆที่มีแต่ทหารและตำรวจที่ควบคุมพื้นที่ไว้ทั้งหมดแล้วขณะที่เริ่มมีการเผาห้าง ผู้เช่าพื้นที่ระยะยาวที่เซ้งต่อ หรือผู้เช่าต่อเป็นเดือนก็ยังได้รับการคุ้มครองจากการประกันภัยเช่นเดียวกัน การเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ที่เช่าที่ดินของลุงกลับกลายเป็นผลประโยชน์ของห้างที่ได้รับเงินประกันมาปรับปรุงขยายห้างฟรีๆ

วันที่ 4 มีนาคม 2554 นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ ประธานคณะกรรมการติดตามสถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา ได้เชิญตัวแทนกรรมการผู้จัดการเซ็นทรัลเวิลด์ให้ข้อมูลว่า มีกลุ่มคนหนึ่งพยายามเผาเซ็นทรัลเวิลด์มาแล้วหลายครั้ง แต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากมีหน่วยรักษาความปลอดภัยคอยป้องกันเหตุจำนวนหลายร้อยคน

หลังจากนั้นกลุ่มคนดังกล่าว ได้เพิ่มจำนวนคนมากขึ้น พร้อมกับถืออาวุธครบมือเข้ามาภายในเซ็นทรัลเวิลด์ จนสามารถบีบให้หน่วยรักษาความปลอดภัยยอมจำนน และสามารถเผาได้สำเร็จ



การพยายามลอบวางเพลิง ไม่ได้เกิดขึ้นในระหว่างที่กลุ่มเสื้อแดงชุมนุม แต่เกิดขึ้นหลังจากที่แกนนำกลุ่มเสื้อแดงเข้ามอบตัวแล้ว โดยที่กลุ่มผู้ชุมนุมก็มีความสัมพันธ์ที่เป็นไปได้ด้วยดีกับทางห้าง โดยทางห้างได้อำนวยความสะดวกให้ผู้ชุมนุมเข้าห้องน้ำด้วย มีคลิปวีดีโอที่บันทึกภาพของกลุ่มคนที่วางเพลิงไว้ด้วย แต่ทางห้างยังไม่ได้ส่งมาให้ทางคณะกรรมการ

คำให้การของ รปภ.
ห้างเซ็นทรัลเวิลด์


รปภ.บริษัท อาร์ทีเอสการ์ด ที่ดูแลพื้นที่ ด้านนอกลานจอดรถและรอบห้างให้การว่า หลังจากเวลา 13.00 น ได้ทราบข่าวว่าได้มีเจ้าหน้าที่เคลื่อนที่ นำกำลังมาถึงหน้าสยามพารากอน ตนจึงให้ปิดล็อกประตูทางเข้าออกห้างทั้งหมด

จนกระทั่งเวลา 16.30 น.มีทหารพร้อมปืนบุกเข้ามาเคลียร์พื้นที่ในห้าง และสั่งให้รปภ.ทุกคนออกไปจากพื้นที่ ช่วงบ่ายเห็นกลุ่มเสื้อแดงวิ่งแตกฮือได้ยินเสียงปืนเสียงระเบิดเป็นระยะ


จนเวลา 17.00 น จึงออกจากพื้นที่ได้โดยมีทหารมาควบคุมพื้นที่ห้าง ตอนนั้นไม่มีคนเสื้อแดงหรือประชาชนหลบอยู่ในห้าง และยังไม่มีไฟไหม้ รปภ. จีไฟร์เอสการ์ดที่ดูแลภายในห้าง ให้การว่าช่วงเช้าตนทำหน้าที่อยู่ชั้น 6 ของห้างเซ็นทรัลเวิลด์เห็นกลุ่มเสื้อแดงวิ่งหนีกันอลหม่าน และมีเสียงปืนเสียงระเบิดดัง ตนได้รับคำสั่งจากหัวหน้าให้ลงมาอยู่ข้างล่างจนเวลา 17.00 น จึงออกได้จากพื้นที่

การสังหารประชาชน
ในวัดปทุมวนาราม

ทหารห้านายได้ให้การยอมรับว่า ได้ใช้อาวุธปืนประจำกายยิงเข้าไปในวัดปทุมวนารามจริงตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา และสถานที่ยิงเป็นเขตอภัยทาน พยานบุคคลจากการสอบสวนมีหลายสิบปากให้การว่า เห็นเจ้าหน้าที่ใช้อาวุธปืนยิงเข้ามาในบริเวณวัดแม้กระทั่งยิงเข้าไปในเต็นท์พยาบาล ขณะที่มีการยุติการชุมนุม ทั้งๆที่มีการร้องขอต่อเจ้าอาวาส



มีพยานบุคคลหลายปากยืนยันว่า เวลา 17.00 น. เศษมีเสียงปืนดังติดต่อกันหลายนัดจากสถานีรถไฟฟ้าสยาม






มีการเข้าช่วยเหลือบุคคลที่บาดเจ็บ ได้แก่ นายอัฐชัย ชุมจันทร์ได้ถึงแก่ความตาย และได้ถ่ายภาพไว้เมื่อเวลา 17.50 น. วันที่ 19 พ.ค. 2553




ในภาพมีนายมงคล เข็มทอง อาสาป่อเต็กตึ๊งได้เข้ามาช่วยเหลือนายอัฐชัย แต่นายมงคลก็ถูกยิงตายในขณะที่กำลังช่วยเหลือนายอัฐชัย และต่อมา น.ส. กมนเกด อัคฮาดก็ถูกกระสุนปืนถึงแก่ความตายในเต็นท์พยาบาลขณะที่ น.ส. กมนเกดถูกกระสุน นายอัครเดช ขันแก้วอาสาพยาบาล อีกคนได้เข้าไปช่วยแต่ถูกยิงเสียชีวิตในเต็นท์ พยาบาลเช่นเดียวกัน

ประชาวิวัฒน์
เลียนแบบประชานิยม
หวังหาเสียง


9 มกราคม 2554 อภิเสกแถลงนโยบายเอาใจราษฎร 9 ข้อ หวังหาเสียงเพื่อชนะการเลือกตั้ง โดยใช้งบประมาณในการวิจัยคิดค้นนโยบายถึง 69 ล้านบาท เรียกชื่อว่าประชาวิวัฒน์ ทั้งๆที่เกือบทั้งหมดลอกแบบมาจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาลรักสิน หวังเอาใจคนรากหญ้าทุกส่วน เช่น ให้ราษฎรร่วมระบบประกันสังคม โดยรัฐช่วยจ่ายให้ราว 30% ทั้งๆที่แรงงานนอกระบบไม่มีรายได้ประจำ บางครั้งไม่มีจะกิน บางทีไม่สามารถส่งเงินเข้ากองทุนได้เลย

ให้แท็กซี่ และหาบเร่แผงลอย เข้าถึงสินเชื่อซึ่งพรรคไทยรักไทยได้เคยทำมาแล้ว แต่ดอกเบี้ยผ่อนรถยนต์ที่คิดแบบคงที่ ยังสูงเกินไป



ขึ้นทะเบียนมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ทำบัตรให้เบอร์เสื้อวิน เปิดช่องให้กลุ่มอิทธิพลกลับคืนมาอีกครั้ง ขณะที่การทำมาหากินก็จะยากขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจไม่ได้ดีขึ้นอย่างที่รัฐบาลอภิเสกโฆษณา โครงการก็ไม่มีมาตรการตรวจสอบ มีการลงทะเบียนทำนาสูงกว่าพื้นที่จริงกว่า 400,000 ครัวเรือน หรือกว่า 12% เพื่อโกงเงินงบประมาณ

เอาใจหาบเร่แผงลอย โดยเพิ่มจุดผ่อนปรน แทนที่จะบริหารเศรษฐกิจของประเทศให้ดี ให้โอกาสค้าขายในพื้นที่ทั่วประเทศ


นำเงินกองทุนน้ำมันมาตรึงราคาน้ำมัน ทั้งๆที่ราคาน้ำมันสูงเพราะรัฐบาลเก็บภาษีน้ำมัน และเงินกองทุนน้ำมันสูงมาก รวมแล้ว10-15 บาทต่อ 1 ลิตร การตรึงราคาแก๊สแอลพีจีสำหรับครัวเรือน และการตรึงราคาน้ำมันภาคการขนส่ง ทำให้เกิดการลักลอบยักย้ายถ่ายเท

งดการจัดเก็บค่าไฟ กับผู้ใช้ไฟฟ้าต่ำกว่า 90 หน่วยแบบถาวร โดยรัฐบาลต้องกู้เงินมาชดเชยกว่า 22,000 ล้านบาท สุดท้ายภาระหนี้สินจะถูกผลักให้ประชาชน





ลดต้นทุนการเกษตร โดยให้ขายไข่ไก่เป็นกิโล เพื่อบริษัทใหญ่ได้ลดต้นทุนค่าคัดแยกไข่



เพิ่มความปลอดภัยโดยเพิ่มการติดตั้งกล้องวงจรปิด เป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด เพราะปัญหาที่แท้จริงคือ คนตกงาน ไม่มีงานทำ ช่องทางการหารายได้น้อยลง เนื่องจากเศรษฐกิจภาคประชาชนไม่ได้ดีขึ้น เป็นการหาเรื่องจัดซื้อจัดจ้างอุปกรณ์กล้องซีซีทีวี



พร้อมทั้งกู้เงินอีก 6 พันล้านบาท เอาใจรากหญ้า เพื่อขยาย เวลารถเมล์ฟรี





โดยสารรถไฟชั้น 3 ฟรี และไฟฟ้าฟรี 90 หน่วย จากที่จะสิ้นสุดในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ออกไปเป็นวันที่ 30 มิถุนายน 2554


มาตรการทั้งหมดของรัฐบาลอภิเสกลูกรักของลุงสมชาย ก็เพื่อหวังเอาใจดึงความสนใจให้ลืมการการฆาตรกรรมหมู่ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553



แต่พวกเสื้อแดงกลับไม่กลัวและไม่เข็ดหลาบ มีการชุมนุมของเสื้อแดงที่ราชประสงค์มากขึ้นเรื่อยๆ จนแออัดยัดเยียดเต็มแยกราชประสงค์และถนนราชดำริถึงประตูน้ำ ต่างคนต่างมา แบบไม่มีแกนนำเพื่อมาทวงหาความเป็นธรรมให้กับประชาชนที่ถูกเข่นฆ่าจากการเรียกร้องประชาธิปไตย

เมื่อมีคนตาย 91 คน แทนที่จะกล่าวขอโทษและจ่ายให้ผู้เสียชีวิตแค่คนละล้านบาท ใช้เงินก็ไม่เกิน 100 ล้านบาท แต่ไม่คิดจะทำ กลับปล่อยให้ญาติพี่น้องของผู้ที่เสียชีวิตต้องอาฆาตแค้นอยู่ตั้ง 8 เดือน จึงเพิ่งนึกขึ้นได้ จึงได้คิดนโยบายสร้างความนิยม มีการใช้เงินราชการกว่าหมื่นล้านบาทในการปราบปรามและเข่นฆ่าประชาชนที่ราชประสงค์ กลายเป็นว่าทหารฆ่าประชาชนแล้วรวย ฆ่าประชาชนแล้วได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง ประชาชนที่ถูกฆ่ากลายเป็นคนเลว กลายเป็นผู้ต้องหาต้องติดคุก ต้องหลบหนี

น้ำมันเมืองไทย แพงเสมอ
ในทุกสถานการณ์


ไม่ว่าน้ำมันตลาดโลกราคา 70 หรือ 140 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เท่ากับ 159 ลิตร แต่ราคาน้ำมันในไทยก็ยังแพงเท่าเดิม เพราะรัฐบาลเก็บภาษีและกองทุนน้ำมัน คิดเป็นสัดส่วนราว 50% ของราคาน้ำมันต่อลิตร เนื่องจากรัฐบาลขาดรายได้จนต้องปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตเป็น 7 บาทต่อลิตร สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ รัฐบาลควรช่วยลดภาระค่าครองชีพ แต่กลับโยนภาระให้ประชาชน

ราคาน้ำมันวันที่ 3 สิงหาคม 2552 ราคาน้ำมันเบนซิน 95 อยู่ที่ 39.74 บาทต่อลิตร พบว่าเงินที่เก็บเข้ารัฐในรูปแบบต่างๆ มีมากถึง 45% เป็นเงินภาษีสรรพสามิต 7 บาท ภาษีเทศบาล 0.70 บาท กองทุนน้ำมัน 7 บาท และอื่นๆอีก 2.60 บาท รวมแล้วมากถึง 18.0499 บาท น้ำมันเบนซิน 91 เงินเก็บเข้ารัฐถึง 48% ส่วนน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 เก็บที่ประมาณ 36-37% เพราะเป็นพลังงานทดแทน

จุดพลิกที่ทำให้น้ำมันในไทยแพงผิดปกติ มาจากการยกเลิกการลดหย่อนจัดเก็บภาษีสรรพสามิตที่เคยลดหย่อนในสมัยรัฐบาลนายหมัก แต่มาถูกรัฐบาลอภิเสกสั่งยกเลิก เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2552 และการปรับเพดานภาษีสรรพสามิต น้ำมันเบนซินทุกประเภทชนเพดานสูงสุด 5 บาทต่อลิตร รวมทั้งน้ำมันดีเซลทุกประเภท ที่สำคัญคือการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันระลอก 2 เพราะต้องหาเงินเข้ารัฐด้วยการขยายเพดานจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน จาก 5 บาทต่อลิตร เป็น 10 บาทต่อลิตร ซึ่งกระทรวงการคลังได้จัดเก็บภาษีน้ำมันเพิ่มขึ้นจากเดิม 2 บาทต่อลิตร หรือเป็น 7 บาทต่อลิตร (ยังไม่เต็มเพดาน) ตั้งแต่เที่ยงคืนวันที่ 14 พฤษภาคม 2552 เป็นต้นไป

พรรคเพื่อเจ้าเอาเปรียบทุกทาง
สูตร ส.ส. 375 : 125

นาย สมบัติอธิการบดีนิด้า คนของลุงสมชายอ้างว่า ประเทศพัฒนาแล้วจะให้ความสำคัญกับส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อมากกว่า เพราะเป็นการให้ความสำคัญกับพรรคการเมืองที่ต้องมีบทบาทต่อการบริหารบ้านเมือง ทำให้พรรคมีความเข้มแข็ง ทั้งๆที่เมื่อก่อนพวกเขาได้ทำลายความแข็งแข็งของพรรคการเมืองที่ประชาชนนิยมมาตลอด

นายสมบัติซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากนายอภิเสก ได้เสนอความเห็นให้เพิ่มสัดส่วนส.ส.บัญชีรายชื่อจาก 100 คน เป็น 125 คน และลดจำนวนสส.เขตจาก 400 คน เหลือ 375 คน โดยลดจำนวนสส.เขตจาก 24 จังหวัด 25 คน


โดยกรุงเทพ มี ส.ส.ลดลง 2 คน ภาคกลางมีส.ส. ลดลง 3 คน ภาคใต้ มีส.ส. ลดลง 4 คน
ภาคอีสานมีส.ส.ลดลง 9 คน ภาคเหนือ มีส.ส.ลดลง 7 คน จะทำให้ ภาคอีสาน กับ ภาคเหนือ ซึ่งเป็นฐานเสียงที่สำคัญของพรรคเพื่อไทย มี ส.ส.หายไปถึง 16 ที่นั่ง ขณะที่ภาคใต้ซึ่งเป็นฐานเสียงที่สำคัญของพรรคเพื่อเจ้า ลดลงเพียง 4 ที่นั่งเท่านั้น ทั้งยังเสนอให้พรรคที่มีส.ส.แบบบัญชีรายชื่อมากที่สุดได้มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลก่อน

หาเรื่องเขมร
เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ

ลุงสมชายได้ทำงานรับใช้สหรัฐมานาน เคยเป็นพันธมิตรทางหทารที่สนิทแนบแน่น ใช้ประเทศไทยเป็นฐานทัพส่งเครื่องบินไปทิ้งระเบิดประเทศเพื่อนบ้าน ต่อมาก็สนับสนุนฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้านหลายครั้งตลอดมา ตามนโยบายของสหรัฐ เพื่อสร้างความแตกแยกในภูมิภาคอาเซียน เพื่อสกัดกั้นอิทธิพลของจีน

ลุงสมชายเป็นศัตรูคู่แค้นกับสมเด็จฮุนเซ็นมานานแล้ว โดยสนับสนุนพวกเขมรแดงที่ถูกกองทัพเวียตนามตีพ่ายจากกัมพูชา และยังสนับสนุนคู่แข่งทางการเมืองของสมเด็จฮุนเซ็น รวมทั้งให้ที่พักพิงแก่นายซกเยือน อดีตกรรมการบริหารพรรคสมรังสี ที่ถูกกล่าวหาว่าวางแผนลอบสังหารสมเด็จฮุนเซ็น

ย้อนหลังไปเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2505 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลกได้พิพากษาว่า ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่บนดินแดนภายใต้อำนาจอธิปไตยของกัมพูชา โดยอาศัยเหตุผลว่า ประเทศไทยได้นิ่งเฉยมิได้ประท้วงแผนที่ฝรั่งเศสฉบับหนึ่ง ซึ่งส่งมาให้รัฐบาลไทยในปี 2447 และ 2450 รัฐบาลไทยก็มีเอกสารคำพิพากษาดังกล่าวเก็บไว้ที่กองปกาศิตทำเนียบรัฐบาล

ต่อมาประสาทพระวิหารได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ในการประชุมที่เมืองควีเบค ประเทศแคนาดา เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2551 ซึ่งจะทำให้ทั้งกัมพูชาและไทยได้รับประโยชน์ร่วมกันจากการท่องเที่ยวเขาพระวิหาร


สำหรับพื้นที่รอบประสาท 4.6 ตารางกิโลเมตร ก็เป็นพื้นที่ใช้สอยร่วมกันของคนทั้งสองประเทศโดยที่คนไทยได้รับประโยชน์เป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากมีความได้เปรียบในทางเศรษฐกิจที่พัฒนามากกว่า การเดินทางจากทางฝั่งของไทยก็สะดวกกว่ามาก ประเทศไทยจึงได้ประโยชน์อย่างมากจากการขึ้นทะเบียนประสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก

สมัยรัฐบาลรักสินก็ได้มีการเจรจาให้ชาวกัมพูชาที่เข้ามาค้าขายได้ทำการย้ายออกจากพื้นที่ทับซ้อน แต่ลุงสมชายกลับให้ลูกน้องไปทวงคืนประสาทพระวิหาร พร้อมทั้งอ้างการสูญเสียพื้นที่โดยรอบประสาทพระวิหารเพื่อปลุกกระแสคลั่งชาติ เบี่ยงเบนความสนใจปัญหาภายในประเทศโดยเฉพาะกรณีสังหารหมู่คนเสื้อแดง

หลังจากนั้น 8 วัน คือในวันที่ 15 กรกฎาคม 2551 ทางการไทยได้ส่งทหารหลายร้อยคน เข้าบุกรุกวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ประสาทพระวิหาร ทำให้เกิดการพิพาทกันเรื่อยมา



ขณะที่ทางการกัมพูชาได้ประกาศเฉลิมฉลองการขึ้นทะเบียนประสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ประชาชนชาวกัมพูชาได้รวมตัวกันที่สนามกีฬาโอลิมปิค ที่กรุงพนมเปญเพื่อเฉลิมฉลองการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกครบ 1 ปี เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2552

แต่ลุงสมชายกลับปรารภกับคนที่เข้าพบว่า เขาพระวิหารยังเป็นของไทย และมีการสั่งให้ไปเอากลับคืนมาให้ได้ ตั้งแต่สมัยนายกสมัครที่มีนายนพดล ปัทมะดูแลกระทรวงการต่างประเทศ



นายวีระ สมความคิด แกนนำพันธมิตรกับ สส.พนิช วิกิตเศรษฐ์ พรรคประชาธิปัตย์และพวกรวมเจ็ดคนเดินทางไปชายแดนเขมร เข้าไปในพื้นที่ทับซ้อนให้เขมรจับตัว เพื่อให้เป็นเงื่อนไขปลุกระดมให้คนไทยหันมาคลั่งชาติ หาเรื่องพิพาทกับกัมพูชา กลบกระแสเรียกร้องประชาธิปไตย และการสังหารหมู่ประชาชน

โดยสร้างกระแสลัทธิชาตินิยม ให้ทวงคืนดินแดนเขาพระวิหาร ชิงเอาพื้นที่ทับซ้อนกลับมาเป็นของคนไทย ทั้งเป็นการสั่งสอนเขมรว่าการสนับสนุนรักสิน รวมทั้งให้ที่พักพิงแก่แกนนำเสื้อแดง เขมรจะต้องโดนสั่งสอน ซึ่งเป็นวิธีคิดแบบโบราณ ดูถูกประเทศเพื่อนบ้านว่าต่ำกว่าตน นำประเทศไปสู่ภาวะสงครามและสร้างสถานการณ์เพื่อการทำรัฐประหาร


มีข่าวแจ้งว่าลุงสมชาย ได้ให้ทุนแก่นายวีระ สมความคิด 20 ล้านบาทเพื่อไปหาเรื่องประเทศเพื่อนบ้าน นายวีระพูดเองว่าตนเป็นคนแอบถอดหลักเขตแดนไทยกัมพูชา




คนกลุ่มนี้เคยร่วมก่อความวุ่นวายเพื่อล้มล้างรัฐบาลรักสิน ยึดทำเนียบรัฐบาล พกระเบิดปิงปองสร้างสถานการณ์ พยายามฆ่าตำรวจโดยการขับรถชนและถอยรถกลับเพื่อทับซ้ำ รวมทั้งการยึดสนามบิน โดยไม่มีความผิด เพราะเป็นการทำงานให้ลุงสมชาย จึงมีความเหิมเกริม ไม่เกรงกลัวกฎหมาย

แต่เมื่อได้บุกรุกเข้าไปหาเรื่องในเขตของประเทศกัมพูชาก็ไม่มีอำนาจของลุงสมชายที่จะเข้าไปคุ้มครองช่วยเหลือ จึงต้องได้รับโทษทัณฑ์ตามกฎหมายทันทีโดยไม่มีการยกเว้น ศาลกัมพูชาตัดสินจำเลย 5 คนให้รอลงอาญา

แต่นายวีระและนางสาวราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ โดนเพิ่มข้อหาจารกรรมข้อมูล และตัดสินลงโทษจำคุกนายวีระ 8 ปี โดยนายกกัมพูชายืนยันจะไม่มีการขอพระราชทานอภัยโทษ จนกว่าจะรับโทษจำคุกอย่างน้อย 2 ใน 3 ก่อน เท่ากับเป็นการหักหน้าลุงสมชายและขบวนการเสื้อเหลือง ที่พยายามปลุกกระแสเรื่องดินแดน และสร้างเงื่อนไขให้ทหารของลุงเข้ายึดอำนาจ ตั้งรัฐบาลแห่งชาติเพื่อยืดการเลือกตั้งออกไปให้นานที่สุด



ลิ้มปราศรัยที่สะพานมัฆวานเมื่อคืนวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2554 ว่าอยากให้มีการประหารชีวิตนักการเมืองที่ทำให้เสียดินแดน และไล่โคตรเหง้าออกไป อย่าให้อยู่ในประเทศไทย แต่ข้อเท็จจริงก็คือ
รัชกาลที่ 5 นั่นแหละที่ยกดินแดนส่วนใหญ่ของประเทศไทยให้ฝรั่งเศส




ลิ้มได้จัดตั้งกองทุนเพื่อทวงคืนเขาพระวิหาร ตามนโยบายของลุงสมชาย อ้างการปกป้องรักษาดินแดนไทย และปลุกจิตสำนึกรักชาติ ตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2553 และมียอดเงินกว่าสิบล้านบาท เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2554


ทั้งๆที่ปราสาทพระวิหารที่เป็นมรดกโลกนี้ หากพัฒนาพื้นที่โดยรอบร่วมกัน จะดึงนักท่องเที่ยวได้มาก ทั้งคนไทยและคนกัมพูชาโดยเฉพาะคนในพื้นที่จะได้ประโยชน์มหาศาล แต่การหาเรื่องพิพาทกันตามนโยบายของลุงสมชาย ถึงแม้ว่าจะยึดเอาคืนมาได้อย่างมากก็เป็นแค่พื้นที่รกร้าง ไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมาเลย พื้นที่กันดาร 4.6 ตารางกิโลเมตรนี้ ไม่ได้มีความหมายอะไรมากเพราะศาลโลกก็ได้มีคำพิพากษาเป็นบรรทัดฐานไปแล้ว และไม่เคยมีปัญหาพิพาทกันมาก่อน การอ้างเกียรติและศักดิ์ศรีอธิปไตย จึงเป็นการหาเรื่องที่ทำให้ประชาชนมีแต่เดือดร้อนและเสียประโยชน์ทั้งสองฝ่าย

การปะทะกันเริ่มจากการที่ทหารไทยส่งรถแทรกเตอร์ของกองทัพภาคสอง ตัดเส้นทางเข้าไปในพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตรจากบริเวณสระตราว ทางตอนเหนือของปราสาทพระวิหารประมาณ 800 เมตร ตอนบ่ายสามโมงของวันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ 2554 จึงถูกทหารเขมรยิงด้วยจรวดอาร์พีจีใส่รถแทรกเตอร์ของไทย

จากนั้น ก็เกิดการสู้รบลามไปถึงภูมะเขือ หลังการปะทะไม่มีการชี้แจงทำความเข้าใจกับสื่อไทยจากผู้นำกองทัพว่าเกิดอะไรขึ้น และอะไรเป็นสาเหตุของการปะทะ ข่าวตอนแรกสับสนว่าทหารไทยไปคัดค้านทหารเขมรสร้างทางในพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร

แต่ข้อเท็จจริงกลับตรงกันข้าม ผบ.ทบ.สั่งให้กองทัพภาคสอง ตัดทางเข้าไปในพท. 4.6 เพื่อขนทหารเข้าไปหากสู้รบกันยาว เนื่องจากทหารเขมรอยู่เต็มพื้นที่ 4.6 มีการสร้างเสริมที่มั่นทางทหารในพื้นที่ มีการใช้ปืนใหญ่และจรวดยิงตอบโต้กัน ที่บริเวณชายแดนใกล้ประสาทพระวิหาร

กองกำลังเต็มอัตราศึกของทั้งไทยและกัมพูชา เข้าตรึงแนวชายแดน หันปากกระบอกปืนเข้าประจันหน้ากัน ทำให้เกิดการสูญเสียบาดเจ็บล้มตาย ประชาชนต้องอพยพออกจากพื้นที่ ประชาชนตามแนวชายแดน ทั้งทหารลูกหลานคนจนต้องเสี่ยงชีวิต ในสงครามที่ไร้สาระ ที่ต้องการสร้างสถานการณ์ก่อเรื่องพิพาทระหว่างประเทศ

ขณะที่นายกรัฐมนตรีกัมพูชาได้เรียกร้องให้สหประชาชาติส่งกำลังเข้ามาและสร้างเขตกันชนเพื่อรับประกันว่า จะไม่มีการสู้รบกันอีก และเรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ จัดการประชุมฉุกเฉิน ให้ทหารสหประชาชาติเข้ามายุติเหตุการณ์สู้รบทั้งสองฝ่าย โดยกัมพูชาจะขอให้ไทยลงนามข้อตกลงหยุดยิงถาวร โดยมีประธานอาเซียน เป็นสักขีพยานและขอให้ประเทศอาเซียนช่วยควบคุมการหยุดยิง แต่เชื่อว่าไทยจะไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอ ซึ่งกัมพูชาก็จะยอมให้กองกำลังจากชาติอาเซียน เข้าไปประจำในดินแดนของกัมพูชา เพื่อสังเกตการณ์และเป็นหลักประกันการหยุด ซึ่งไทยไม่ควรหวาดกลัวกับประเทศที่สาม ในที่สุดรัฐบาลอภิเสกก็ต้องยอมให้ตัวแทนจากอินโดนีเซียเข้าสังเกตการณ์

ลุงสมชายมิใช่ดูถูกราษฎรไทยเป็นแค่ไพร่ทาสของตนเท่านั้น แต่ยังดูถูกประเทศเพื่อนบ้านและค่อยจ้องบ่อนทำลายหาเรื่องวิวาทบาดหมางมาตลอด ทั้งๆที่เมื่อหลายปีก่อน ก็ยอมให้สหรัฐมาตั้งฐานทัพส่งทั้งทหารและเครื่องบินไปทิ้งระเบิดประเทศเพื่อนบ้านและสนับสนุนกองกำลังต่อต้านรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้านมาหลายครั้ง ทำตัวเป็นหุ้นส่วนถาวรกับสหรัฐเพื่อสร้างความแตกแยกในภูมิภาคอาเชียน

ลุงสมชายยังมีทัศนะที่ดูถูกกษัตริย์ต่างประเทศทั่วโลก ถึงกับกล้าโฆษณาตัวเองอย่างเต็มปากเต็มคำมาโดยตลอดว่าเป็นราชาแห่งราชัน หรือยกตนเองเป็นกษัตริย์ของโลกที่เรียกว่าคิง ออพคิงส์ คือเห็นกษัตริย์ประเทศอื่นเป็นแค่ประเทศราชหรือเมืองขึ้นของตน

นายกาสิดได้บรรยายให้สว.ฟัง เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2554 ว่าที่กัมพูชาทำสำเร็จเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ โดยอาจจะมีประเทศอื่นสนับสนุน อย่างเช่น รัสเซีย อินเดีย จีน แล้วจึงฟ้องคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

ตนได้คุยกับนายฮอร์ นัมฮง (Hor Namhong) ว่าจะรักษาความสัมพันธ์หรือสู้รบฟาดฟันตลอดแนวชายแดนก็ได้ แต่ที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าอย่ามาต่อกรกับไทย เพราะหากยังเกเร มีแต่เจ็บลูกเดียว ยืนยันว่าลาวและเวียดนามไม่มีทางช่วยกัมพูชาเพื่อสู้กับไทย เพราะทั้ง 2 ประเทศมีความสัมพันธ์อันดีในทุกเรื่องกับไทย

การกล่าวหา 3 ประเทศยักษ์ใหญ่ว่าอยู่เบื้องหลังกัมพูชาในการปะทะกับไทยนั้น ถือเป็นเรื่องใหญ่ในวงการทูต โดยที่ไม่มีหลักฐานยืนยัน เป็นการสร้างศัตรูโดยไม่จำเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะการพูดถึงรัสเซีย ว่าโกรธไทยเพราะไม่ยอมซื้ออาวุธ เล่นการทูตกับไทยเพื่อหวังค้าอาวุธ แต่ไม่สำเร็จ จึงไม่พอใจ ทั้งที่รัสเซียได้เงินจากการค้าน้ำมันจำนวนมาก กลับจ่ายค่าข้าวเราเป็นอาวุธ แสดงให้เห็นว่ารัสเซียมีนโยบายทางการทูตที่เห็นแก่ตัว

ส่วนเรื่องวิกเตอร์ บูท หากส่งตัวให้รัสเซีย เราจะต้องเจอแรงกดดันจากสหรัฐทุกเวที ขณะที่รัสเซียไม่เคยให้ความช่วยเหลือไทย และดูถูกรัสเซียว่าไม่ได้เป็นประเทศมหาอำนาจเหมือนเดิม แต่เป็นแค่ประเทศขนาดกลางและยังเปิดไพ่ชัดเจนว่าไทยมีสหรัฐเป็นพันธมิตร โดยกล่าวว่าจะทวงสัญญากับสหรัฐ ในฐานะที่เป็นพันธมิตรกันและมีสัญญาระหว่างกันมากมายเพื่อช่วยแก้ปัญหาไทยกับกัมพูชาด้วย

สิ่งที่ทำให้เครือข่ายของลุงสมชายต้องคิดหนัก ก็คือ เป็นครั้งแรกพวกเขาไม่สามารถปลุกปั่นกระแสคลั่งชาติได้เหมือนแต่ก่อน รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์เมื่อราวห้าสิบปีก่อนเคยประกาศจะทวงคืนเขาพระวิหาร มีการปลุกกระแสคลั่งชาติที่ค่อนข้างได้ผล แต่ประชาชนไทยในยุคสมัยใหม่ไม่ได้มีความเจ็บแค้นต้องการทวงคืนดินแดนตามที่ลุงสมชายต้องการให้เป็น และยังกลับตำหนิพวกเสื้อเหลืองของลุงสมชาย ที่พยายามสร้างความแตกแยกกับเพื่อนบ้านทำให้ประชาชนบริเวณชายแดนต้องเดือดร้อน ในขณะที่ต้องตกเป็นรองกลายเป็นจำเลยในเวทีระหว่างประเทศ

ลุงสมชายกับการแก้ปัญหา
สามจังหวัดชายแดนภาคใต้


ลุงสมชายเคยโฆษณาสอนคนอื่น ว่าการแก้ปัญหาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องใช้วิธีเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ในขณะที่ภาคใต้เป็นภาคที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแต่ก็ไม่ได้มีการพัฒนาเท่าที่ควรตลอดระเวลากว่า 60 ปี ที่ลุงสมชายกุมอำนาจของประเทศ ลุงสมชายต้องการเป็นผู้ปกครองที่อำนาจสูงส่งแบบโบราณเพื่อให้ราษฎรศิโรราบอยู่ใต้เท้าแบบเจ้ากับไพร่ จึงไม่เคยเห็นคุณค่าของราษฎร และมิได้สนใจที่จะพัฒนาคุณภาพของประชาชนแต่อย่างใด

สิ่งทีลุงสมชายทำได้ดีและทำมาตลอด คือการโฆษณาชวนเชื่อที่ฉาบฉวย ถึงแม้จะมีคนไทยมุสลิมบางคนที่ต้องการแบ่งแยกดินแดนและได้รับเงินสนับสนุนจากนอกประเทศ และมีการฝึกลัทธิและฝึกอาวุธนอกประเทศจริง แต่ลุงสมชายไม่เคยสนใจที่จะแก้ปัญหาอย่างแท้จริง แต่กลับให้พรรคประชาธิปัตย์ และลูกน้องที่เป็นกลไกรัฐทำมาหากินกับงบราชการทหารและงบลับ รวมทั้งบรรดาธุรกิจนอกกฎหมาย โดยไม่สนใจการพัฒนาอย่างจริงจังเท่าที่ควร ทั้งที่ภาคใต้อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากร และน่าจะมีความเจริญในหลายๆด้านมากกว่าที่เป็นอยู่ รวมทั้งยังนำปัญหาในสามจังหวัดมาใช้โจมตีการบริหารของนายกรักสินว่าเป็นเหตุให้เกิดการก่อการร้าย เนื่องจากไปยุบองค์กรของกลไกรัฐเก่าที่เรียกว่าศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ศอ.บต. พอทหารของลุงสมชายยึดอำนาจได้ก็เร่งฟื้นศอ.บต.และยกระดับกอรมน.ให้สูงยิ่งขึ้น

ขณะที่ป้าสมจิตก็ไปสร้างความเคียดแค้นให้กับประเทศอิสลามด้วยการยักยอกเพชรสีน้ำเงินประจำราชวงศ์ซาอุ และยังมีส่วนบงการสังหารนักธุรกิจเชื้อพระวงศ์ราชวงศ์ซาอุ ที่เข้ามาสืบหาเพชรสีน้ำเงิน การที่จะแก้ปัญหาสามจังหวัดภาคใต้ให้ได้ผลจำเป็นต้องรีบยึดอำนาจกลับมาเป็นของราษฎรก่อน เพื่อจะได้ปรับเปลี่ยนนโยบายทั้งภายในและภายนอกประเทศ อย่างน้อยก็ต้องรีบคืนเพชรสีน้ำเงินให้แก่ราชวงศ์ซาอุ และถอดถอนลงโทษกลไกอำนาจรัฐโบราณที่ล้าหลังทั้งในส่วนกลางและในพื้นที่ที่สร้างปัญหาและกดขี่ข่มเหงราษฎร
................

ไม่มีความคิดเห็น: