วันอาทิตย์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2553

ตำนานรวมชุด 1003 : ตาดูดาว เท้าสะดุดวัง ตอนที่ 3 LS 03


ฟังเสียงพร้อมเพลงประกอบที่ : http://www.4shared.com/mp3/bSX-ae-z/Look_For_a_Star_03_.html
หรือที่ : http://www.mediafire.com/?g8o4iti1old0rr8


........................

จากตำรวจถึงนายกรัฐมนตรี

คุณทักษิณ ชินวัตร เกิดที่เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2492 ในครอบครัวที่ค้าผ้าไหม
คุณพ่อตั้งชื่อว่าทักษิณ แปลว่า ภาคใต้ ตั้งชื่อให้ลูกคนโตว่าอุดร แปลว่าทิศเหนือ และลูกชายคนรองว่า พายัพ แปลว่าภาคตะวันตกเฉียงเหนือ  คือ ตั้งชื่อลูกชายตามชื่อทิศ

บรรพบุรุษของตระกูลชินวัตรเดิมแซ่ชิว (คู) มาจากมณฑลภาคใต้ของจีน คือกวางตุ้ง ( ช่วง 2449 ) ทวดของคุณทักษิณคือนายชิว ชุนเซิ่งหรือชุ่นเส็ง แซ่คู ได้ข้ามน้ำข้ามทะเลหอบสื่อผืนหมอนใบมาทำมาหากินในประเทศไทย

ได้อาศัยการทำมาค้าขายหาเลี้ยงชีพในจังหวัดหนึ่งทาง ภาคตะวันออกของไทย ได้รับตำแหน่งเป็นข้าราชการด้านภาษีของท้องที่ เป็นนายอากรที่จันทบุรี ต่อมาคุณทวดได้อพยพพาภริยาซึ่งเป็นชาวไทยไปทางภาคเหนือ และได้ตั้งรกรากที่จังหวัดเชียงใหม่

โดยได้ประกอบอาชีพเก็บภาษีท้องที่เหมือนเดิมเดิม แต่ภริยาถูกโจรปล้นและฆ่าในท้องที่ที่ไปเก็บภาษี จึงลาออกจากการรับราชการ และได้เริ่มอาชีพขายผ้าไหม โดยเขาได้รับซื้อไหมดิบจากประเทศข้างเคียง คือพม่าและยูนานของจีน โดยว่าจ้างคนพื้นเมืองตัดเย็บเป็นผ้าโสร่ง จากนั้นก็นำกลับเข้าไปจำหน่ายในพม่า



เมื่อมาถึงรุ่นคุณปู่ของคุณทักษิณ ฐานะของครอบครัวอยู่ในระดับระดับพ่อค้าในพื้นที่และได้ตั้งชื่อสกุลว่า ชินวัตร ทำมาค้าขายกิจการผ้าไหมไทยมาตลอด พวกเขาระดมว่าจ้างคนในหมู่บ้าน ทำการย้อมและถักทอผ้าไหม โดยเลียนแบบเสื้อผ้าที่ทันสมัยในกรุงเทพฯโดยเฉพาะรูปแบบที่กำลังเป็นที่นิยม และมีสีสันสะดุดตาโดยใช้ชื่อทางการค้าว่าชินวัตร และส่งไปจำหน่ายยังจังหวัดที่อยู่ไกลออกไป
คุณพ่อของคุณทักษิณคือนายเลิศมีลูกชายและลูกสาวถึง 12 คน คุณทักษิณเองก็มีพี่สาวน้องสาวถึง 9 คน สิ่งที่สืบทอดมาจากสายเลือดคนจีน คือความมีกตัญญูรู้คุณคน ความขยันขันแข็ง และอดทนในการทำงานซึ่งทำให้คุณทักษิณเป็นคนไม่อยู่นิ่ง พ่อของคุณทักษิณมีพี่น้อง 12 คน

ย่าของคุณทักษิณเป็นคนพื้นเมืองเชียงใหม่แท้ๆที่ค้าขายเก่งมาก โดยท่านรับซื้อไหมดิบจากจีน แล้วนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ผ้าไหมและขายในไทย จากนั้นกิจการก็ขยายใหญ่มาตลอด คุณย่าก็ระดมชาวบ้านในหมู่บ้านมาช่วย โดยขายในเครื่องหมายการค้าของชินวัตร ที่มีชื่อเสียงมากแต่เนื่องจากตระกูลมีพี่น้องมาก พ่อของคุณทักษิณเลยไม่ได้รับมรดกมากเท่าที่ควร เลยต้องยืนด้วยลำแข้งตนเอง 

 
นายเลิศ ชินวัตร ไม่ได้ทำมาค้าขายผ้าไหมเหมือนกับตระกูลเดิม โดยได้ไปเปิดร้านกาแฟในตำบลเล็กๆใกล้ตัวเมืองเชียงใหม่ มีผลไม้และน้ำผลไม้คั้น คุณทักษิณใช้ชีวิตในวัยเด็กส่วนใหญ่ที่ร้านกาแฟแห่งนี้



มารดาของคุณทักษิณ คือนางยินดี สกุลเดิม คือ ระมิงควงศ์ ธิดาในเจ้าจันทร์ทิพย์ ณ เชียงใหม่ คุณทักษิณเล่าว่ามีความใกล้ชิดกับพ่อแม่มาก โดยเฉพาะคุณแม่ แม่สอนว่าอะไรดี อะไรเลวอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ แม่สอนให้รู้จักความเป็นคน เข้าใจชีวิต เข้าใจลักษณะของผู้ชายเมื่อประสบความสำเร็จแล้วมักเห่อเหิมลืมตัวง่าย และเชื่อมั่นตนเองสูงเกินไป และมักไม่ฟังคำเตือนของฝ่ายหญิง เมื่อคุณทักษิณมีครอบครัวจึงให้ความสนใจและรับฟังคำปรึกษาจากภริยา
ส่วนพ่อก็รักลูกๆมาก รับภาระเลี้ยงดูครอบครัว ทำงานขยันขันแข็ง และมักจะลงมือทำงานด้วยตนเอง เป็นคนชอบวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งถ่ายทอดมาถึงคุณทักษิณด้วย จึงมีความสนใจในการค้นคว้าและการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ และมักอ่านหนังสือประเภทนี้เป็นประจำจึงเป็นคนที่สันทัดในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในเชิงพาณิชย์เคยซื้อเครื่องมือบดโกโก้จากกรุงเทพมาทำนมช้อกโกแลต เป็นคนแรกในท้องถิ่นที่ซื้อตู้เย็นมาใช้ทำไอศครีมขายในร้านกาแฟ และใช้รถแทรกเตอร์ในพื้นที่เมื่อ 55 ปีที่แล้ว

คุณทักษิณเป็นคนที่เก่งด้านคณิตศาสตร์ และมีหัวทางการค้า ตั้งแต่อายุ 3 ขวบได้เข้าเรียนหนังสือที่วัดใกล้บ้าน เก่งวิชาเลข เมื่อเข้าโรงเรียนตามเกณฑ์ปกติ ก็มักจะสอบวิชาคณิตศาสตร์ได้ที่หนึ่งเสมอ
คุณทักษิณมีผิวขาวมาก ไม่เหมือนเด็กไทยทั่วไป เพื่อนในชั้นจึงเรียกชื่อเล่นว่าแม้ว เป็นคนเปิดเผย ร่าเริง ชอบเล่นเครื่องจักรกล สนใจเทคโนโลยี และผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เมื่ออายุ 12 ปี คุณพ่อก็ได้รับตำแหน่งเป็นผู้จัดการฝ่ายสินเชื่อของธนาคารกรุงไทยที่เชียงใหม่ ได้เงินกู้มาเริ่มทำกิจการรถรับจ้าง บริษัทสามล้อ ตัวแทนจำหน่ายรถมอเตอร์ไซด์ฮอนด้า และจักรเย็บผ้า ปั้มน้ำมันและโรงหนัง

หลังเลิกเรียน คุณทักษิณจะไปที่ธนาคารเพื่อรอพ่อเลิกงานกลับบ้าน ตกค่ำเมื่อทำการบ้านเสร็จ ก็จะไปเก็บเงินจากลูกค้า มักจะทำงานถึงเที่ยงคืน กว่าจะหลับนอนแต่ผลการเรียนของเขาก็สอบได้ ที่ 1 เสมอ บริษัทรถรับจ้างของพ่ออยู่มีรถยนต์กว่า 50 คันเมื่อรถรับจ้างซ่อมเสร็จคุณทักษิณจะเป็นคนขับไปลองรถ บางครั้งคุณทักษิณก็จะตื่นแต่เช้าเพื่อไปขับรถรับส่งผู้โดยสาร เพื่อเพิ่มรายได้จากการขายตั๋ว หัดซ่อมรถเอง

พออายุ 15 ปี คุณทักษิณก็ย้ายมาเรียนที่มงฟอร์ต ( Montfort College Chiangmai ) เมื่ออายุ 16 ปี ได้เป็นผู้จัดการโรงภาพยนต์ พ่อได้เปิดโรงภาพยนต์ขึ้น 2 แห่งโดยฉายหนังฝรั่งและหนังไทย


บางวันคุณทักษิณต้องดูแลโรงหนังทั้งโรง ทั้งๆที่อายุยังน้อยและต้องเข้าเรียนช่วงเช้า พอช่วงบ่ายต้องกลับมาช่วยคุมโรงหนัง
เมื่อคุณทักษิณอายุ 17 ปีพ่อซึ่งเชื่อคนง่าย ก็ถูกหุ้นส่วนโกง จนกิจการเสียหายหนัก จนเหลือเพียงโรงหนังและที่ดินแปลงซึ่งคุณย่าเหลือไว้ให้เท่านั้น

คุณเลิศท้อแท้และผิดหวังมาก จึงเปลี่ยนไปสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.และได้ดำรงตำแหน่ง ส.ส. ที่ไม่มี ใครรู้จัก เหมือนการทำธุรกิจที่ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก แต่ทักษิณต้องติดตามบิดาไปร่วมดำเนินกิจกรรมการหาเสียงนอกเวลาเรียน ทั้งการร่วมการชุมนุม การแจกใบปลิวหาเสียงตามย่านต่างๆ การไปรับฟังเสียงจากผู้ลงคะแนน บางครั้งเมื่อพ่อไปประชุมรัฐสภาที่กรุงเทพฯ ก็จะพาคุณทักษิณไปด้วย ทำให้คุณทักษิณค่อยๆ เกิดความสนใจในการเมือง ตอนที่คุณทักษิณจะกำลังจะเรียนจบระดับมัธยม อาจารย์ได้ถามว่านักเรียนว่าเมื่อจบชั้นมัธยมแล้วคิดที่จะเรียนต่อที่ใด พออาจารย์ถามคุณทักษิณ เขากลับย้อนถามว่ามีโรงเรียนใดบ้าง ที่สอนให้คนเป็นนายกรัฐมนตรี ครูประเสริฐ มั่นศิลป์ แห่งมงฟอร์ตวิทยาลัยได้ตอบพร้อมกับเสียงหัวเราะว่า "มันไม่มีหรอกโรงเรียนแบบนั้น มีแต่เตรียมทหารโน่นไง"

คุณพ่อเลิศทำธุรกิจหลายอย่างมากเกินไป และมักจะเปลี่ยนธุรกิจอยู่เสมอ แต่ก็ไม่เคยทำกำไรจนมั่นคง ในที่สุดก็ถูกหุ้นส่วนโกง ธุรกิจก็ล้มโดยไม่ฟื้นอีกเลย จนคุณทักษิณเกือบต้องหยุดเรียนแต่ยังโชคดีที่แม่มีเงินเก็บส่วนตัว นำมาส่งให้เรียน พอคุณทักษิณใกล้จบระดับมัธยม พ่อก็เข้าสู่วงการเมือง แต่เขามีพรรคพวกในกรุงเทพไม่กี่คน ไม่มีมืออาชีพคอยช่วยเหลือ และยังเป็นกังวลเรื่องเงินทองตลอด เพราะการทำงานการเมืองต้องใช้เงินมาก จนทำให้ครอบครัวชักหน้าไม่ถึงหลัง คุณทักษิณจึงได้เรียนจากพ่อ เมื่อคุณทักษิณทำธุรกิจ ภริยามักจะคอยเตือนอยู่เสมอว่า ตราบใดยังมีเงินไม่พอก็ไม่ควรเล่นการเมือง
ทวดของคุณทักษิณเป็นพ่อค้า ปู่ก็เป็นพ่อค้า พ่อก็เป็นพ่อค้าและนักการเมืองสมัครเล่นที่ไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้นเด็กคุณทักษิณก็คงต้องเป็นพ่อค้า แต่คุณทักษิณกลับเข้าเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร โดยมีอายุแก่กว่าเพื่อนร่วมรุ่น 1 ปี คืออายุ 19 ปี เพราะครั้งแรกที่สมัครสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารที่กรุงเทพฯ แพทย์บอกว่าที่ปอดของเขามีจุดดำ การตรวจสุขภาพไม่ผ่านทำให้เขาแปลกใจ เพราะเขาไม่ดื่มเหล้าไม่สูบบุหรี่ แพทย์คงจะตรวจผิด

เขาไม่ยอมลดละโดยเลือกที่จะรอไปอีก 1 ปีแล้วมาสอบใหม่ ในปีที่สองเขาก็ได้เข้าโรงเรียนเตรียมทหาร ชีวิตในโรงเรียนทหารระยะแรกเต็มไปด้วยความลำบาก ทั้งความเข้มงวด เคร่งคัดระเบียบวินัยที่ต้องปฏิบัติ ไม่มีวิชาคณิตศาสตร์ที่เขาทั้งชอบและถนัด ทุกวันเป็นการฝึกทางกายที่เหนื่อยล้าและยากลำบาก ทั้งยังต้องท่องจำกฎระเบียบที่สลับซับซ้อนและยาวเหยียด หากไม่ยอมท่องจำก็ไม่อาจสอบผ่านได้ มีอยู่ช่วงหนึ่งที่คุณทักษิณคิดจะหยุดเรียนและหันไปเข้าเรียนหลักสูตรทั่วไปเพื่อศึกษาในคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่เขาชอบ แต่นายเลิศยืนกรานให้คุณทักษิณเรียนให้สำเร็จ คุณทักษิณจึงต้องมุมานะทุ่มเท และหลังจากนั้น 4 ปีเขาก็จบโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน โดยสอบได้ที่หนึ่งและได้รับทุนจากรัฐบาลให้ไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา

3 พฤษภาคม 2513 ตอนที่คุณทักษิณอยู่ปี 2 รุ่นน้องของคุณทักษิณคือเพชรพงษ์ ดามาพงศ์ ลืมเสื้อที่ต้องใช้ เลยวานคุณทักษิณออกจากโรงเรียนที่สามพรานมาเอาให้ ทำให้เขาได้พบกับคุณพจมาน ดามาพงศ์ ( เกิด 22 พย. 2499 ) หรือ คุณอ้อ และต้องเอาเสื้อไปเปลี่ยนที่ร้าน คุณทักษิณจึงอาศัยคุณอ้อให้ขับรถพาไป คุณทักษิณดันเข้าใจว่าคุณอ้อเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว ความจริงตอนนั้นเพิ่งเรียนอยู่ชั้น มศ.3 โรงเรียนเซนต์โยเซฟ คอนแวนต์ อายุแค่ 14 ปี




คุณพจมานเป็นลูกสาวคนเดียวของพลตำรวจโทเสมอ ดามาพงศ์ กับคุณพจนีย์ ณ ป้อมเพชร ซึ่งหย่ากันเมื่อปี2513 เมื่อคุณพจมานอายุได้ 14 ปี














คุณพจมานมีพี่ชาย 3 คือ พงษ์เพชร, เพรียวพันธ์ และ พีระพงศ์ โดยมีนายบรรณพจน์เป็นพี่บุญธรรมคนโต คุณพจมานเป็นผู้ใหญ่เกินตัว จนดูเหมือนเป็นพี่สาวคนโตของบ้าน ทั้งเอาใจใส่และเห็นอกเห็นใจคนรอบข้าง เป็นคนอารีอารอบ เป็นคนละเอียดอ่อน และสังเกตเรื่องราวได้อย่างดี เข้าใจท่าทีและความรู้สึกของคู่สนทนา ทั้งยังเป็นคนที่เด็ดเดี่ยวกล้าหาญ ทุกครั้งที่ครอบครัวเผชิญวิกฤต คุณพจมานจะสุขุมรอบคอบ และหนักแน่นมาก ไม่ค่อยกลัวอะไร และมักเป็นฝ่ายที่คอยให้สติคุณทักษิณ เป็นผู้ช่วยที่ดีมากและเป็นแม่บ้านที่ดีด้วย มองลูกว่ายังเป็นเด็ก

คุณพจมานมักจะขับรถพาลูกและเพื่อนของลูกออกไปรับประทานอาหารค่ำ และจะขับรถไปส่งลูกด้วยตนเอง ถ้าลูกสาวต้องออกจากบ้านเวลากลางคืน คุณทักษิณมีลูกสาวสองคนและลูกชายหนึ่งคน ลูกชายชื่อ พานทองแท้ หรือโอ๊ค ชอบสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะสุนัขเขาศึกษาเรื่องสุนัขพันธุ์ต่างๆ ชอบค้นคว้าหาหนังสือมาอ่าน โอ๊คมีหัวทางศิลปะคุณทักษิณคิดว่าน่าจะทำด้านสื่อมวลชน ส่วนลูกสาวทั้งสองก็ดูเหมือนฝาแฝด แต่ที่จริงอายุห่างกัน 4 ปี ลูกสาวคนโต ชื่อพิณทองทาหรือเอม ศึกษาที่ลอนดอนในระดับปริญญาโทใบที่ 2 เกี่ยวกับด้านการเงิน ลูกสาวคนเล็ก ชื่อแพรทองธาร หรืออุ๊งอิ๊ง เรียนรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลูกสาวคนนี้มีหน้าตาคล้ายคุณทักษิณ แต่นิสัยเหมือนแม่ เป็นคนเรียบๆง่ายๆ และเป็นที่ชื่นชอบของเพื่อนๆ คุณทักษิณหวังให้ลูกคนนี้พัฒนาไปทางด้านการค้า และ ก่อตั้งกองทุนช่วยเหลือคนยากจน

เมื่อเรียนจบ มศ.3 คุณอ้อต้องบินไปเรียนต่อด้านภาษาที่นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ตอนนั้นคุณทักษิณเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจปี 3 เขาเร่งคะแนนสอบหวังว่าจะได้รับทุน ก.พ.หากสอบได้เป็นที่ 1 ของรุ่น แต่พอเขาขึ้นปีสุดท้าย คุณอ้อก็กลับมาเมืองไทย คราวนี้คุณทักษิณได้ทุน ก.พ.ไปเรียนต่อที่เคนตั๊กกี้ โดยเธอไปอยู่กับพี่ชายของเธอ
ส่วนคุณทักษิณมีเพื่อนร่วมเดินทางอีกคนคือนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นพี่ชื่อปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ที่ต่อมาได้เป็นเลขาธิการพรรคไทยรักไทยคนแรก คุณพจมานเรียนด้านการศึกษาสำหรับเด็กอ่อน คุณทักษิณเรียนด้านอาชญาวิทยา และอยากเป็นเลขาธิการ ป.ป.ช. เพื่อแก้ปัญหาการทุจริตในวงการเมือง คุณทักษิณใช้เวลาเรียนเพียง 1 ปี 4 เดือนก็จบปริญญาโทด้วยเกรด A ทุกวิชา เหตุผลง่ายๆของเขาคือยิ่งเรียนจบเร็วเท่าไหร่ก็ได้แต่งงานกับเร็วเท่านั้น

2518 คุณทักษิณกลับไทยพร้อมคุณพจมาน เพื่อที่จะเข้ารับตำแหน่งนายตำรวจติดตามนายปรีดา พัฒนถาบุตร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลคึกฤทธิ์ รับเงินเดือน 1,800 บาท วันที่ 30 กรกฎาคม 2519 ร.ต.อ.ทักษิณ ชินวัตร วัย 27 ปี ได้เข้าพิธีสมรสพระราชทานกับ นางสาวพจมาน ดามาพงศ์ วัย 20 ปี เป็นที่เรียบร้อยสมดังใจปรารถนาของบ่าวสาวและญาติมิตร ในปี 2519 คุณทักษิณเดินทางกลับสหรัฐฯ พร้อมภริยาเพื่อเข้าศึกษาระดับปริญญาเอกด้านอาชญาวิทยาที่มหาวิทยาลัยแซมฮุสตัน มลรัฐเท็กซัส โดยคุณพจมานไปเรียนเป็นเพื่อน เมื่อทุนศึกษาไม่พอใช้ทั้งสองคนก็ต้องทำงานหารายได้คือเรียนไปด้วยและทำงานไปด้วย โดยคุณพจมานทำงานรับเลี้ยงเด็ก และเป็นพนักงานขายของห้างสรรพสินค้า

ขณะที่คุณทักษิณทำงานส่งหนังสือพิมพ์ เด็กเสิร์ฟ และแคชเชียร์ (พนักงานเก็บเงิน)คุณทักษิณเคยทำงานในร้านเคนตั๊กกี้ ได้เรียนรู้วิธีการทอดมันฝรั่ง ทอดขาไก่ ได้เป็นผู้ช่วยบริกรในภัตตาคารหรูแห่งหนึ่งเพราะมีทิป จึงมีรายได้มากขึ้น ทุกคนชอบคุณทักษิณ เมื่อทำงานในส่วนของตนเสร็จ ก็มักชอบช่วยคนอื่นทำงาน บางครั้งต้องช่วยกุ๊กเตรียมอาหาร ไปเป็นแคชเชียร์ ถึงจะได้กลับบ้าน ต่อมาได้เก็บเงินจนซื้อรถมือสองได้ ทุกวันตอนเช้าขับรถไปส่งหนังสือพิมพ์ ส่วนภริยาช่วยทำงานเลี้ยงเด็ก เนื่องจากเหน็ดเหนื่อยเกินไป ทำให้แท้งลูกครั้งหนึ่ง
คุณทักษิณได้เห็นว่า สหรัฐอเมริกาเป็นสังคมที่เปิดโอกาสแก่คนทุกคน และใครก็มีสิทธิ์แสวงหาช่องทางทำมาหากินได้ไม่ยาก ดังนั้นถ้าประเทศไทยสามารถให้โอกาสแก่ผู้คนมากมายแบบสหรัฐอเมริกาก็คงจะดีซึ่งคุณทักษิณได้นำมาใช้เป็นแนวนโยบายเมื่อท่านได้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อมาเมื่อได้เป็นรัฐบาล ในการเรียนระดับปริญญาเอก ต้องเรียนวิชาปรัชญาด้วย ช่วยให้คุณทักษิณเข้าใจความหมายของประชาธิปไตยอย่างละเอียดลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่การชนะเลือกตั้ง แต่ยังรวมถึงการที่ต้องทำงานเพื่อประชาชน ถ้ารัฐบาลยึดถือผลประโยชน์ของประชาชนก่อนสิ่งอื่นใด ประชาชนก็จะสนับสนุนและเคารพรักรัฐบาลนั้น


แต่วิชาที่มีผลเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณทักษิณกลับเป็นวิชาเลือกด้าน
คอมพิวเตอร์ ที่มีเพียง 3 หน่วยกิต เพราะเขาไม่ชอบวิชาภาษาต่างประเทศ เขาจึงได้เลือกเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์อยู่บ้าง


ช่วงฤดูร้อนปี 2522 คุณทักษิณอายุ 30 ปีและคุณพจมานอายุ 23 ปี ได้อุ้มลูกชายทารกอายุ 5 เดือน เดินทางจากเท็กซัสกลับประเทศไทย นำกระเป๋าติดตัวไม่มาก มีเพียงรถเบ๊นซ์มือสองรุ่นเก่าๆ ที่พอจะมีค่าบ้าง เหลือเงินกลับมา 2 แสนบาทแต่การจะนำเข้ารถ ต้องเสียภาษีศุลกากรถึง 4 แสนบาท จึงได้ยืมเงินก้อนหนึ่งจากป้าเพื่อจ่ายเป็นค่าภาษีรถ จากนั้นก็ขับรถคันนี้ไปรายงานตัวที่แผนกวิจัยและวางแผน กรมตำรวจ ศูนย์วิเคราะห์ข้อมูลด้านคดีอาชญากรรม 6 ปี ได้เลื่อนยศเป็นพันตำรวจโท เคยเสนอให้สร้างระบบเครือข่ายบันทึกและติดตามข้อมูลของอาชญากรและอาชญากรรมที่เกิดขึ้น แต่ผู้บังคับบัญชาไม่ยอมรับข้อเสนอดังกล่าว

คุณทักษิณเริ่มรู้สึกเบื่อและมีปัญหาทางเศรษฐกิจที่ทำให้ทนทำงานเป็นตำรวจต่อไปไม่ได้ เขาเป็นดอกเตอร์จบจากนอกแต่เงินไม่พอใช้ชักหน้าไม่ถึงหลังทั้งๆที่ต้องก้มหน้าก้มตาร่ำเรียนมา 10 ปี ไม่เหลือเงินเก็บ นอกจากค่าใช้จ่ายรายวัน และค่านมของลูกชายแล้ว เงินที่เหลือแทบไม่พอจ่ายค่าเช่าบ้าน เริ่มแรกต้องพักอาศัยที่บ้านพ่อตาไปพลางก่อน ต่อมาพ่อของเขาซึ่งฐานะไม่ดีนักได้ให้บ้านไม้หลังเล็กๆที่มีเพียงสองห้องนอนแก่คุณทักษิณแต่ว่าบ้านหลังนี้ซอมซ่อมาก เวลาฝนตกหนัก หลังคาจะรั่ว ต้องปั้มน้ำออก คุณทักษิณจึงต้องตัดสินใจหันไปทำธุรกิจเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิต แต่ยังไม่รู้ว่าจะทำธุรกิจอะไรดี จึงได้แต่เจริญรอยตามนายเลิศ ต้องเดินย่ำเส้นทางเดิมของตระกูลชินวัตร โดยเปลี่ยนจากธุรกิจหนึ่งไปอีกธุรกิจหนึ่ง ซึ่งแต่ละกิจการก็ล้วนย่อยยับขาดทุน แต่คุณทักษิณก็จำต้องทำธุรกิจเพราะแต่ละเดือนมีเงินเดือนไม่ถึง 3,000 บาท

ทักษิณและคุณอ้อตัดสินใจเปิดร้านค้าผ้าไหม พ.ชินวัตร ( พ ย่อมาจาก พจมาน) โดยเช่าห้องเล็กๆราคาถูกในโรงแรมแห่งหนึ่งย่านสุรวงศ์ โดยขอเซ้งร้าน 50,000 บาท เพราะเจ้าของรู้จักกับพ่อตา จ่ายล่วงหน้า 50,000 บาท ไม่ต้องเก็บค่าเซ้ง ขึ้นแชร์ก็ไม่รู้จักใคร รู้จักนักธุรกิจเล็กๆอยู่ 5 คนก็ขึ้นได้แค่ 6 มือทั้งตัวเอง เงินไม่มีหมุนเวียน ไปเช่าสินค้าที่ขอเขามาวางขาย

พอเปิดร้านขาย โอ๊ค ( พานทองแท้ ) ก็ยังตัวเล็กๆ นั่งรถเข็นอยู่เลย คุณพจมานก็เอาโอ๊คไปเฝ้าร้านทุกวันแต่ขายไม่ได้เลย ดีที่ไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรมาก โดยแรกเริ่มนั้นมีพนักงานขาย คนทำบัญชี คนทำความสะอาด และเจ้าของร้านเป็นคนคนเดียวกันหมด คือคุณพจมานเอง เปิดร้านได้ราวๆเดือนเดียว พนักงานบัญชีของร้านแทบจะไม่ได้ทำงาน เพราะว่าขายไม่ได้เลย พอคุณทักษิณเลิกงานที่ศูนย์ข้อมูลกรมตำรวจก็ตรงดิ่งไปร้านทันที เปิดประตูเข้าร้านก็เห็นหน้าเศร้าสร้อยของคุณอ้อ พร้อมกับรูปมือสัญลักษณเลขศูนย์ ซึ่งมีความหมายว่า ขายไม่ได้และกินไข่ต้มอีกตามเคย หลังเดือนหนึ่งผ่านไป คุณทักษิณก็บอกภริยาว่าต้องเปลี่ยนธุรกิจ ทำต่อไปไม่ไหว ไม่ให้เสียเวลา

คุณพ่อบุญเลิศเคยทำโรงหนัง มีสายสัมพันธ์กับคนในแวดวงอยู่บ้าง คุณทักษิณก็เลยไปหาเพื่อนเก่าเหล่านั้น โดยอาศัยความชำนาญเก่าๆจากการเป็นเจ้าของโรงหนัง จึงไปหาคุณเกียรติ เอี่ยมพึ่งพร ที่บริษัทไฟว์สตาร์ คุณเกียรติเสนอให้คุณทักษิณเอาหนังใหม่ของเขาไปฉาย หนังเรื่องนั้นคือเรื่องบ้านทรายทอง ของคุณรุจน์ รณภพ

ตอนนั้นใช้พระเอกนางเอกหน้าใหม่ทั้งคู่ คือ พอเจตน์-จารุณี พอได้ยินชื่อนางเอกตามท้องเรื่องว่าชื่อพจมาน คุณทักษิณตัดสินใจซื้อทันที ในราคาหนึ่งล้านห้าหมื่นบาท ฉายสายเหนือทั้งหมดรวมสระบุรีด้วย โดยเอารถเบนซ์พวงมาลัยซ้ายไปโอนลอย แลกเช็คเพื่อนได้มาล้านบาท รวมกับเงินเก็บที่เหลือ ทุ่มซื้อหนังเรื่องบ้านทรายทอง แบบหมดหน้าตัก

การซื้อหนังเรื่องบ้านทรายทองไปฉายทำให้คุณทักษิณได้รู้จักกับลูกชายของคุณวิชัย มาลีนนท์ แห่งช่อง 3 คือคุณประชา มาลีนนท์ ผู้ร่วมเป็นนายทุนหนังเรื่องบ้านทรายทอง ซึ่งคุณทักษิณได้ชักนำคุณประชาเข้าสู่วงการเมืองในเวลาต่อมา หนึ่งเดือนผ่านไปเขาก็ไปไถ่ถอนรถคันดังกล่าวคืน แถมมีเงินในกระเป๋าเพิ่มอีก 1 ล้านบาท ทำให้คุณทักษิณตื่นเต้นมาก

แต่การซื้อลิขสิทธิ์ฉายภาพยนต์ต่อมากลับขาดทุนมาก เขาต้องแบกรับภาระหนี้สินมากกว่า 30 ล้านบาท นอกจากหนังเรื่องแรกที่ทำเงินแล้ว เรื่องอื่นๆ ล้วนแต่ขาดทุนทั้งสิ้น ตอนนั้นคนไทยดูหนัง เพื่อดูดาราดัง และเขาเพิ่งกลับจากอเมริกาไม่รู้จักดาราดังในประเทศเลย หนังที่เขาซื้อก็ไม่มีดาราดัง
เนื่องจากเริ่มทำธุรกิจมีเงินหมุนเวียนในธนาคารและก็มีเครดิตพอควร สามารถกู้เงินจากธนาคารได้ เขาจึงกู้เงินธนาคาร เพื่อหาธุรกิจอื่นทำ เป้าหมายต่อไปคือเข้าสู่วงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจนี้ได้เงินเร็ว กำไรสูงถือเป็นทางเลือกที่ดีในการหาเงินมาใช้หนี้จำนวนมากตอนนั้นมีคนมาเสนอขายที่โรงหนังเก่า 300 ตารางวา ย่านราชวัตรให้คุณทักษิณ

ความคิดแรกของคุณทักษิณ คือการสร้างคอนโดมิเนียม ซึ่งในตอนนั้นทันสมัยมาก แม้แต่บ้านจัดสรรก็ยังมีอยู่ไม่กี่แห่ง ที่ดินราคา 18 ล้านบาท แต่เขาไม่มีเงิน ต้องใช้ความนอบน้อมทำให้เจ้าของที่ดินถูกใจมาก ขนาดยอมให้เอาโฉนดไปค้ำประกันหาเงินกู้ก่อนแล้วค่อยมาจ่ายทีหลัง คุณทักษิณรีบคว้าโอกาสตัดสินใจ ทุบทิ้งโรงภาพยนต์มูลค่า 18 ล้านบาทและกู้เงินธนาคาร 20 ล้านบาทเพื่อเตรียมสร้างอาคารชุดที่อยู่อาศัยสูง 15 ชั้น


วาดความฝันสวยหรูอยู่ได้ 2 วันรัฐมนตรีมหาดไทยก็ออกกฎระเบียบใหม่ห้ามสร้างตึกสูงเกินกว่า 7 ชั้นในเขตใจกลางเมือง ตึก 15 ชั้นจึงเหลือเพียง 7 ชั้นและลงมือสร้างคอนโดมิเนียม สำเร็จลงพร้อมกับก้อนหนี้เงินกู้ร่วม 50 ล้านบาท ตอนนั้นมีนักเขียนคอลัมน์ดังคนหนึ่งเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์คัดค้านการสร้างตึกสูงสำหรับอยู่อาศัย เพราะเกิดไฟไหม้ง่าย สถานีโทรทัศน์ก็เข้าร่วมขบวนการคัดค้านตึกสูง พอมีหนังเรื่องตึกนรก และละครเรื่องคอนโดมิเนียม ออกฉายในเวลาไล่เลี่ยกัน ทำให้ไม่มีคนกล้าซื้อห้องคอนโดมิเนียม ที่สำคัญคือ ห้องชุดกรรมสิทธิ์รวม เป็นของใหม่มากในยุคนั้น
โครงการนี้ขาดทุนอย่างหนัก ประกาศขาย โฆษณาไปมีทั้งหมด 90 ห้อง ค่าโฆษณากินหมด ก็เลยหยุดขาย มีคนซื้อไปสัก 10 กว่าห้อง คนที่ซื้อห้องไปแล้วก็ไม่สบายใจ คุณทักษิณก็ซื้อห้องคืนจากลูกค้าในราคาเดิม ยิ่งทำให้ขาดทุนหนักเข้าไปอีก ห้องที่ซื้อคืนมาก็เอามาทำเป็นอพาร์ทเมนต์ ทำให้หนี้สินเพิ่มจาก 30 ล้านบาทเป็น 50 ล้านบาท แม้แต่เงินค่าจ้างของคนงานก่อสร้างก็ไม่มีจะจ่าย เจ้าหนี้ก็โทรศัพท์ทวงหนี้ทุกวัน ทำให้นอนไม่หลับ เริ่มเข้าออกศาลบ่อย อาศัยฝีปากระดับดอกเตอร์ด้านอาชญาวิทยา ทั้งให้คำสาบานเพื่ออ้อนวอนผู้พิพากษา ให้เลื่อนระยะเวลาการชำระหนี้ออกไป ขณะที่คุณพจมานก็ต้องบากหน้า ด้วยรอยยิ้มหวานอมขมกลืนขอความช่วยเหลือจากคนใกล้ชิดรอบด้าน ญาติสนิทมิตรสหายทั้งหมดล้วนกลายเป็นเจ้าหนี้ของคุณพจมาน
คุณทักษิณเคยมีความคิดจะเลิกทำธุรกิจ เพราะไม่ว่าประกอบธุรกิจด้านใดก็ล้มเหลว ยิ่งทำยิ่งขาดทุน แทบไม่กล้าคิดเลยว่าหากทนทำต่อไปหนี้สินจะยิ่งสูงท่วมขึ้นมาอีกเท่าไร บางทีตนอาจไม่ควรเป็นนักธุรกิจ

แต่ว่าหนี้สินจำนวนมากที่แบกรับอยู่ในขณะนั้นจะทำอย่างไรดีหากอาศัยรายได้เล็กน้อยจากการเป็นข้าราชการ ชาตินี้ทั้งชาติก็คงใช้หนี้ไม่หมด ยิ่งกว่านั้นการติดเงินธนาคารแล้วไม่ชำระ อาจต้องติดคุก เมื่อมาถึงทางตันก็ต้องหาทางออก คุณทักษิณถือว่าเจ๊งแสนทำล้าน เจ๊งล้านทำสิบล้าน ไม่งั้นใช้หนี้ไม่ได้ โดยคุณทักษิณเป็นคนกลุ่มแรกๆที่มองออกและรู้ถึงศักยภาพอันมหาศาลของธุรกิจคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี่ด้านสารสนเทศ จึงมีความคิดที่จะนำตึกออกให้เช่าและเปลี่ยนไปประกอบธุรกิจคอมพิวเตอร์ เขาวิเคราะห์ถึงอนาคตของการทำธุรกิจคอมพิวเตอร์ให้ภริยาฟังอย่างละเอียด จนเธอต้องยินยอมตกลงให้เขาลองทำดูสักครั้ง ความรู้จากวิชาคอมพิวเตอร์ไม่กี่หน่วยกิตที่อเมริกาจึงได้เริ่มนำออกมาใช้

ธันวาคม2525 คุณทักษิณได้เปิดบริษัทให้เช่าเครื่องคอมพิวเตอร์ชื่อ ICSI ( ต่อมาเปลี่ยนเป็นชินวัตรคอมพิวเตอร์ และ ชินคอร์ปอเรชั่นในที่สุด ) มีลูกค้าหลัก คือหน่วยงานรัฐบาลและสถาบันวิจัยของมหาวิทยาลัยที่ต้องการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ มีลูกค้าสำคัญคือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และการรถไฟแห่งประเทศไทยในปีที่ 2 ICSI ได้ชนะประมูลโครงการรวดเดียว 8 โครงการ ทำให้คุณทักษิณดีใจมากและรีบลงทุนอีก 20 ล้านบาทจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทให้บริการด้านคอมพิวเตอร์และลงทุนตั้งบริษัทชินวัตร ประกอบการเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่และกลางของ IBM ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทชินวัตรเทเลคอม ให้บริการครบวงจรทั้งจำหน่าย ให้เช่า และซ่อมแซมเครื่องคอมพิวเตอร์

ธุรกิจดำเนินไปได้ไม่เลวแต่ไม่ช้าก็เริ่มที่จะมีปัญหาเพราะ IBM ต้องการผู้แทนจำหน่ายที่ใช้เงินดอลลาร์สหรัฐซื้อคอมพิวเตอร์ของ IBM และไปให้รัฐบาลเช่าด้วยเงินบาท ซึ่งคุณทักษิณเห็นว่าดี คุณพจมานได้ยืมเงินจากเพื่อนพ่อ10 ล้านบาท ดอกเบี้ย 2.5% หรือ 25,000 บาทต่อเดือน ต่อมาธุรกิจคอมพิวเตอร์พอทำกำไรได้บ้าง แต่อีกนานกว่าจะใช้หนี้ได้หมด คุณทักษิณจึงคิดจะเข้าสู่ธุรกิจโทรคมนาคมเพราะถ้าหากโชคดีจะได้กำไรมากพอที่จะชำระหนี้สินที่มีอยู่ทั้งหมดทันที แต่ไม่มีคนสนับสนุน

ในปี 2527 มีการลดค่าเงินบาทขนาดหนัก จาก 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 21 บาท ลดลงเหลือ 26 บาท ทำให้เขาขาดทุนเกือบ 20 ล้านบาท ทางธนาคารเสนอให้เขาแปลงทรัพย์สินแลกเป็นเงินฟรังซ์สวิส แต่เรื่องกลับยิ่งเลวร้าย เพราะเงินบาทแลกกับเงินฟรังซ์สวิสลดจาก 13 บาทเป็น 22 บาท รุนแรงกว่าเงินดอลลาร์สหรัฐอีก ทำให้หนี้ของคุณทักษิณเพิ่มจาก 10 ล้านเป็น 200 ล้านบาททันที เหมือนยิ่งดิ้นเชือกยิ่งรัด แต่ธุรกิจให้เช่าเครื่องคอมพิวเตอร์ในแต่ละปีได้กำไรแค่ 10 ล้านบาท เขาและคุณพจมานจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจาก ต้องเข้าสู่ธุรกิจโทรคมนาคมเพื่อไปวัดดวงเอาข้างหน้า

สายสัมพันธ์ของคุณพ่อเลิศ ชินวัตร ลูกค้าเก่าแก่ของธนาคารทหารไทยได้ช่วยประคับประคองธุรกิจของคุณทักษิณให้ โดยคุณประยูร จินดาประดิษฐ์ และคุณอนุตร์ อัศวานนท์ เป็นผู้ให้โอกาสนักธุรกิจรุ่นหนุ่ม อีกคนหนึ่งที่รอดการล้มละลายมาในยามนั้นคือนายไพโรจน์ เปี่ยมพงศานต์ แห่งบ้านฉางกรุ๊ป ต่อมาเครือชินวัตรทั้งหมดก็ใช้บริการธนาคารทหารไทยเป็นหลัก และคุณประยูรเมื่อเกษียณจากธนาคารทหารไทยก็มาเป็นที่ปรึกษาอาวุโสให้กับเครือชินวัตร



ผ่านมาถึงผู้บริหารอีกรุ่นคือคุณทนง ลำไย หรือ
ทนง พิทยะที่มีความสนิทแนบแน่นเป็นเพื่อนรักกันมาก คุณทักษิณเป็นคนไม่อาฆาตใคร แต่เป็นคนจดจำความจำดีไม่ลืมบุญคุณคน คนที่เคยมีบุญคุณกับเขาล้วนได้รับการตอบแทนในรูปแบบการทำงานหรือเป็นที่ปรึกษา


คุณทักษิณขยายไปทำธุรกิจเพเจอร์ เคเบิลทีวีและโทรศัพท์เคลื่อนที่ ต่อมาได้ขยายไปทำธุรกิจดาวเทียม ซึ่งธุรกิจเหล่านี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก และได้ร่วมมือกับบริษัท AT&T ของสหรัฐฯ และได้เงิน 700 ล้านบาท เพื่อเปิดกิจการซึ่งในขณะนั้นถือเป็นเงินก้อนใหญ่ทีเดียว คุณทักษิณเป็นนักเจรจาต่อรองที่เก่งมาก ปี 2528 ได้ตั้งบริษัทแปซิฟิคเทเลคอมโปรเจ็ครับสัมปทานในการประกอบการธุรกิจ ด้านเพเจอร์/วิทยุติดตามตัวทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นระยะเวลา 10 ปี ในปีเดียวกันตั้งบริษัท IBC ทำโทรทัศน์เคเบิ้ลทีวีแห่งแรกได้รับสัมปทานถึง 20 ปี
ปี 2529 บริษัทชินวัตรเทเลคอมกรุ๊ปได้ร่วมมือลงทุนกับบริษัท TELESIS ของสหรัฐฯในกิจการเพเจอร์ ตั้งบริษัทให้เช่าเครื่องคอมพิวเตอร์

ปี 2530 คุณทักษิณลาออกจากการราชการตำรวจ เพราะกิจการขยายเติบใหญ่
ปี 2532 บริษัทชินวัตรดิจิตอลเทเลคอมได้รับสัมปทานจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยให้ดำเนินธุรกิจ ด้านเครือข่ายโทรคมนาคมระบบดิจิตอล
ปี 2533 คุณทักษิณเริ่มดำเนินกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ CELLULAR 900 บริษัทชินวัตรเพเจอร์ได้สัมปทานกิจการ PHONELINK ทั่วประเทศ


21 สิงหาคม 2533 บริษัทชินวัตรเทเลคอมเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้สำเร็จ ดัชนีหุ้นขึ้นไปตลอดอย่างรวดเร็ว จากมูลค่าหุ้น 10 บาทขึ้นไปถึง 158 บาท คุณทักษิณได้ขายหุ้นในมือจำนวน 25,000 ล้านบาทออกไปหมด ทำให้เขากลายเป็นมหาเศรษฐีอีกคนหนึ่งในทันที
ปี 2535 คุณทักษิณได้จัดตั้งบริษัทมหาชนเพื่อลงทุนในกิจการโทรคมนาคมระหว่างประเทศขยายไปยังอินเดีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ และกัมพูชา กลายเป็นยักษ์ใหญ่หรือเจ้าพ่อแห่งวงการโทรคมนาคมและติดอันดับ 1 ใน 500 ของเศรษฐีโลกทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ชีวิตเขาลำบากมาก ประสบความพ่ายแพ้มาหลายครั้ง

การปกครองประเทศโดยซีอีโอ


ประเทศไทยมีคำพังเพยโบราณว่า สิบพ่อค้าไม่เท่าหนึ่งพระยาเลี้ยง คือพ่อค้าที่ร่ำรวย 10 คน ก็สู้ข้าราชการของรัฐ 1 คนไม่ได้ โครงสร้างของสังคมไทยอาจแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆ คือ


ระดับบนสุดคือชนชั้นปกครอง ตั้งแต่พระเจ้าอยู่หัว พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการทหารระดับสูงองคมนตรี หัวหน้าพรรคการเมือง



รองลงมาคือชนชั้น
ข้าราชการที่มีอำนาจบริหาร รวมทั้งพวกข้าราชการระดับสูง







อันดับสาม คือ พวก
พ่อค้าต่างด้าว มักจะเป็นลูกหลานชาวจีนโพ้นทะเล




และคนระดับล่างที่สุดก็คือ พวกพนักงาน คนงาน ชาวนาชาวไร่ ซึ่งเป็นประชาชนที่มีเป็นจำนวนมากกว่ากลุ่มอื่นๆแต่ไม่ได้รับการนับถือและถูกเอาเปรียบจากชนชั้นอภิสิทธิ์มาโดยตลอด

พอเข้าสู่ช่วงทศวรรษ 2520 เศรษฐกิจประเทศไทยได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว กระแสประชาธิปไตยเติบโตอย่างรวดเร็ว พวกพ่อค้าได้ค่อยๆ ขอความช่วยเหลือจากชนชั้นปกครอง มีการจัดตั้งพรรคการเมือง เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อให้ได้อำนาจทางการเมือง การติดต่อระหว่างทหาร นักการเมืองและพ่อค้านักธุรกิจยิ่งใกล้ชิดกันมากขึ้น นายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีคนที่ 21 ของไทยคือตัวอย่างของนักธุรกิจก่อสร้างที่เข้าสู่การเมืองจนได้เป็นนายกรัฐมนตรี

แต่คุณทักษิณได้ตั้งเป้าหมายที่สูงกว่า คือการเป็นนักการเมืองที่ยิ่งใหญ่ คุณทักษิณเคยให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าสู่การเมืองว่า การเมืองกับการค้าคือครอบครัวเดียวกัน การเมืองเปรียบเหมือนดวงอาทิตย์ และการค้าเปรียบเหมือนโลก ใกล้เกินไปก็จะร้อน ห่างเกินไปก็หนาว การค้าเป็นแค่เกมส์ที่หวังแต่ให้ได้ผลประโยชน์หรือกำไรมากที่สุด แต่การเมืองเป็นเกมส์ที่ต้องใช้ความสามารถในการควบคุมตนเอง และปฏิบัติการอย่างพอเหมาะและให้เป็นที่ยอมรับ หลังจากที่คุณทักษิณประสบความสำเร็จในธุรกิจการสื่อสาร เขาก็คิดที่จะเข้าสู่วงการเมือง เพื่อทำงานให้กับบ้านเมือง แต่ภริยาไม่เห็นด้วยโดยเตือนว่า ก่อนที่จะมีความมั่งมีอย่าก้าวสู่การเมือง แม้ว่าเราจะมีเงินแล้วแต่การค้ายังไม่มั่นคงอีกทั้งยังไม่มีผู้ที่เหมาะสมที่จะมาแทนตน ขอให้รออีกหน่อย
คุณทักษิณก็รอมาอีก 2 ปี จนอายุ 45 ปี ในปี 2537 พลตรีจำลอง ศรีเมืองหัวหน้าพรรคพลังธรรม ก็ได้มาหาคุณทักษิณที่บ้านโดยเชิญให้เป็นตัวแทนของพรรคเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ คุณทักษิณตกใจมากแม้ว่าเขาจะมีความจัดเจนในเรื่องการค้าแต่ประสบการณ์ทางการเมืองยังมีน้อยและไม่สันทัดในกิจการต่างประเทศ ในช่วง 2 ปีก่อนหน้านั้นนายชวน หลีกภัยหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้ชักชวนให้คุณทักษิณเข้าร่วมงานหลายครั้งเพราะมีความพร้อมทั้งความรู้ความสามารถและกำลังทรัพย์ แต่เขาปฏิเสธเนื่องจากภริยาไม่เห็นด้วยและงานธุรกิจสื่อสารที่ต้องดูแลจนล้นมือ

แต่ครั้งนี้เขาระงับใจไม่อยู่ จึงเข้าสู่การเมืองดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ตามคำเชิญชวนของพลตรีจำลอง ซึ่งเป็นเพื่อนที่ดีที่คบกันมาหลายปี
พลตรีจำลองเป็นลูกหลานของชาวจีนโพ้นทะเลมีชื่อจีนชื่อหลู จิน เหอ เกิดเมื่อปี 2478 ครอบครัวยากจน บิดาเสียชีวิตตั้งแต่เยาว์วัย มารดาเป็นคนรับใช้ที่บ้านของนายทหารเรือที่เกษียณราชการ ในช่วงที่เขามีอายุ 12 ปี มารดาได้แต่งงานใหม่กับบุรุษไปรษณีย์ มีผลการเรียนยอดเยี่ยม

ภายหลังเรียนจบมัธยม ได้เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ต่อมาได้ไปอบรม ด้านการทหารระดับสูงที่อเมริกาหลายครั้ง เคยรบในลาวและเวียดนาม เคยดำรงตำแหน่งในรัฐบาลเคยสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัย ปี 2528 ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นนายพล เคยเป็นรองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ว่ากรุงเทพมหานคร 6 ปี ได้ก่อตั้งพรรคพลังธรรมที่สุจริตกล้าหาญ
ปี 2535 พลตรีจำลองและพรรคพลังธรรม ได้นำมวลชนเดินขบวนประท้วงรัฐบาลทหาร จนเกิดการปะทะนองเลือด พลตรีจำลองเป็นผู้เลื่อมใสในศาสนาพุทธ เป็นผู้นิยมลัทธิระงับความอยาก หรือสันติอโศกมังสวิรัติ ไม่กินเนื้อสัตว์ ใส่เสื้อม่อฮ่อม ใช้ชีวิตเรียบง่าย เป็นข้าราชการที่ซื่อสัตย์เป็นผู้มีชื่อเสียงในวงการ ความคิดเห็นทางการเมืองของทักษิณ และพลตรีจำลอง ค่อนข้างจะเหมือนกัน หลังจากที่คุณทักษิณได้เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เคยเรียนเชิญพลตรีจำลองรับตำแหน่งเป็นที่ปรึกษารับผิดชอบด้านการศึกษาของพรรคไทยรักไทย ทั้งยังว่าจ้างให้เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยชินวัตร ในช่วงนั้นทั้งสองคนยังเป็นมิตรที่ดีต่อกัน

คุณทักษิณได้ตอบรับการเรียนเชิญของพลตรีจำลอง เข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ในคณะรัฐมนตรีของนายชวน หลีกภัย แต่พอเข้ารับตำแหน่ง ก็มีคนวิจารณ์เขา ว่าขาดประสบการณ์ทางการเมืองเป็นมือใหม่ในด้านการต่างประเทศ มีคนตั้งข้อสงสัยว่าการลงทุนในต่างประเทศของเขาจะกระทบถึงนโยบายต่างประเทศของไทย
มี สส. 23 คน เข้าชื่อ กล่าวหาว่าคุณทักษิณละเมิดรัฐธรรมนูญที่ว่า รัฐมนตรีไม่อาจถือหุ้นในบริษัทที่ได้รับสัมประทานจากรัฐ เกินกว่าร้อยละ 50 ได้ และเรียกร้องให้เขาลาออกทันที

ธุรกิจส่วนใหญ่ของคุณทักษิณในด้านการสื่อสารโทรคมนาคมล้วนเป็นกิจการที่ได้รับสัมประทานจากรัฐแต่ว่าหุ้นของกลุ่มบริษัทชินวัตร ที่คุณทักษิณและภริยาถือครองอยู่รวมกันแล้วเป็นร้อยละ 48.7 ไม่ได้ละเมิดกฎหมายแน่นอน คุณทักษิณประกาศว่าจะแสดงบัญชีทรัพย์สินเพื่อความความโปร่งใส คดีไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ได้มีการตัดสิน มีคนพยายามปล่อยข่าวทำลายเขาหลายครั้ง ทำให้คุณทักษิณลาออก หลังจากเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศเพียง 105 วัน เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2537

วันแรกที่คุณทักษิณเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ นักข่าวถามเขาเกี่ยวกับเรื่องรัฐประหารเมื่อ 3 เดือนก่อนที่รัฐบาลกัมพูชาได้ปราบปรามการก่อรัฐประหาร หัวหน้าผู้ก่อรัฐประหารคือ อดีตรองนายกพระโอรสของเจ้านโรดมสีหนุเจ้า ชื่อ สมเด็จมเหศวร นโรดมจักรพงษ์ ได้หนีไปมาเลเซีย ออสเตรเลียตั้งข้อสงสัยว่ารัฐประหารอาจได้รับการสนับสนุนอย่างลับๆ จากประเทศไทย เพราะกองกำลังเขมรแดงได้อาศัยชายแดนไทยกัมพูชาเป็นฐานโจมตีฝ่ายรัฐบาล คุณทักษิณตอบคำถามนักข่าวแบบนักการทูต โดยตัดบท กล่าวว่าเป็นเพียงข่าวลือทั้งสิ้น
จากนั้นไม่กี่วันคุณทักษิณได้พบรัฐมนตรีต่างประเทศของออสเตรเลีย ในที่ประชุมระดับรัฐมนตรีของ APEC เขาได้ถามรัฐมนตรีต่างประเทศออสเตรเลียตรงๆว่ามีหลักฐานอะไรยืนยัน ว่าประเทศไทยสนับสนุนเขมรแดง ข่าวสารที่ท่านรัฐมนตรีออสเตรเลียได้รับน่าจะล้าสมัยแล้ว และควรสอบถามสถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย ออสเตรเลียอาจจัดคณะทูตานุทูตประเทศต่างๆไปตรวจสอบที่ชายแดนไทยกัมพูชาเพื่อรับรู้ถึงเหตุการณ์จริงๆ ณ สถานที่จริงได้เลย ทำเอาท่านรัฐมนตรีออสเตรเลียได้แต่หันไปตำหนินักการทูตที่ติดตามไป

หลังเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศได้ไม่นาน คุณทักษิณก็ได้ไปเยือนพม่าในโอกาสที่เหมาะสม เขาได้รอพบผู้นำพม่า แต่ฝ่ายพม่ามิได้ปรากฏตัวตามเวลาที่นัดหมายโดยอ้างว่าผู้นำกำลังประชุมอยู่ คุณทักษิณได้บอกไปว่าถ้าไม่มาพบภายใน 5 นาทีก็จะไม่รอ ในที่สุดไม่ถึง 5 นาที ผู้นำพม่าก็ปรากฏตัว

หลังจากลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ 4 เดือน คุณทักษิณได้หวนคืนสู่การเมืองอีกครั้งในฐานะหัวหน้าพรรคพลังธรรม และลงสมัครรับเลือกตั้งได้เป็น สส.ในพื้นที่เยาวราช กทม. คุณทักษิณได้นำพรรคพลังธรรมเข้าร่วมรัฐบาลผสมของนายบรรหาร ศิลปอาชา รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีดูแลเรื่องคมนาคม

เขากล่าวว่าต่อนี้ไปจะไม่ยอมให้ลูกหลานของเรา เกิดในรถ กินในรถ โตในรถ และตายในรถ อีกต่อไป โดยได้เสนอโครงการ 3 ช่วง ระยะสั้น กลาง ยาว จะใช้เวลา 6 เดือน แก้ไขสัญญาณไฟจราจร กฎระเบียบการจราจร จะใช้ระบบควบคุมการจราจรใช้เทคนิคขั้นสูงแก้ปัญหารถติด ในอนาคตจะมีการสร้างสะพานลอยฟ้า ถนนวงแหวนและรถไฟใต้ดิน คุณทักษิณได้ให้คำมั่นว่าภายใน 6 เดือนจะแก้ปัญหารถติดใน กทม. แต่สื่อมวลชนหาว่าเขาพูดเหลวไหล มีการวาดการ์ตูนล้อเลียน และถูกพรรคการเมืองคู่แข่งโจมตีมาตลอด ว่าไม่สามารถแก้ปัญหาการจราจรภายใน6เดือนตามที่ได้ให้สัญญาไว้

คุณทักษิณรู้ดี ว่าพรรคพลังธรรมของเขามีฐานเสียงแค่ที่กรุงเทพฯ แต่ไม่ประสบความสำเร็จที่ชนบท และเขาไม่มีเวลาดูแลชนบท ตลอดช่วงเวลาที่ดำรงตำแหน่งผู้นำพรรคพลังธรรมเป็นเวลาปีกว่า ต่อมานายกบรรหารได้เชิญคุณทักษิณเข้าดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ตอนแรกคุณทักษิณไม่คิดที่จะตอบรับ แต่นายบรรหารบอกว่ารายชื่อแต่งตั้งได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแล้ว คุณทักษิณจึงต้องเข้ารับตำแหน่งรองนายกในช่วงที่บิดาถึงแก่กรรม คุณทักษิณอยู่ในตำแหน่งรองนายก 1 ปี 1 เดือน ได้เห็นการเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพ นโยบายไม่ต่อเนื่อง การบริหารไม่มีประสิทธิภาพ

ทำให้คุณทักษิณเห็นความจำเป็นที่จะต้อง ตั้งพรรคการเมืองที่มีความเข้มแข็ง และได้เสียงข้างมากในสภา เพราะการจัดตั้งรัฐบาลประกอบด้วยหลายพรรคการเมือง แต่ละพรรคก็หวังแต่ผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่มี สส.ที่สมัครใจเป็นพรรคฝ่ายค้าน จะมีแต่สส.ที่หวังเข้าร่วมรัฐบาลและ สส.ที่เป็นรัฐมนตรี ก็มักจะอยู่ในตำแหน่งไม่นาน เพราะสส.ที่ไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาลก็มักจะหาเรื่องทะเลาะไม่เลิก

การเมืองไม่มีพัฒนาการต่อเนื่อง เป็นเพราะโครงสร้างทางการเมืองของไทยที่มักถูกแทรกแซงโดยทหาร และพระเจ้าอยู่หัว ทำให้พรรคการเมืองขาดความเข้มแข็ง พรรคที่มีประวัติการก่อตั้งยาวนาน มีเพียงไม่กี่พรรค พรรคการเมืองจำนวนมากตั้งขึ้นอย่างเร่งรีบ และยุบไปในเวลาไม่นาน พรรคการเมืองส่วนใหญ่มีเพียงสำนักงานใหญ่ แต่ไม่มีแผนทางการเมืองที่ยาวไกล ขอเพียงให้ได้ผลประโยชน์เฉพาะหน้าเท่านั้น รัฐบาลทหารใช้อำนาจควบคุมพรรคการเมืองมาโดยตลอด พรรคการเมืองของไทยจึงไม่เคยเป็นตัวแทนที่แท้จริงของพลังสังคมเลย เป็นเพียงตัวแทนของกลุ่มชนชั้นปกครองระดับบน และของพวกตนเองเท่านั้น
รัฐบาลนายบรรหารต้องปรับคณะรัฐมนตรีตลอดเวลา ในเดือนพฤษภาคม 2539 รัฐสภาได้เปิดอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี 4 คนข้อหาทุจริตและรับสินบน หลังจากรัฐมนตรี 4 คนลาออกไปแล้ว คุณทักษิณได้ขอลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี

3 เดือนต่อมาได้มีการเลือกตั้งทั่วประเทศ ผลพรรคพลังธรรมแพ้ยับเยิน ได้รับเลือกเพียงคนเดียว คือ คุณสุดารัตน์ คุณทักษิณในฐานะหัวหน้าพรรคพลังธรรมกระอักกระอ่วนใจมาก และเกิดความขัดแย้งเรื่องการปฏิรูปพรรคกับสมาชิกอาวุโสในพรรคจนต้องถอนตัวไป เขาเริ่มวางแผนอนาคตทางการเมืองใหม่ ได้ตระเวนไปในที่ต่างๆทั่วประเทศเพื่อพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ พ่อค้า ชาวนา เพื่อรับฟังแนวคิดทางการเมือง รับทราบถึงปมเงื่อนของปัญหาสังคมที่มีอยู่ ค่อยๆก่อรูปเป็นภาพการเมืองใหม่
คุณทักษิณได้ข้อสรุปว่า ต้องก่อตั้งพรรคการเมืองของตนเอง เหมือนกับการเขียนแบบขึ้นมาใหม่ในกระดาษขาวทั้งแผ่น เป็นพรรคการเมืองในอุดมคติของตัวเอง แทนที่จะไปปรับเปลี่ยนพรรคการเมืองที่คนอื่นเขาตั้งขึ้นมา

คุณทักษิณได้ยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคไทยรักไทย อย่างเป็นทางการต่อคณะกรรมการเลือกตั้ง เมื่อ วันที่ 14 กรกฎาคม 2541 สมาชิกผู้ก่อตั้งในตอนแรกมีจำนวน 23 คน ในจำนวนนี้เป็นด๊อกเตอร์ 13 คนซึ่งดูแล้วมีแนวโน้มจะเป็นพรรคการเมือง ที่เต็มไปด้วยนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ยึดถือผลประโยชน์ของประชาชนโดยเฉพาะมวลชนผู้ด้อยโอกาส ยึดการทำงานเป็นทีม ร่วมมือกัน ประสานจิตใจมาควบคุมดูแลบ้านเมือง กล้าคิดกล้าทำ ไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก โดยรัฐบาลและทุกวงการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด อาศัยรูปแบบการจัดการที่ก้าวหน้ามาแก้ไขปัญหาที่คั่งค้างของชาติ มีการประยุกต์ใช้รูปแบบการบริหารธุรกิจ ควบคุมจัดการบริหารประเทศ เพราะว่าแท้ที่จริงแล้วทั้งสองอย่างมีส่วนคล้ายคลึงกัน แม้การบริหารจัดการรัฐบาลจะยากกว่าก็ตาม

คุณทักษิณเปรียบประเทศไทยเป็นบริษัทใหญ่บริษัทหนึ่ง บริษัทใหญ่นี้จำเป็นต้องผลิตผลิตภัณฑ์จำนวนมาก เพื่อเอาผลกำไรมาเลี้ยงพนักงานทั่วประเทศ ซึ่งก็คือประชาชนนั่นเอง จะทำอย่างไรเพื่อให้ได้กำไรมากยิ่งขึ้น วิธีการที่ปฏิบัติได้จริงและง่าย ก็คือยกประสิทธิภาพ การทำงานให้สูง ผลประโยชน์ของประชาชนมาก่อน หรือที่เรียกว่าบริหารแบบ CEO แก่นของแนวคิดที่แท้จริง ก็คือคัดค้านลัทธิราชการที่วางอำนาจ โดยนำการจัดการแบบ CEO มาใช้ในการสร้างพรรคและการเลือกตั้งทั่วประเทศ

ตอนแรก ใช้เทคนิคการประกอบธุรกิจอย่างบริษัทข้ามชาติ จัดตั้งสำนักงานใหญ่ของพรรคไทยรักไทยที่กรุงเทพและสาขาทั้ง 4 ภาค ในเขตเลือกตั้ง 400 แห่งทั่วประเทศ จัดตั้งสาขาแนะนำผู้สมัคร และนโยบายของพรรค ใช้เงื่อนไขที่ดีกว่า
สามารถดึงดูดอดีต สส. 100 คน ทำให้พรรคไทยรักไทยได้กลายเป็นพรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุดของไทยในเวลาเพียงสองปี ในการเลือกตั้งเดือน มกราคม 2544 สส. ไทยรักไทยได้ 248 ที่นั่งจาก 500 ที่นั่ง ได้จัดตั้งรัฐบาล โดยคุณทักษิณ หัวหน้าพรรค ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี


19 กุมภาพันธ์ 2544 เป็นวันแรกที่นายกทักษิณ เข้าดำรงตำแหน่ง ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรกบนโต๊ะประชุมจะไม่มีแฟ้มเอกสารดังเช่นในอดีต ทุกคนมีคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค 1 เครื่อง หัวข้อการประชุมจะถูกเก็บไว้ในแผ่น CD
นายกทักษิณ ประกาศว่าต่อนี้ไปการประชุมครม.จะใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งหมด รัฐมนตรีทุกคนจะต้องเรียนรู้ การใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ให้เป็นโดยเร็ว ไม่ต้องอาศัยเลขาอีกต่อไป

การใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในการประชุมเสียค่าใช้จ่ายเพียง 40,000 บาทจากเดิมที่ต้องจ่ายเป็นเงิน 180,000 บาท เวลาจัดเตรียมเอกสารก็ลดลงจาก 20 ชั่วโมงเหลือเพียง 6 ชั่วโมง การประชุมโดยทั่วไปใช้เวลา 3 ชั่วโมงก็เสร็จ ไม่เหมือนก่อนที่ต้องใช้เวลาทั้งวัน ไม่กี่วันต่อมาก็ได้ประกาศให้ยุบคณะกรรมการที่ไม่จำเป็นที่ประจำในทุกกระทรวงฯหลังวันที่ 31 มี.ค.จำนวน 516 คณะ ให้ลดจำนวนนายตำรวจที่อารักขานายกรัฐมนตรี 3 กลุ่มรวม 43 นาย

นายกรัฐมนตรีสั่งให้ประหยัดพลังงานโดยการประชุม ครม.รัฐมนตรี ไม่จำเป็นต้องใส่สูทเพื่อประหยัดไฟฟ้า จำกัดการใช้รถนำขบวนของราชการอย่างเข้มงวด ทั้งรถตำรวจและขบวนรถรักษาความปลอดภัย ให้ตั้งอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศในที่ทำงานของหน่วยงานต่าง ๆรวมทั้งอาคารธุรกิจใหญ่ๆ Supermarket ไม่ควรต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส ห้างสรรพสินค้าควรลดเวลาประกอบกิจการ เวลาเที่ยงคืนให้ดับไฟถนน และไฟโฆษณา ปิดไฟส่องสว่างอาคาร ปิดไฟถนนที่มีรถและคนเดินน้อย
นายกทักษิณได้ปฏิบัติตามอย่างพระเจ้าอยู่หัว โดยใช้น้ำมันที่สกัดจากพืชกับรถตู้ของเขาและเขาวางนโยบายให้ประชาชนหันมาใช้เชื้อเพลิงจากที่ได้จากพืชแทนน้ำมันเบ็นซิน การบริหารประเทศที่ไม่เหมือนใครของนายกทักษิณได้นำมาซึ่งความแปลกใหม่ในวงการเมืองของไทย แต่ว่าคุณทักษิณนั่งในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ไม่นานก็เจอปัญหาเรื่องการแจ้งบัญชีทรัพย์สิน เพื่อเอาเขาออกจากตำแหน่ง

18 มิถุนายน 2544 เป็นวันที่ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดีที่คุณทักษิณถูกกล่าวหาว่า ได้แจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีความผิด ก็จะต้องออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และไม่สามารถทำงานการเมืองเป็นเวลา5 ปี เป็นการการวางแผนเล่นงานคุณทักษิณให้พ้นจากตำแหน่ง
ได้มีประชาชนจำนวนมากที่เรียกร้องต้องการให้นายกคนใหม่ที่มีความสามารถได้มีโอกาสทำงานรับใช้ชาติบ้านเมืองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ มีการรณรงค์รวบรวมรายชื่อสนับสนุนให้นายกทักษิณได้ทำงานต่อไปและ ขอศาลรัฐธรรมนูญเลื่อนการพิจารณาออกไปเพื่อให้เวลานายกทักษิณได้ทำหน้าที่แก้ปัญหาของชาติ

การพิจารณาคดี ได้ดำเนินไปตามที่กำหนด บ่ายโมง 30 นาทีนายกทักษิณได้ให้การยืนยันว่าทรัพย์สินที่ตกหล่นไม่ได้แจ้งต่อปปช.นั้นเป็นทรัพย์ที่หามาได้ด้วยความยากลำบาก จากการประกอบธุรกิจโดยสุจริต ไม่มีแม้แต่น้อยที่ได้มาจากการทุจริต แม้เงินจำนวนนี้ดูจะเป็นเงินจำนวนมากแต่คิดเป็นเพียงแค่ 2 เปอร์เซ็นต์ ของทรัพย์สินของตนทั้งหมด การตกหล่นในการแจ้งทรัพย์สินเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง แต่นั่นคือความบกพร่องโดยสุจริต มิได้มีเจตนาที่ทุจริตแม้แต่น้อย คุณทักษิณมีทรัพย์สินจำนวนมากมายมหาศาล และมีเลขานุการดูแลเรื่องบัญชีทรัพย์สิน จึงเป็นเรื่องที่อาจเกิดความบกพร่องพลั้งเผลอในการการกรอกแบบฟอร์มบัญชีทรัพย์สิน ที่มีรายละเอียดมาก แต่ก็ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายใด ๆ ต่อประเทศชาติและต่อผู้อื่น นายกทักษิณจึงขอความเป็นธรรมเพื่อที่ตนจะได้มีโอกาสทำงานรับใช้พระเจ้าอยู่หัวและประเทศชาติต่อไป ..

คำให้การที่กินใจนี้คุณหญิงพจมานเป็นผู้เขียนให้เองนายกทักษิณได้ให้การแก้ต่างให้กับตัวเองด้วยขอบตาที่แดงกล่ำและน้ำเสียงที่สั่นเครือ คำให้การของเขา สอดรับกับเสียงเรียกร้องของประชาชนนอกศาล ที่ขอให้ผู้พิพากษาได้ให้ความเมตตา ในที่สุดคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ลงคะแนน 8 ต่อ 7 ตัดสินให้ทักษิณไม่มีความผิด อย่างที่คุณทักษิณกล่าวภายหลังว่า อาจเป็นเพราะในตอนนั้นเครือข่ายกษัตริย์ยังครอบงำศาลไม่ได้เต็มที่
แม้ว่านายกทักษิณจะชนะคดีในศาลรัฐธรรมนูญ แต่ชะตาชีวิตของเขาได้ถูกฟ้าลิขิตไว้แล้ว ด้วยข้อกล่าวหาเดิมๆทำนองเดียวกันนี้ ในอีก 5 ปีต่อมาซึ่งทำให้เขาต้องถูกกำจัดออกจากวิถีทางทางการเมืองไปในที่สุด

นายกทักษิณได้เริ่มแผนปฏิรูประบบราชการโดยการยกระดับประสิทธิภาพของข้าราชการทั้งระบบเป็นอันดับแรก เขากล่าวว่าปัญหาใหญ่ที่สุดในระบบราชการของไทยก็คือประสิทธิภาพในการทำงานต่ำ ขาดความเป็นผู้รับผิดชอบในฐานะที่เป็นเจ้าของงาน มีระเบียบขั้นตอนในการทำงานมากเกินไป หาตัวผู้รับผิดชอบไม่ได้ เพราะระบบข้าราชการของไทยที่ใช้อยู่ในปัจจุบันได้ใช้มาตั้งแต่ปี 2475 มีโครงสร้างที่ใหญ่โตเทอะทะประสิทธิภาพต่ำ มีข้อบกพร่องและช่องโหว่มากมาย รัฐบาลที่ผ่านๆมา ได้พยายามที่จะปฏิรูประบบราชการแต่ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากหลายๆฝ่าย จนต้องยุติการปฏิรูป แต่นายกทักษิณมีความพยายามและเอาจริงเอาจังที่จะต้องปฏิรูประบบราชการให้ถึงที่สุด

รัฐบาลทักษิณได้ทยอยออกกฎหมายปฏิรูปการปกครอง และกฎหมายการปฏิรูปโครงสร้างระดับกระทรวง โดยให้ข้าราชการ 240,000 คนสมัครใจลาออกก่อนเกษียณอายุโดยได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินบำเหน็จบำนาญ โดยรัฐบาลใช้งบประมาณเป็นเงิน 36,100 ล้านบาท เตรียมการยกเลิกระบบซีของข้าราชการพลเรือน โดยยึดลักษณะการทำงานเป็นหลัก แบ่งเป็น 4 ประเภท ขั้นตอนในการทำงานจากเดิม 6 สายงานลดเหลือ 3 สายงาน
จัดตั้งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเทคนิคโลยี่ข่าวสารและโทรคมนาคม กระทรวงการพลังงานตลอดจนกระทรวงวัฒนธรรม รวมทั้งหมด 6 กระทรวงเพิ่มตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี เป็น 7 คน โดยแบ่งพื้นที่ทั่วประเทศเป็น 6 เขต แบ่งงานรับผิดชอบและพื้นที่กลุ่มจังหวัด ให้รองนายกแต่ละท่านดูแลรับผิดชอบ ในส่วนของนายกรัฐมนตรีก็ไม่จำเป็นต้องประชุมเซ็นเอกสารทุกวัน แต่ให้มีเวลาพิจารณาปัญหาเชิงยุทธศาสตร์หลักๆ โดยมีการกระจายงานและมอบหมายให้รองนายกไปดูแลรับผิดชอบ นายกทักษิณกล่าวว่า ผู้บริหารที่ฉลาดควรกระจายอำนาจลงไปเพื่อจะได้มีเวลาคิดในเรื่องยุทธศาสตร์ใหญ่ๆแทนที่จะไปแบกรับงานไว้คนเดียวทั้งหมด
นายกทักษิณจะโทรสั่งการวันละ 7-8 เรื่องทุกวัน พอวันรุ่งขึ้นก็ถามถึงความคืบหน้าของงาน ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องตื่นตัวอยู่เสมอ


คุณทักษิณชี้ว่าระบอบทุนนิยมเป็นระบอบสังคมที่โหดร้ายอย่างยิ่งชนิดหนึ่ง และโลกาภิวัฒน์นำมาซึ่งการแข่งขันทั่วโลก ความโหดร้ายของระบอบทุนนิยมนั้นเปรียบเสมือนการลากผู้ป่วยไปเข้าร่วมแข่งขันการวิ่งมาราธอนทางไกล ซึ่งเราไม่สามารถเอาความอ่อนด้อยของเรามาเป็นข้ออ้างเพื่อขอยืดเวลาหรือปฏิเสธการเข้าร่วมแข่งขัน ดังนั้นเราจะต้องเตรียมประเทศไทยและประชาชนไทยให้มีความพร้อม ที่จะเข้าร่วมการแข่งขันบนเวทีโลก

นายกทักษิณเป็นคนแรกที่เสนอแนวคิดระบบผู้ว่า CEO และระบบทูต CEO โดยนำรูปแบบการบริหารจัดการธุรกิจมาใช้กับการปกครองส่วนภูมิภาคและหน่วยงานการต่างประเทศ ก่อนหน้านี้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอถูกแต่งตั้งโดยกระทรวงมหาดไทย แต่หน่วยงานพาณิชย์ เกษตร คมนาคม การศึกษาได้รับการแต่งตั้งจากกระทรวงต้นสังกัดที่ต่างกัน แล้วไปทำงานร่วมกันที่ศาลากลางจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุดของจังหวัดแต่กลับไม่มีอำนาจบังคับบัญชาที่แท้จริง

ระบบผู้ว่า CEO ได้ให้อำนาจและความรับผิดชอบแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดอย่างเต็มที่ ทำให้พวกเขาสามารถกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาที่สอดคล้องกับสภาพของท้องถิ่นสถานเอกอัครราชทูตและสำนักงานกงสุลใหญ่ของไทยในต่างประเทศ และหน่วยงานประจำที่องค์การสหประชาชาติก็มีปัญหาแบบเดียวกัน คือ กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้พิจารณาส่งเอกอัครราชทูตและนักการทูต แต่เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหม พาณิชย์ วัฒนธรรม กระทรวงต้นสังกัดจะเป็นผู้ดำเนินการจัดส่งไป เอกอัครราชทูตจึงไม่มีลูกทีมเป็นของตนเอง เพราะเจ้าหน้าที่ส่วนอื่นนั้นต่างก็มีต้นสังกัดของตนแตกต่างกันไป นายกทักษิณได้มอบอำนาจในการบังคับบัญชาบุคลากรแก่ท่านเอกอัครราชทูตมากยิ่งขึ้น เพื่อเข้าสู่ระบบทูตซีอีโอ เพื่อให้รับผิดชอบงานด้านการทูตและการประชาสัมพันธ์ประเทศไทยสู่สังคมนานาชาติเพื่อขยายตลาดการค้าของไทย

เป้าหมายปฏิรูปต่อไปของนายกทักษิณ คือการปฎิรูปรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ของไทยเช่นการไฟฟ้า การประปา การรถไฟ โดยการแปรรูปเพื่อระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ เป็นการขายหุ้นบางส่วนให้แก่เอกชนเปิดโอกาสให้มีการปรับปรุงและพัฒนาองค์กรโดยการจดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อเปิดช่องทางในการระดมทุน ลดการลงทุนของรัฐบาล
สื่อมวลชนพากันวิจารณ์ว่านายกทักษิณใช้วิธีการบริหารบริษัท มาใช้ในการบริหารประเทศเหมือนกับเป็นบริษัทส่วนตัวของเขาเองและมีรัฐมนตรีหลายคนที่เป็นนักธุรกิจใหญ่

นายกทักษิณมีผลงานที่โดดเด่นในการบริหารประเทศ คือ ในปี 2546 ประเทศไทยได้ชำระคืนหนี้สินที่เป็นหนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ในช่วงเกิดวิกฤติเศรษฐกิจทางการเงินเป็นเงิน 17,200 ล้านเหรียญสหรัฐหรือราว 700,000 ล้านบาท ก่อนกำหนด 2 ปี
กลายเป็นประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประเทศแรก ที่ฟื้นขึ้นมาหลังจากวิกฤติทางการเงินของเอเชีย และในระหว่างปี 2545 ถึงปี 2548 ประเทศไทยมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในรักษาระดับ 5 ถึง 6 เปอร์เซ็นต์ติดต่อกันเป็นเวลา 3 ปีซ้อน และในปี 2547 ประเทศไทยก็สามารถจัดงบประมาณแบบสมดุลย์ คือไม่ต้องกู้เงินได้เป็นครั้งแรกหลังเกิดวิกฤติทางการเงิน มีดัชนีตลาดหลักทรัพย์หรือราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 151 เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลสามารถจัดเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นถึง 30 เปอร์เซ็นต์

นอกจากการปฏิรูปการบริหารและปฏิรูประบบเศรษฐกิจแล้ว นายก CEO ยังได้ประกาศสงครามปราบปรามยาเสพติด อย่างเด็ดขาดจริงจัง เพราะนายกทักษิณถือว่าการผลิตและค้ายาเสพติด เปรียบเสมือนมะเร็งของสังคม ที่ทำการกัดกร่อนบ่อนทำลายสังคม ทำลายมันสมองของเยาวชน ซึ่งเป็นอนาคตของชาติ บริเวณสามเหลี่ยมทองคำตรงชายแดนของไทย มีชื่อไปทั่วโลกว่า เป็นศูนย์กลางของแหล่งผลิต และจำหน่ายยาเสพติดไปยังประเทศต่างๆ สถิติปี 2544 มีประชาชนไทยติดยาเสพติดจำนวน 2,650,000 คน คิดเป็น 4.3 เปอร์เซ็นของประชากรทั้งหมด ยาเสพติดที่เข้าสู่ประเทศไทย ที่สำคัญ คือ ยาม้าหรือยาบ้า Methamphetamine ซึ่งแพร่หลายมากในกลุ่มผู้ใช้แรงงานของไทย โดยเฉพาะคนขับรถทางไกล ใช้เป็นยากระตุ้นให้หายจากความอ่อนเพลียและไม่ง่วงนอน



มาตรการปราบปรามยาเสพติดของไทย ในช่วงแรกได้แก่การตรวจตราตามชายแดน และเพิ่มการศึกษาให้แก่มวลชน ซึ่งได้ผลไม่มากนัก เพราะยาเสพติด มีกระจายไปทั่วทุกพื้นที่ทุกแห่ง แม้กระทั่งในโรงเรียนชั้นประถม นายกทักษิณได้ประกาศสงครามต่อต้านยาเสพติด ใช้มาตรการปราบปรามผู้ค้ายาเสพติดอย่างเข้มงวดและเด็ดขาด สื่อมวลชนรายงานว่า มีพ่อค้ายาเสพติดรวม 2,700 คนเสียชีวิต จากมาตรการทำสงครามปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาลทักษิณ องค์การด้านสิทธิมนุษย์ชนวิจารณ์และกล่าวหาว่ารัฐบาลทักษิณทำการปราบปรามที่รุนแรงเกินไป และได้ละเมิดสิทธิมนุษยชน

มีคดียาเสพติดขึ้นสู่การพิจารณาคดีของศาลเฉลี่ย 1,500 รายต่อเดือน ในปี 2546 ได้มีผู้ค้ายาเสพติดมอบตัวต่อรัฐบาล 43,000 คน ผู้ติดยาขอเข้ารับการรักษาจำนวน 330,000 คน รัฐบาลได้ยึดเงินจากการซื้อขายยาเสพติด เป็นเงินกว่า 3,000 ล้านบาท มีข้าราชการตำรวจเสียชีวิตในหน้าที่ 40 คน และบาดเจ็บอีก 60 กว่าคน ในเดือนกันยายน 2547 สหรัฐอเมริกาได้ประกาศลบชื่อประเทศไทยออกจากรายชื่อประเทศที่เป็นทางผ่านของยาเสพติด แสดงให้เห็นถึงผลสำเร็จในการปราบปรามยาเสพติดของไทย
นอกจากนี้นายก CEO ยังได้ประกาศสงครามกับผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจัง นายกทักษิณได้แต่งตั้งรองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบดูแลศูนย์ปฏิบัติการเอาชนะผู้มีอิทธิพลแห่งชาติเพื่อจัดการกับผู้มีอิทธิพลเถื่อนซึ่งมีรายชื่อกว่า1,000 คนเพื่อขุดรากถอนโคนวงการตำรวจที่เน่าเฟะในเวลา 5-6 ปี
นายกทักษิณได้เอาหวยใต้ดินซึ่งผิดกฎหมาย มาทำให้เป็นหวยบนดิน ที่ถูกกฎหมายและเอาเงินที่ได้จากการจำหน่ายหวยบนดินมาจัดตั้งเป็นทุนการศึกษาให้ลูกหลานคนจน รัฐบาลทักษิณได้แสดงความสามารถในด้านการจัดการแก้ปัญหาวิกฤติสาธารณะที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันทันท่วงที

ในต้นปี 2546 เกิดโรค SARS ( Severe Acute Respiratory Syndrome โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง ) รายแรกขึ้นในประเทศไทย รัฐบาลทักษิณได้ดำเนินการทันทีด้วยหลายๆมาตรการทำให้สามารถควบคุมโรคSARS ได้อย่างรวดเร็ว ในจำนวนคนไข้ 8 รายที่ติดโรคSARS มี 2 รายที่เสียชีวิต ที่เหลือได้รับการรักษาจนหายขาด นายกทักษิณยังได้ริเริ่มการประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุข APEC ที่กรุงเทพฯเพื่อร่วมกันพิจารณาสร้างกลไกรับมือระยะยาวต่อการระบาดของโรค SARS

และโรคประเภทเดียวกัน
คุณทักษิณเล่าว่าในช่วงเกิดโรค SARS ทุกคนต้องสวมแถบผ้าปิดปาก ทำให้ประชาชนทั่วประเทศมีความหวาดกลัว ท่านนายกได้ถามหมอคนหนึ่งว่าแถบผ้าปิดปากมีประโยชน์หรือไม่ หมอตอบว่า มีประโยชน์ไม่มากนัก ท่านนายกจึงชวนผู้ใต้บังคับบัญชาไปที่สนามบินกัน โดยไม่ต้องสวมแถบผ้าปิดปากเพื่อให้ประชาชนได้เห็นว่าไม่จำเป็นต้องหวาดวิตกต่อโรคSARS ต่อมาประชาชนจึงได้เลิกใช้แถบผ้าปิดปาก

ต้นปี 2547 ประเทศไทยเกิดโรคไข้หวัดนก ทำให้ผู้คนเกิดความหวาดกลัวไม่กล้ารับประทานเนื้อไก่และไข่ไก่ อุตสาหกรรมฟักเลี้ยงไก่และอุตสาหกรรมส่งออกไก่และไข่ถูกกระทบอย่างหนัก นายกทักษิณสั่งการให้แต่ละจังหวัดดำเนินการรวบรวมจำนวนไก่ที่เลี้ยงไว้ในแต่ละครัวเรือน หากพบโรคไข้หวัดนกระบาดในที่ใดให้ทำลายไก่ในเขตที่มีระบาดของโรคทันที เขาเตือนว่าหากการรณรงค์กำจัดโรคไข้หวัดนกล้มเหลว รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องจะถูกปลดออกจากตำแหน่ง ระยะเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่เดือนประเทศไทย ได้ทำลายสัตว์ปีกที่เลี้ยงไว้เป็นจำนวนถึง 32 ล้านตัว ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ได้จัดสรรเงินจำนวน 3,000 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าชดเชยให้แก่เกษตรกรที่ทำลายไก่เพื่อหยุดการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนก
นายกทักษิณได้สั่งจัดเตรียมอาหารที่เป็นเนื้อไก่ทั้งหมดเป็นอาหารมื้อเที่ยง ในวันประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2547 ต่อมานายกทักษิณก็ได้นำสมาชิกคนสำคัญของพรรคไทยรักไทยไปรับประทานไก่ทอด ที่ร้านเคเอฟซีและประกาศว่าหากประชาชนคนใดรับประทานเนื้อไก่และไข่ไก่ที่สุกแล้ว ถ้าเกิดติดเชื้อไข้หวัดนกถึงแก่ความตายท่านนายกจะชดใช้เงินให้รายละ 3 ล้านบาท และวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2547 นายกทักษิณได้จัดกิจกรรมรับประทานไก่ไทยปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์ที่ท้องสนามหลวง ลงมือเอาเนื้อไก่มาปรุงอาหารด้วยตัวเองให้ประชาชนได้ชิมฝีมือ


ปลายปี 2547 เกิดภัยพิบัติคลื่นสึนามิ ที่ทั่วโลกต้องตกตะลึง ประเทศไทยก็ประสบภัยหนักที่สุดประเทศหนึ่งแต่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติว่าไทยเป็นประเทศที่ให้ความช่วยเหลือได้ดีที่สุดประเทศหนึ่ง ในบรรดาประเทศที่ประสบภัยดังกล่าว หลังเกิดภัยพิบัติคลื่นสึนามิ นายกทักษิณได้รีบดำเนินการรับมือทันทีอย่างเร่งด่วนเพื่อลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินเท่าที่จะทำได้เพื่อการฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว ในระยะเวลาอันสั้นทำให้ธุรกิจการท่องเที่ยวได้ฟื้นตัวกลับมาอีกครั้ง
คุณทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีของไทยที่มีความโดดเด่นในเรื่องของการทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงและมีความสามารถในการเป็นผู้นำอย่างโดดเด่นที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ทำให้สื่อทั่วโลกจับตามองด้วยความสนใจ

ในด้านการต่างประเทศ นายก CEO ผู้นี้มีบทบาทสำคัญโดยได้ริเริ่มผลักดันการเจรจาความร่วมมือเอเชีย ( ASIAN CORPERATION DIALOGUE หรือ ACD) เรียกร้องให้มีการรวมตัวระดมทุนกันสร้าง ASIA BOND ตามแบบยูโรป และริเริ่มการประชุมสร้างความร่วมมือกับผู้นำรัฐบาลของประเทศเพื่อนบ้านในการก่อตั้งบริษัทร่วมประกันราคายางพารา 3 ประเทศคือ ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ริเริ่มการจัดประชุมระดับระดับรัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศผู้ผลิตข้าวรายใหญ่คือ อินเดีย จีน เวียดนาม ปากีสถาน เป็นต้น

ปี 2547 นายกทักษิณประสบความสำเร็จในการเยือนรัสเซียโดยได้ลงนามใน ความตกลงการค้าต่างตอบแทนหรือฺ BARTER TRADE โดยการแลกเปลี่ยนเนื้อไก่ 250,000 ตัน กับเครื่องบินรบของรัสเซียจำนวน 22 ลำ กลายเป็นผลงานในประวัติศาสตร์การทูตของไทย และยังคงรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลประธานาธิบดีบุชตลอดและมีความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในปัญหาการต่อต้านการก่อการร้าย
ตามตัวเลขอ้างอิงของธนาคารโลกในปี 2549 พบว่ารัฐบาลทักษิณมีความสามารถ ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นได้ดีขึ้น กว่าช่วงปี 2539-2545 ถึง 1 เท่า จากการรวบรวมตัวเลขระหว่างปี 2545-2548 องค์กรเพื่อความโปร่งใสหรือTransparency International ได้ขยับอันดับของประเทศไทยให้ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน
นายกทักษิณใช้วิธีการบริหารจัดการแบบตะวันตก คือคำนึงถึงประสิทธิภาพและประสิทธิผล มุ่งเน้นการบริหารงานของรัฐบาลให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แต่ว่าในช่วงการปฏิรูประบบราชการท่านอาจมองข้ามความคิดและจิตใจของผู้ปฏิบัติงาน ทำให้บางคนคัดค้านและโจมตีในเวลาต่อมา

ภายหลังจากที่นายกทักษิณบริหารราชการมาได้ 4 ปี ประชาชนไทยได้เลือกสส.ของพรรคไทยรักไทยทำให้ได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรถึงร้อยละ 76 ทำให้กลายเป็นพรรคการเมืองที่สามารถจัดตั้งรัฐบาลเพียงพรรคเดียวในประวัติศาสตร์ไทย คุณทักษิณได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกสมัยหนึ่งด้วยจำนวนสส. ที่ชนะอย่างเด็ดขาดถึง 377 เสียง เกินกว่ากึ่งหนึ่งของสองสภารวมกันซึ่งมีจำนวนรวมทั้งสิ้น 500 เสียง
นายกทักษิณได้ประกาศนโยบายในการ ดำรงตำแหน่งครั้งที่ 2 ของเขาอย่างมั่นใจรวมถึงงานที่สำคัญ คือ
- ปฏิรูประบบคมนาคมของกรุงเทพฯและเมืองใหญ่ๆทั่วประเทศโดยใช้ระบบรางเป็นหลัก คือ รถไฟรางคู่ รถไฟฟ้าขนส่งมวลชนที่ทั่วถึงทุกทิศทางในราคาประหยัด
- ปฏิรูประบบการส่งน้ำผ่านระบบท่อทั่วประเทศ ทั้งน้ำดื่มและน้ำชลประทาน
- ยกระดับการปฏิรูปการศึกษา ดำเนินโครงการกองทุนสินเชื่อเพื่อการศึกษาทั่วประเทศ เรียนก่อนผ่อนทีหลังเมื่อมีรายได้ถึงเกณฑ์
- ยกระดับและปฏิรูปธุรกิจการให้บริการทั่วประเทศ

แต่นายกทักษิณดำรงตำแหน่งไม่ถึงครึ่งปี ก็พบว่ามีความพยายามก่อเรื่องวุ่นวายโดยพรรคการเมือง นักเคลื่อนไหว สื่อมวลชนและนักวิชาการที่ร่วมกันโจมตีกล่าวหา ว่านายกทักษิณใช้อำนาจโดยพลการเป็นเผด็จการรัฐสภา จากการใช้เงินหรือ ธนกิจการเมือง ซ้ำยังได้ครอบงำสื่อ แทรกแซงองค์กรอิสระ มีผลประโยชน์ทับซ้อน และมีการทุจริตเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบ ที่พวกเครือข่ายกษัตริย์เรียกว่า ระบอบทักษิณ แต่นายกทักษิณโต้แย้งว่าตนเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนแล้วจะเป็นระบอบเผด็จการได้อย่างไร ในเมื่อประชาชนเชื่อใจท่าน รัฐบาลพรรคเดียวมีอะไรที่ไม่ดีหรือ ยิ่งกว่านั้นรัฐธรรมนูญของไทยก็ไม่ได้ห้ามประชาชนส่วนใหญ่เลือกพรรคการเมืองพรรคเดียวมันเป็นสิทธิ์เป็นการเลือกโดยเสรีของประชาชน

รัฐธรรมนูญปี 2540 มีบทบัญญัติที่ทำให้ พรรคการเมืองขนาดกลางและเล็กจะถูกควบคุมไม่ให้ก่อปัญหาที่กระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล ทำให้มีความมั่นคงทางการเมือง เช่น การที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้การเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อ จะต้องมีคะแนนเสียงไม่ต่ำกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ จึงจะมีสิทธิเข้าร่วมการแบ่งสรรที่นั่งของสส.ระบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งทำให้พรรคการเมืองขนาดเล็กไม่มีสส.ระบบบัญชีรายชื่อ และต้องถอนตัวออกจากวงการเมืองโดยอัตโนมัติ รัฐธรรมนูญ 2540 ยังได้บัญญัติให้การยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีจะต้องมีสส.ลงรายชื่อไม่น้อยกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ ( หรือ200 คนจากจำนวนสส.ทั้งหมด 500 คน ) เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ต้องการลดจำนวนพรรคการเมืองขนาดเล็กที่มีจำนวนมาก และให้รัฐบาลมีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นผลดีต่อพรรคใหญ่ที่ตั้งมาช้านานอย่างพรรคประชาธิปัตย์

ในกรอบของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไทยรักไทยกลับกลายเป็นพรรคใหญ่เพียงพรรคเดียวที่มีจำนวนสส.ถึง76 เปอร์เซ็นต์ของสส.ทั้งสภา ทำให้พรรคเล็กๆหลายพรรคไม่มีสส.และแม้พรรคการเมืองที่มีสส.ในสภาก็ไม่สามารถยื่นเปิดอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกทักษิณได้ ทำให้พรรคฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ของฝ่ายเจ้าหมดความสำคัญลงไปทุกที จึงต้องหาทางล้มระบอบ โดยกล่าวหาโจมตีรัฐบาลทักษิณว่าเป็นพรรคการเมืองเดียวที่ผูกขาดการบริหารประเทศแบบเผด็จการโดยไม่มีการควบคุมตรวจสอบเพราะฝ่ายค้านเปิดอภิปรายไม่ได้ และต้องหาทางปลุกมวลชนโดยอ้างในหลวง ประสานกระบวนการตุลาการของวังและทหารของพระเจ้าอยู่หัวเพื่อล้มล้างรัฐบาลของคนส่วนใหญ่ภายหลังจากการขายหุ้นชินคอร์ปให้แก่เทมาเสค (Temasek) ของสิงคโปร์ ได้มีการประท้วงขับไล่รัฐบาลโดยกล่าวหาว่านายกทักษิณขายหุ้นโดยไม่เสียภาษี นายกทักษิณได้ประกาศยุบสภา แต่พรรคฝ่ายค้านได้ร่วมกันคว่ำบาตรไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งโดยอ้างว่าต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนจึงจะลงเลือกตั้ง แต่คุณทักษิณยืนยันว่าหลังเลือกตั้งแล้วค่อยแก้รัฐธรรมนูญ ทั้ง 2 ฝ่ายตกลงกันไม่ได้ คุณทักษิณได้แสดงความคิดเห็นอย่างเปิดเผยว่า รัฐบาลจะต้องมีอำนาจและมีเสถียรภาพทางการเมือง จึงจะสามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และพัฒนาประเทศจนประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจอย่างเช่นประเทศสิงคโปร์ โดยเห็นว่าพรรคฝ่ายค้านของสิงคโปร์มีบทบาทน้อยมากหรือแทบไม่มีบทบาทเลย แต่ประเทศสิงคโปร์ก็ประสบความสำเร็จด้วยดี แต่ทรรศนะนี้พรรคฝ่ายค้านของไทยกล่าวหาว่าเป็นเผด็จการรัฐสภาที่ไม่ยอมฟังเสียงของฝ่ายค้าน

การปฎิรูประบบราชการและการบริหารประเทศของนายกทักษิณได้ส่งผลกระทบ และสร้างความไม่พอใจแก่ข้าราชการจำนวนไม่น้อย รวมทั้งพนักงานรัฐวิสาหกิจ ตำรวจ แพทย์ นักวิชาการ (รวมทั้งบรรดาผู้ค้ายาเสพติด เจ้ามือหวยใต้ดินและผู้มีอิทธิพลเถื่อน)
แม้ว่าจะไม่มีนักการเมืองคนใดที่สามารถแข่งรัศมีกับนายกทักษิณได้ แต่นายกทักษิณก็ได้สร้างศัตรูไว้ไม่น้อยจากการเดินหน้านโยบายที่ก้าวกระโดดอย่างจริงจัง คนที่ไม่พอใจนายกทักษิณมีมากขึ้นเรื่อยๆ บางคนหาว่านายกทักษิณเป็นคนบุ่มบ่าม รีบเร่งเป็นทำก่อนคิดทีหลัง 



บางคนกล่าวหาว่านายกทักษิณใช้วิธีการบริหารธุรกิจมาบริหารประเทศโดยทำเหมือนกับว่าเป็นบริษัทของท่านเอง บางคนไม่พอใจที่นายกทักษิณเลือกเพื่อนสมัยเรียนและเพื่อนสนิทมารับตำแหน่งรัฐมนตรีที่สำคัญในรัฐบาล เช่น รตอ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยตำหนิว่าใช้แต่คนใกล้ชิด แต่นายกทักษิณไม่ได้กังวลต่อคำวิจารณ์ต่างๆ แต่ว่ากลุ่มที่ต่อต้านเขาเป็นกลุ่มที่ทรงอิทธิพลในสังคมจนกลืนเสียงของคนรากหญ้าซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศที่สนับสนุนรัฐบาลทักษิณ การที่นายกทักษิณยิ่งประสบความสำเร็จก็ยิ่งจะมีคนอิจฉาริษยา การที่มีคนยกย่องเทิดทูนมากเท่าใด ก็จะมีคนอื่นที่จะอิจฉาริษยามากขึ้นพอๆกัน

ความจริงแล้ว นายกทักษิณไม่เคยคิดที่ จะทำให้เรื่องให้สุดโต่ง แต่เพราะท่านทำงานอย่างจริงจังและพยายามมากเกินไป ทำงานอย่างไม่หยุดทั้งวันทั้งคืนไม่ว่าจะทำอะไรก็จะทุ่มทั้งกายทั้งใจกับสิ่งนั้น แต่เหนือสิ่งอื่นใด คือ เริ่มมีความชัดเจนภายในว่าพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลไม่เอารัฐบาลทักษิณอีกแล้ว แต่กฎหมายไทยห้ามวิจารณ์กล่าวหาในหลวงโดยเด็ดขาด .....ในขณะที่รัฐบาลเผด็จการสุรยุทธ์และรัฐบาลเทพประทานของนายอภิสิทธิ์ที่ไม่มีผลงาน กลับอยู่ได้อย่างมั่นคงเพียงเพราะเป็นรัฐบาลของพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลเท่านั้นเอง

...........

ไม่มีความคิดเห็น: