วันพฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

โลกและโลกาภิวัตน์ ตอนที่ 2


ฟังเสียง :   อัดเสียงใหม่ แก้ไข ไม่มีเสียงซ่า 10 ก.พ.2557 
https://www.mediafire.com/?7aggas1pj5b74f5
http://www.4shared.com/mp3/yU_KkLHqba/World__Globalisation_part_2.html
http://youtu.be/B68-heMphgs



สหรัฐอเมริกา
มิใช่แม่แบบของโลกาภิวัตน์ที่ถูกต้อง


นักต่อต้านโลกาภิวัตน์มักไม่ยอมลืมหูลืมตา ดูความเจริญก้าวหน้าของประเทศอื่นๆ ที่เข้าสู่การพัฒนาทางเทคโนโลยี่ที่ทันสมัย แต่กลับฝังใจเรื่องที่ทุนต่างชาติจะมาแสวงหาผลกำไรโดยอ้างเรื่องการค้าเสรี โดยกล่าวหาว่าเป็นการเปิดประตูให้ทุนต่างชาติเข้ามาครอบงำทุนภายในประเทศ หรือทุนท้องถิ่น เพราะสหรัฐอเมริกาเคยใช้มาแล้วในหลายๆ ดินแดนโดยเฉพาะการใช้ทุนการเงินการธนาคารผ่านเข้ามา ทางระบบตลาดหลักทรัพย์และสถาบันทางการเงิน


โดยมีกรณีของนายจอร์ช โซรอส ( George Soros ) ตัวแทนของเฮดจ์ฟันด์หรือกองทุนอีแร้งที่เข้ามาเก็งกำไรทุบค่าเงินบาทของไทยจนพังพินาศ ตามด้วยการสมคบกับรัฐบาลพรรคอนุรักษ์ของไทยเข้าช้อนซื้อธุรกิจของไทยในราคาถูก ถือเป็นทุนเพชฌฆาตทางการเงินที่คอยไล่ล่าตะครุบเหยื่อผู้อ่อนแอ ซึ่งมันไม่ใช่ตัวแทนของทุนโลกาภิวัตน์ทั้งหมด แต่เป็นเพียงทุนทุนสามานย์ทางการเงินของสหรัฐเท่านั้นที่มีพฤติกรรมแบบนี้



พลเอกเปรมเปิดงานแสดงสินค้าของเครือสหพัฒน์
ขณะที่พวกต่อต้านโลกาภิวัตน์ยังคงยกเอาแต่ด้านที่ไม่ดีของโลกาภิวัตน์แล้วนำมาเชื่อมโยงกับทุนสมัยใหม่ในประเทศให้กลายเป็นทุนสามานย์ไปด้วยกันจนหมดสิ้น พยายามสร้างทัศนคติที่รังเกียจทุนขนาดใหญ่ทั้งหมดโดยไม่มีการจำแนกแยกแยะและไม่มีความเข้าใจที่แท้จริง สร้างความสับสนที่ส่งต่อกันไปในวงกว้างกลายเป็นการกล่าวหาแบบเหมาเข่ง รวมหมดทั้งทุนจีน สิงคโปร์ มาเลย์เซีย เกาหลีใต้และญี่ปุ่นตลอดจนอีกหลายๆชาติ ที่ขับเคลื่อนประเทศด้วยเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ ต้องกลายเป็นทุนสามานย์ที่น่ารังเกียจกันไปหมด รวมไปถึงคนไทยที่ไปทำธุรกิจด้านเทคโนโลยี่ หรือใช้ตลาดหลักทรัพย์เพื่อขับเคลื่อนระดมทุนก็จะถูกกล่าวหาว่าเป็นทุนสามานย์ที่ชั่วช้าด้วยเหมือนกัน

ประเทศจีนเป็นตัวอย่างที่ดีที่มีแนวทางปฏิเสธหรือต่อต้านการครอบงำของสหรัฐ แต่จีนก็ไม่ได้ต่อต้านโลกาภิวัตน์หรือต่อต้านทุนหรือเทคโนโลยี่สมัยใหม่ ซึ่งแตกต่างจากไทยที่ต่อต้านโลกาภิวัตน์ของกองทุนสหรัฐ แล้วก็พลอยต่อต้านไปทั้งหมดแบบไม่ลืมหูลืมตา หรือแบบหัวชนฝา แต่สังคมไทยเป็นได้แค่โลกาภิวัตน์ชายขอบ หรือเป็นได้แค่ผู้บริโภค เพราะไม่มีการเตรียมรากฐานไว้รองรับเพื่อพัฒนาเทคโนโลยี่เป็นของตนเอง ที่ผ่านมารัฐไทยนอกจากไม่ได้คิดวางพื้นฐานรองรับการพัฒนาแล้ว ยังกลับต่อต้านเทคโนโลยี่และกระแสโลกาภิวัตน์และยังพยายามหาเรื่องโค่นล้มรัฐบาลที่ต้องการปรับเปลี่ยนการบริหารประเทศในแนวทางโลกาภิวัตน์ในทุกด้านรวมทั้งการเข้าไปแตะต้องผลประโยชน์ที่มีอภิสิทธิ์และผิดกฎหมายของกลุ่มอำนาจเก่า ทำให้กลุ่มอำนาจเก่าสั่งการให้โค่นล้มรัฐบาลของกลุ่มทุนใหม่โดยใช้วิธีการทุกอย่างทุกวิธี

ใช้เดิมพันที่ใหญ่ที่สุดคือเบนหัวเรือของประเทศให้ถอยหลัง ทิ้งโอกาสตอบรับกระแสโลกาภิวัตน์ ผลักดันให้ประชาชนหวนกลับไปใช้ชีวิตเรียบง่ายหรือเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อเอาไปแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้แก่ประชาชน โดยแอบอ้างคุณธรรมและจริยธรรมที่ตนเองไม่ค่อยมี ชูประเด็นเน้นปรัชญาที่สวนกระแสโลก ต่อต้านโลกาภิวัตน์ ต่อต้านเทคโนโลยี่และทุนนิยมสมัยใหม่ รวมทั้งมีการจัดตั้งสื่อมวลชน นักวิชาการและฝูงชน เพื่อโค่นล้มรัฐบาลแนวทุนนิยมสมัยใหม่โลกาภิวัตน์มีทั้งด้านบวกและด้านลบ แต่สังคมไทยพยายามมุ่งอธิบายแต่ด้านลบของโลกาภิวัตน์ล้วนๆ ให้ตระหนักถึงภัยของการเปิดรับกระแสโลกาภิวัตน์ว่าเท่ากับเปิดประตูให้มหาอำนาจเอาเปรียบซึ่งเป็นเรื่องที่หลายประเทศก็ต้องประสบเช่นกัน


ธนินท์ เจียรวนนท์ เข้าถวายเงิน
แต่ทุกประเทศก็ต้องปรับตัวเพราะโลกาภิวัตน์มีคุณประโยชน์และมีความจำเป็นต่อโลกสมัยใหม่มากมายเช่นกัน โดยที่นักต่อต้านโลกาภิวัตน์ไม่ยอมพูดถึง ประกอบกับรูปการจิตสำนึกของสังคมไทยในระบอบศักดินาสวามิภักดิ์ภายใต้พระบรมโพธิสัมภารที่อบอวลไปด้วยความยำเกรงในพระบรมเดชานุภาพที่ทำให้ความความโป้ปดมดเท็จประจบสอพลอเจริญเติบโตไปทั่ว ผู้คนที่ถูกครอบงำจึงมีลักษณะยอมจำนน เชื่อสิ่งที่ได้ยินได้ฟังไว้ก่อนเพื่อกลมกลืนกับฝ่ายที่ชนะเสมอ ตามหลักการของการรู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี เกิดเป็นความหลงงมงายคับแคบต่อต้านทุกอย่างที่เห็นต่างไปจากตน

สุเมธ ตันติเวชกุล นักโฆษณากษัตริย์


จึงเป็นเรื่องยากที่จะเปิดกว้างแสวงหาสัจจะตามความเป็นจริงของโลกที่พัฒนาก้าวไปอย่างรวดเร็ว นับเป็นความอ่อนด้อยที่คอยบั่นทอนสังคมไทยมาโดยตลอด ประกอบกับยุทธวิธีการกล่าวหาใส่ความที่มองเห็นแต่ด้านร้ายของโลกาภิวัตน์ด้วยความรู้สึกว่าตนเองกำลังจะสูญเสีย ด้วยความหวาดกลัวและเกลียดชังต่อกระแสความเปลี่ยนแปลง จึงต้องหันกลับมาใช้วิธีการเดิมๆแบบโบราณของการกล่าวหาใส่ความ จ้องจับผิด เปิดประเด็นใหม่ไปเรื่อยๆ แต่ไม่ต้องการพิสูจน์ เพียงเพื่อทำลายฝ่ายตรงข้าม เพื่อโค่นล้มแย่งชิงอำนาจพร้อมไปกับข้ออ้างที่ว่าเพื่อต่อต้านโลกาภิวัตน์และทุนสามานย์ กระแสเรียกร้องต่อต้านโลกาภิวัตน์และทุนนิยมใหม่จึงเป็นเพียงข้ออ้างบังหน้าที่มีเจตนาเพื่อแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์ โดยเอาชะตากรรมของประเทศชาติเข้าแลก
ทั้งนี้สภาพของสังคมไทยไม่ได้เอื้ออำนวยต่อทุนในประเทศที่จะแข่งขันในระดับสากล เพราะระบบกฎหมายโบราณของไทยและกลไกรัฐขุนนางข้าราชการที่ล้าหลังไม่มีประสิทธิภาพทำให้ธุรกิจของคนไทยหลายแห่งต้องปิดกิจการลงเพราะไม่อาจทนระบบกฎหมายที่ล้าหลังและระบบทุจริตคอรัปชั่นของข้าราชการไทย แต่เมื่อธุรกิจของคนไทยย้ายฐานไปต่างประเทศกลับประสบความสำเร็จก้าวหน้าไปได้ด้วยดี ดังนั้นถ้าประเทศไทยยังไม่สามารถจัดการแก้ปัญหากฎหมายที่ล้าหลังและการทุจริตไร้ประสิทธิภาพของข้าราชการ ก็ไม่มีทางที่ประเทศไทยจะก้าวทันประเทศที่เจริญ หรือแม้แต่แข่งขันกับประเทศที่อยู่ในกลุ่มใกล้เคียงกัน

แนวคิดของพวกทุนเก่านำไปสู่การเรียกร้องระบอบการปกครองแบบเก่าที่ประกาศตนเป็นพวกนิยมระบอบกษัตริย์ ที่สนับสนุนเชิดชูพระราชอำนาจของกษัตริย์ เป็นแนวคิดที่แสดงถึงความไม่เข้าใจสังคม ไม่เข้าใจประวัติศาสตร์ แต่เป็นเพียงการรักษาอำนาจ สถานภาพและผลประโยชน์ของตน โดยการสร้างวาทกรรมกล่าวหาให้ร้ายต่อการพัฒนาเปลี่ยนแปลงของโลก ว่าเป็นตัวทำลายสถาบันกษัตริย์และสังคมที่มีคุณธรรม ซึ่งเป็นเรื่องเพ้อฝันที่ไม่มีอยู่จริง พร้อมทั้งปฏิเสธเรื่องของเทคโนโลยี่และการบริหารจัดการสมัยใหม่ มองทุนสมัยใหม่ว่าเป็นตัวกระตุ้นสร้างความโลภ และทำลายระบบคุณธรรมดั้งเดิม มีความพยายามประยุกต์เอาศาสนาพุทธเข้ามาชี้นำการแก้ไขปัญหาทางการเมือง จากนั้นก็นำมาสรุปแบบง่ายๆเพื่อต่อต้านกระแสโลกาภิวัตน์โดยมีการสร้างภาพที่น่าหวาดกลัวในชื่อของระบอบรักสินให้เป็นเป้าหมายในการโจมตีเหมือนการปลุกผีคอมมิวนิสต์ในอดีต
แนวคิดที่ต่อต้านโลกาภิวัตน์และทุนนิยมสมัยใหม่ส่วนหนึ่งมาจากกลุ่มความคิดหวาดกลัวโลกหลังยุคทันสมัยที่เรียกว่าพวกโพสท์โมเดิร์น(Post Modern) คนกลุ่มนี้มีไม่น้อยที่เป็นนักสังคมนิยมเก่าที่ยังคงต่อต้านระบอบทุนนิยมสูงสุดโดยมีความเชื่อว่าโลกในยุคที่ทันสมัยจะเป็นโลกของการเบียดเบียนเอารัดเอาเปรียบ โดยอ้างว่าพวกตนไม่ได้ปฏิเสธโลกาภิวัตน์แต่ต้องค่อยเป็นค่อยไปทีละขั้น ทั้งๆที่พวกอนุรักษ์นิยมต่อต้านและไม่ยอมรับโลกาภิวัตน์เลย เพราะโลกาภิวัตน์กระทบอำนาจและผลประโยชน์เดิมที่พวกเขาไม่อาจยอมรับได้ รวมทั้งจะเป็นการเปิดโปง
ความจริงที่ซ่อนเร้นมาตลอดการเป็นโลกาภิวัตน์โดยแท้นั้นหมายรวมถึงประชาธิปไตยที่แท้จริงของปวงชนซึ่งจะมาพร้อมกับระบบการตรวจสอบที่พวกอนุรักษ์นิยมเกรงกลัวเป็นอย่างยิ่ง กลุ่มทุนจารีตเก่าก็คงอยากเข้ากุมเทคโนโลยี่และพัฒนาตนเองให้เป็นกลุ่มทุนใหม่ แต่กลุ่มทุนเก่าก็ไม่มีความพร้อมหลายอย่างจึงต้องหาทางสกัดตัดตอนพวกดาวรุ่งกลุ่มทุนใหม่ไว้ก่อน โดยหวังว่ากลุ่มทุนเก่าของตนจะสามารถแก้ไขปรับปรุงและก้าวตามได้ทันในภายหลัง พยายามหยิบจับหาเรื่องมาอธิบายกล่าวหาโจมตีโลกาภิวัฒน์ไปพลางๆก่อน ซึ่งเท่ากับสร้างความล้าหลังให้ประเทศและลดความสามารถในการแข่งขันลงไป

ตรงกันข้ามกับนโยบายเดินสองทางหรือ Dual Track ของรัฐบาลทักษิณที่เสริมความเข้มแข็งชนบทไปพร้อมๆกับการอุตสาหกรรมส่งออก รวมทั้งการให้ความสำคัญต่อภาคชนบทอย่างแท้จริงและยั่งยืน ส่งผลให้ประชาชนในชนบทสนับสนุนพรรคการเมืองของทักษิณจนกลายเป็นประเด็นว่าไม่มีมารยาททางการเมือง เพราะเป็นการสร้างความนิยมที่เอาเปรียบพรรคการเมืองคู่แข่งที่เรียกว่าประชานิยม แล้วใช้วิธีการใส่ความกล่าวหาว่าเป็นสิ่งเลวร้ายที่จะนำความหายนะมาสู่ประเทศชาติและประชาชน

เพราะแนวนโยบายสมัยใหม่ของรักสินได้ทำให้พรรคการเมืองแนวอนุรักษ์นิยมลุงสมชายต้องสูญเสียฐานการเมืองในชนบทส่วนใหญ่ เพราะประชาชนได้เห็นประโยชน์จากนโยบายที่ชัดเจนและเป็นจริงที่เหนือกว่านโยบายระดับสังคมสงเคราะห์ของรัฐบาลในอดีต ส่งผลให้รัฐบาลทักษิณครองอำนาจยาวนานเกินไป จนสร้างความอึดอัดให้แก่กลุ่มอนุรักษ์นิยม

กษัตริย์ภูมิพลจึงต้องหาทางโค่นล้มรัฐบาลรักสินในทุกรูปแบบ เพราะความกลัวว่าพวกตนจะสูญเสียประโยชน์และอำนาจอย่างถาวร เมื่อสู้ในกติกาไม่ได้ ก็ต้องเคลื่อนไหวเป็นการเมืองกลางถนนและการเมืองใต้ดิน ที่มีอำนาจเก่าสนับสนุน เพื่อกำจัดคู่แข่งให้หลุดพ้นไปจากวงจรโดยใช้วิธีการกล่าวหาใส่ความโจมตีเปิดประเด็นใหม่ไปเรื่อยๆแต่ไม่ต้องการพิสูจน์ความถูกผิดใดๆ โดยที่กลุ่มอำนาจเก่าได้หันหลังให้กระแสโลกาภิวัตน์โดยไม่ได้สนใจถึงผลกระทบและความบอบช้ำที่เกิดต่อประเทศชาติและประชาชนนักวิชาการและนักเขียนแนวทุนอนุรักษ์มักมองเห็นกระแสโลกาภิวัฒน์ว่าเป็นทางออกของระบอบทุนที่เน้นการไล่ล่าหากำไรแต่เพียงอย่างเดียวโดยใช้ตลาดหลักทรัพย์เป็นช่องทาง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้และตั้งรับ มิใช่การต่อต้านปฏิเสธอย่างเดียว
แม้แต่ประเทศสังคมนิยมอย่างจีนก็ไม่ได้ถือว่าโลกาภิวัตน์เป็นสิ่งสามานย์น่ารังเกียจอะไรทั้งสิ้น ประเทศจีนจึงจัดให้มีตลาดหลักทรัพย์เป็นของตนเอง เพียงแต่ยึดถือหลักการณ์ว่าผลของการดำเนินการจะต้องอยู่บนความจริง ควบคุมมิให้มีการปั่นหุ้นค้ากำไรเกินจริง เพราะตลาดหลักทรัพย์ก็เป็นเพียงเครื่องมือของการระดมทุนเท่านั้น รัฐบาลสังคมนิยมของจีนได้ผลักดันให้เกิดการขยายตัวของทุนนิยมโดยรัฐ พร้อมทั้งเปิดกว้างให้บรรษัทข้ามชาติต่างๆเข้าไปในจีน และให้บรรษัทขนาดใหญ่ของจีนขยายการลงทุนไปในต่างประเทศเพราะรัฐบาลสังคมนิยมของจีนมองว่าบรรษัทข้ามชาติอาจมีข้อเสียอยู่บ้างแต่ยังมีข้อดีมากกว่าหลายเท่า ต่างจากพวกทุนอนุรักษ์ของไทยที่มักออกอาการต่อต้านโลกาภิวัตน์อย่างสุดเหวี่ยง ทั้งๆที่ทุนสามานย์น่าจะหมายถึงการเอารัดเอาเปรียบอย่างไม่มีศีลธรรม ซึ่งเป็นคนละสิ่งกับโลกาภิวัตน์ และไม่ควรนำเอามาใช้กล่าวหาโจมตีกันทางการเมืองโดยไม่สนใจเนื้อหาที่แท้จริง

โดยต้องมีความเข้าใจพื้นฐานว่า โลกาภิวัตน์ที่แท้จริงนั้นเปิดโอกาสให้คนได้เรียนรู้การใช้เทคโนโลยี่เพื่อให้เกิดประโยชน์ จึงต้องส่งเสริมความร่วมมือกันและการแลกเปลี่ยนข่าวสารโดยวางรากฐานในการสร้างบุคคลากรด้านนี้อย่างพร้อมเพรียง เพื่อใช้เทคโนโลยี่ให้เกิดประโยชน์ไม่ใช่ใช้ท่าทีปฏิเสธเทคโนโลยี่ กลายเป็นพวกล้าหลังที่ตามความก้าวหน้าของโลกไม่ทัน มิใช่การบริโภคเพื่อบริโภคหรือบริโภคนิยม แต่ต้อง บริโภคเพื่อพัฒนาให้มีเทคโนโลยี่เป็นของตนเอง

รัฐบาลเกาหลีใต้ในช่วงแรกๆ ก็เปิดเสรีปล่อยให้เกมส์คอมพิวเตอร์ของตะวันตกเข้าประเทศ ส่งเสริมให้เยาวชนได้คุ้นเคยมีประสบการณ์กับเกมส์ต่างๆหลังจากนั้นก็จัดการสัมมนาอย่างจริงจัง ส่งเสริมให้เยาวชนเหล่านั้นได้พัฒนาศักยภาพของตนยกระดับความสามารถเป็นผู้ผลิตเกมส์คอมพิวเตอร์ออกจำหน่าย สร้างมูลค่าทางธุรกิจเข้าประเทศ เทคโนโลยี่จะดีหรือไม่ดีอย่างใดจึงขึ้นกับปัจจัยภายในของเราเองมากกว่า ไม่ใช่การปล่อยให้บริโภคเทคโนโลยี่ตามยถากรรมเหมือนยาเสพติดโดยไม่มีความคิดเท่าทันที่จะไปศึกษาพัฒนาต่อยอดสร้างเทคโนโลยี่ของตนขึ้นมา สังคมไทยมีความตื่นตัวในเทคโนโลยี่พอสมควร ถ้าหากรัฐมีนโยบายที่ชัดเจนขับเคลื่อนเป็นรูปธรรมอย่างจริงจังซึ่งรวมถึงการรื้อถอนความคิดล้าหลังที่ครอบงำสังคมจากอคติและความไม่เข้าใจที่มีมานาน
แต่ภารกิจนี้เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ เพราะรัฐบาลที่มีนโยบายโลกาภิวัตน์เช่นนี้ จะถูกต่อต้านอย่างหนักทั้งจากระบอบอำนาจเก่าที่แฝงอยู่ในกลุ่มขุนนางข้าราชการทั้งหลาย อย่างน้อยที่สุดการนำเทคโนโลยี่มาใช้ในระบบราชการ นอกจากเกิดประสิทธิภาพและมีระบบการตรวจสอบที่ดีขึ้น ซึ่งเท่ากับเป็นการทำลายช่องทางของระบบการทุจริตคอรัปชั่น ที่แฝงอยู่ในระบอบอุปถัมถ์ที่มีมาช้านานแล้ว โดยจำเป็นต้องทำการผ่าตัดระบบราชการซึ่งจะต้องเจอแรงโต้ตอบอย่างรุนแรงต่อรัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์ชัดเจนในการพัฒนาเทคโนโลยี่ของประเทศ  อย่างไรก็ตาม สังคมไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว นอกจากการลงมือปฏิบัติเพื่อการก้าวไปข้างหน้า ต้องปฏิรูปกลไกรัฐขนานใหญ่ แก้ไขกฎหมายให้ทันสมัย
มิเช่นนั้นก็จะกลายเป็นชนชาติที่ล้าหลังปราศจากศักดิ์ศรีและไม่มีอำนาจต่อรองใดๆในสังคมโลกยุคโลกาภิวัตน์ กลายเป็นเพียงพวกที่เอาแต่ตะโกนโวยวายดีแต่วิพากษ์วิจารณ์อย่างไม่รู้จบไม่รู้สิ้นบทบาทของเอ็นจีโอหรือองค์กรพัฒนาเอกชนที่ควรจะเป็นองค์กรตรวจสอบและแสวงหาความรู้เพื่อถ่วงดุลย์กับรัฐบาล แต่บทบาทของเอ็นจีโอส่วนใหญ่มักเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจที่แท้จริง กระทั่งไม่มีความสุจริตใจในการนำเสนอข้อมูล บางองค์กรก็ให้ข้อมูลที่ไม่เป็นจริงแก่สาธารณะ พยายามขัดขวางรัฐบาลในทุกแง่และทุกเรื่อง โดยเฉพาะต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งด้านพลังงาน การคมนาคมหรือโครงการอะไรก็ตามที่ไม่เป็นไปในแนวทางของพวกเขา เป็นพวกที่มีมุมมองสุดขั้ว ไม่มีคำตอบหรือทางออกที่ปฏิบัติได้ผลจริง บางพวกก็มุ่งมั่นกับทฤษฎีชุมชนเข้มแข็งคู่ขนานไปกับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

หัวใจหลักของเอ็นจีโอเมืองไทยก็คือการต่อต้านรัฐบาลทุนนิยมเสรีและคัดค้านโลกาภิวัตน์แบบไม่มีการประนีประนอม ทั้งๆที่เทคโนโลยี่มีสภาวะที่เป็นกลางเปรียบเสมือนไฟที่ใช้จุดให้แสงสว่างและหุงหาอาหารได้ แต่ก็ใช้เผาบ้านเรือนหรือทำให้เกิดไฟไหม้ป่าได้ในเวลาเดียวกัน ขึ้นอยู่กับการเรียนรู้เพื่อนำไปใช้ ถ้าไม่รู้และไม่เข้าใจก็ย่อมทำให้เกิดความกลัวที่เกินกว่าเหตุ กลายเป็นความล้าหลังที่ต่อต้านการพัฒนาการที่มีรัฐบาลที่เป็นตัวแทนนายทุนใหญ่หรือทุนนิยมสมัยใหม่ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องแยกออกไปเพราะไม่เกี่ยวกับโลกาภิวัตน์


หากมีการทุจริตคอรัปชั่นก็ต้องพิสูจน์ความผิดให้ชัดแจ้งไม่ใช่เปิดประเด็นใหม่ๆเพื่อหาเรื่องโจมตีกันไปเรื่อยๆเพราะไม่ต้องการพิสูจน์ความจริงหรือใช้ข้อกล่าวหาเลื่อนลอยว่าเป็นการทุจริตเชิงนโยบายกลายเป็นแค่การใช้วิชามารเพื่อกล่าวหาทำลายล้างกันโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม ทั้งๆที่การพิสูจน์เอาผิดก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะศาลไทยก็ถูกพวกจารีตที่คับแคบครอบงำมานานและไม่ค่อยชอบแนวคิดโลกานุวัตน์อยู่แล้ว การถูกดำเนินคดีเรื่องการทุจริตจึงไม่น่าเป็นความได้เปรียบของรัฐบาลที่ถูกเรียกว่าเป็นตัวแทนของฝ่ายทุนนิยมสมัยใหม่ ทั้งๆที่ถูกกล่าวหาว่าครอบงำสื่อแต่ก็แทบเอาตัวไม่รอดจากการโหมกระหน่ำโจมตีของสื่อมวลชนไทยรอบด้าน
นอกจากนี้ยังมีศาลรัดทำมะนวยที่ไม่เคยเข้าใจหลักการประชาธิปไตยที่ถือเสียงส่วนใหญ่เป็นตัวตัดสินทางการเมือง ส่วนบรรดาองค์กรอิสระทั้งกกต.และปปช.ก็ล้วนมาจากขุนนางข้าราชการที่อิงแอบกับกลุ่มทุนจารีตเก่าที่ต่อต้านโลกาภิวัตน์อยู่แล้ว นักต่อต้านโลกาภิวัตน์มักอธิบายว่าโลกาภิวัตน์คือการพยายามสถาปนาอำนาจครอบงำโลกของสหรัฐอเมริกาโดยเฉพาะการแผ่ขยายวัฒนธรรมบริโภคเข้าครอบงำประเทศต่างๆและเป็นระบบที่ใช้เงินดอลลาร์เป็นใหญ่ เป็นการเอาเฉพาะลักษณะสามานย์ที่ไม่ดีของสหรัฐมาเป็นตัวแทนของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี่หรือโลกาภิวัตน์ทั้งหมด รวมทั้งการหาทฤษฎีและผู้ที่น่าเชื่อถือมารองรับแล้วเผยแพร่ออกไปเป็นแนวรุกที่สร้างภาพเลวร้ายของโลกาภิวัตน์ ทุนสมัยใหม่และเทคโลโนโลยี่ที่ทันสมัย

กรณีอาร์เจนติน่า
แปรรูปรัฐวิสาหกิจ
ต้นเหตุวิกฤติอาร์เจนตินาจริงหรือ
ในการเคลื่อนไหวคัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ กลุ่มต่อต้านโลกาภิวัตน์และนักฉวยโอกาสทางการเมืองของไทยชูกรณีวิกฤติอาร์เจนตินาปี 2544 เป็นตัวอย่างว่า เกิดจากนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลอาร์เจนตินา นำมาซึ่งการล่มสลายทางเศรษฐกิจอย่างทั่วด้าน ข่มขู่ให้คนไทยหวาดกลัวว่า หากประเทศไทยเดินตามแนวทางแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ก็จะต้องมีชะตากรรม เช่นเดียวกับอาร์เจนตินา

มีการโหมโฆษณาทั้งทางสื่อทุกรูปแบบ รวมทั้งในสถาบันการสึกษาทั้งในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย โดยยกกรณีประเทศอาร์เจนติน่าเป็นบทเรียน บางแห่งให้ดูวีดีโอสารคดีวิกฤติเศรษฐกิจในอาร์เจนติน่าโดยให้จดจำรายละเอียดเพราะจะออกข้อสอบ นำการแปรรูปรัฐวิสาหกิจของอาเจนติน่ามาเปรียบเทียบกับระบอบทักษิณว่าเป็นขายชาติและเป็นสาเหตุที่อาเจนติน่าล่มสลายก็เพราะเขาแปรรูปทุกสิ่งทุกอย่างไปหมดจนไม่มีอะไรเป็นของตัวเอง ทำให้นักศึกษาและประชาชนหลายคนโกรธและเกลียดรักสิน บางคนก็กลายเป็นพวกพันธมิตรเสื้อเหลืองที่สู้เพื่อลุงสมชาย เพราะกลัวว่ารักสินจะขายชาติทำให้ประเทศชาติล่มจมไม่มีอะไรเหลือ แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการบิดเบือนความจริงเพื่อปลุกปั่นความกลัวในหมู่ประชาชนอันเป็นวิธีที่พวกอนุรักษ์ล้าหลังถนัดเป็นอย่างยิ่ง อาร์เจนตินาเคยเป็นประเทศร่ำรวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ด้วยเศรษฐกิจส่งออกสินค้าเกษตรไปป้อนตลาดยุโรปและสหรัฐอเมริกา
แต่จุดหักมุมเกิดขึ้นในช่วงปี 2489-2495 เมื่อผู้นำเผด็จการฮวน เปรอง ( Juan Peron ) ขึ้นเป็นประธานาธิบดี ปลุกอารมณ์ชาตินิยม ต่อต้านสหรัฐอเมริกา และทุนต่างชาติ ทั้งดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่กลายเป็นมรดกอันเลวร้ายมาถึงปัจจุบันคือ การแพร่ขยายรัฐวิสาหกิจ และนโยบายประชานิยม รัฐบาลเปรอง เข้ายึดทรัพย์ธุรกิจของต่างชาติ แปรเป็นรัฐวิสาหกิจ แล้วปกป้องคุ้มครองด้วยการขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าสูงลิบ กีดกันการค้าต่างประเทศ ห้ามการแข่งขันทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งดำเนินนโยบาย ประชานิยม แจกจ่ายเม็ดเงินและผลประโยชน์ให้กับกลุ่มพลังต่างๆ ทั้งสหภาพแรงงาน เกษตรกร กลุ่มธุรกิจ และทหาร

เปรองในพิธีแต่งงานกับอีวา ในปี 2488
เศรษฐกิจอาร์เจนตินาเกิดวิกฤติชะงักงัน เงินเฟ้อพุ่งเพราะรัฐบาลใช้จ่ายเงินมหาศาลเพื่ออุ้มรัฐวิสาหกิจและนโยบายประชานิยม กระทั่งเปรองถูกคณะทหารยึดอำนาจในปี 2498 แต่ ระบอบรัฐวิสาหกิจและประชานิยมกลับยืนยงต่อมา การเมืองอาร์เจนตินาผ่านการเมืองแบบเลือกตั้งสลับกับเผด็จการทหาร ขณะที่เศรษฐกิจเผชิญภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูงสลับกับภาวะตกต่ำตลอดสี่สิบปี รัฐบาลทุกสมัยต้องพิมพ์ธนบัตรและกู้หนี้ต่างประเทศเพื่ออุ้มรัฐวิสาหกิจทั้งระบบที่ขาดทุนอย่างหนัก และใช้จ่ายในโครงการประชานิยมต่างๆ ทำให้เงินเฟ้อพุ่งไม่หยุด บางครั้งสูงถึง 4,000% หรือ 40 เท่าตัวต่อปี

นายกแธทเชอร์เยี่ยมทหารที่เกาะฟอล์คแลนด์ มค.2526
กระทั่งปี 2525 - 2526 อำนาจคณะทหารก็ล่มสลายจากการพ่ายแพ้ในสงครามหมู่เกาะโฟล์คแลนด์ ( Falklands War ) ต่อกองทัพอังกฤษ มีการฟื้นประชาธิปไตย และมีประธานาธิบดีพลเรือนจากการเลือกตั้ง ถึงปี 2534 เศรษฐกิจอาร์เจนตินาถึงวิกฤติสุดขีด เงินเฟ้อสูงถึง 20,000% หรือ 200 เท่าต่อปี หนี้ต่างประเทศที่เกิดจากการอุ้มรัฐวิสาหกิจที่ขาดทุนมีสูงถึง 64,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือ 38.8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เงินทุนสำรองระหว่างประเทศเกือบเป็นศูนย์ รัฐบาลจำต้องปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อความอยู่รอด เริ่มจากการลดอัตราภาษีศุลกากร ลดการคุ้มครองธุรกิจในประเทศ ให้สินค้านำเข้ามาแข่งขันได้ และแก้ไขกฎระเบียบส่งเสริมการส่งออก ประกาศใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ ผูกติดปริมาณเงินเปโซไว้กับเงินดอลลาร์สหรัฐที่ไหลเข้าออกประเทศ ทำให้รัฐบาลไม่สามารถพิมพ์ธนบัตรออกมาใช้จ่ายได้ตามใจชอบอีกต่อไป
ระบบรัฐวิสาหกิจหยั่งรากลึกในเศรษฐ กิจ อาร์เจน ตินา มีกิจการทุกประเภท ตั้งแต่สาธารณูปโภค เชื้อเพลิง ขนส่ง ไปถึงห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ บาร์ไนท์คลับ คณะละครสัตว์ และโบสถ์คริสต์ เกือบทั้งหมดขาดทุนอย่างหนัก เป็นภาระที่รัฐบาลต้องหาเงินมาหล่อเลี้ยงจำนวนมหาศาลทุกปีและเป็นรากเง้าของปัญหาเงินเฟ้อ รัฐบาลจึงเร่งแปรรูปรัฐวิสาหกิจ มีทั้งยุบเลิกและแปลงสภาพเป็นบริษัทขายให้เอกชนไปดำเนินการ แล้วนำเงินไปใช้หนี้ต่างประเทศ ผลก็คือ เงินเฟ้อลดต่ำกว่า 10% ขณะที่เศรษฐกิจฟื้นตัวเติบโตในอัตรา 7.9% ต่อปีในช่วง 2536-37 แต่ปัญหาใหญ่กลับยังไม่ได้รับการแก้ไขคือ หนี้ต่างประเทศลดลงไม่มาก รวมทั้งการใช้จ่ายเกินตัวทั้งของรัฐบาลกลางและท้องถิ่น

เมื่อเกิดวิกฤติ เม็กซิโกปี 2537 - 2538 ( 1994 - 1995 ) เจ้าหนี้ต่างชาติแตกตื่น เงินทุนไหลออก เศรษฐกิจถดถอย คนว่างงานพุ่ง ตั้งแต่ปี 2539 รัฐบาลกลับมาใช้จ่ายเกินตัวอีก แต่ไม่สามารถพิมพ์ธนบัตรได้ จึงหันไปกู้หนี้ด้วยการออกพันธบัตรขายในประเทศ และต่างประเทศเพื่อนำเงินมาใช้จ่าย งบประมาณรายจ่ายเพิ่มไปถึง 21% ของจีดีพีขณะที่หนี้ต่างประเทศพุ่งขึ้นเป็น 172,200 ล้านดอลลาร์หรือ 64.1% ของจีดีพีในปี 2544 ในปี 2542 เมื่อเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ทำให้เงินเปโซแข็งตามไปด้วยซ้ำเติมด้วย
บราซิลประเทศคู่ค้ารายใหญ่ประกาศลดค่าเงินเรียล (Real) ถึง 40% ทำให้การส่งออกของอาร์เจนตินาตกต่ำ การนำเข้าพุ่งสูง ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เศรษฐกิจถดถอยต่อเนื่องหลายปี ผู้คนตกงานถึง 21% ท้ายสุดปี 2544 รัฐบาลไม่สามารถลดการใช้จ่ายได้ตามแผน เจ้าหนี้ต่างชาติแตกตื่นปฏิเสธให้เงินกู้เพิ่ม รายจ่ายรัฐบาลสะดุด ค่าเงินเปโซในตลาดมืดตกฮวบ ผู้คนแห่กันไปถอนเงินดอลลาร์จากธนาคาร เกิดจลาจลทั่วประเทศ ธุรกิจชะงัก และรัฐบาลประกาศพักชำระหนี้ ตามมาด้วยการลอยค่าเงินเปโซในปี 2546 และการตัดลดงบประมาณรายจ่ายของรัฐจำนวนมหาศาล เศรษฐกิจจึงค่อยๆ ฟื้นและขยายตัวดีในอัตราเฉลี่ย 8% ช่วง 2546-2548
จะเห็นได้ว่า การแปรรูปรัฐวิสาหกิจไม่ใช่สาเหตุให้เศรษฐกิจอาร์เจนตินาล่มสลายดังที่กลุ่มต่อต้านโลกาภิวัตน์และนักฉวยโอกาสทางการเมืองได้บิดเบือนมาตลอด แต่เป็นตรงข้ามคือ ระบบรัฐวิสาหกิจที่ทุจริต ไร้ประสิทธิภาพ และขาดทุนต่างหากที่เป็นรากเง้าของปัญหาทั้งหมด ก่อเป็นหนี้สินของรัฐบาลสั่งสมมาหลายสิบปีเป็นจำนวนนับแสนล้านดอลลาร์ถึงปัจจุบัน ซ้ำเติมด้วยการขาดวินัยทางการคลังของรัฐบาลกลางและท้องถิ่นที่ใช้จ่ายโดยไม่สัมพันธ์กับการจัดเก็บภาษี แล้วหาทางออกง่ายๆ ด้วยการกู้หนี้สาธารณะเพิ่ม บทเรียนสำคัญจากอาร์เจนตินาคือ ต้องแปรรูปรัฐวิสาหกิจ กำกับดูแลไม่ให้มีการผูกขาด ส่งเสริมการแข่งขัน เพิ่มประสิทธิภาพ ยกภาระหนี้สินและการลงทุนของรัฐวิสาหกิจออกไปจากการค้ำประกันและงบประมาณของรัฐบาล ในขณะที่รัฐบาลก็ต้องรักษาวินัยทางการคลังอย่างเข้มงวด ใช้จ่ายให้สัมพันธ์กับรายรับภาษี และระวังให้หนี้สาธารณะอยู่ในระดับต่ำและมีเสถียรภาพ

หลังจากที่อาร์เจนติน่าได้รับเงินกู้จาก ไอ เอม เอฟ ในปี 2002 หรือ 2545 รัฐบาลอาเจนติน่าได้แปรรูปรัฐวิสาหกิจมากขึ้นเพื่อใช้คืนหนี้สาธารณะและได้ปรับปรุงการใช้จ่ายของภาครัฐ รวมถึงการปฏิรูปด้านการเงินการคลัง จนสถานะการเงินของประเทศเข้าสู่ภาวะฟื้นตัว จนธนาคารโลก ได้ประกาศความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจของอาเจนติน่า ที่สามารถใช้หนี้เงินกู้จากไอ เอม เอฟ 2 ปีก่อนครบกำหนดเช่นเดียวกับประเทศสมัยนายกรักสิน หนี้สาธารณะลดลงเหลือ 116 พันล้านสหรัฐ และ GDP ขยายตัวในอัตราที่น่าพอใจ คือ เฉลี่ยปีละ 9% ระหว่างปี 2003-2005 ดุลการค้าระหว่างประเทศกลายมาเป็นบวก และ งบประมาณแผ่นดินก็เป็นแบบเกินดุล
โพสต์ โมเดิร์น (Postmodern)
หรือ ลัทธิหลังสมัยใหม่

คือพวกที่ต่อต้านความเจริญ หรือ ความก้าวหน้าสมัยใหม่เพราะกลัวว่าจะผลกระทบที่รุนแรงต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น พวกฝ่ายซ้ายหรือนักสังคมนิยมเก่า ที่ปรับเปลี่ยนมาเป็นพวกต่อต้านทุนนิยมสมัยใหม่ โดยโจมตีว่าเป็นทุนสามานย์และพวกเขาได้เข้าร่วมอย่างเต็มที่กับพวกทุนจารีตเก่าที่ล้าหลังที่มีแนวทางร่วมกัน คือการโค่นล้มระบอบทุนโลกาภิวัตน์ บางคนเข้าร่วมกับพันธมิตรเสื้อหลืองเพื่อล้มรัฐบาลทุนโลกาภิวัตน์ เรียกร้องประชาธิปไตยที่เกิดจากรากฐานของชุมชน โดยเน้นเรื่องของชุมชนแยกย่อยเป็นหลัก
พวกโพสต์โมเดิร์น หรือสำนักคิดสภาวะโลกหลังยุคทันสมัย เป็นพวกที่ต่อต้านทุนนิยมโลกแบบหัวชนฝา โดยเชื่อว่าทุนนิยมสมัยใหม่จะนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่สามที่จะถึงขั้นทำลายล้างโลก และพวกเขาจะต้องต่อต้านทุกรูปแบบโดยเฉพาะการใช้ยุทธวิธีเดินขบวนอันยิ่งใหญ่เกรียงไกร เพื่อบรรลุถึงสังคมที่เสมอภาค ยุติธรรมและมีสันติสุข
มีจำนวนมากได้กลายเป็นพันธมิตรที่แนบแน่นกับระบอบทุนเก่าจารีตนิยมที่เรียกร้องถึงขั้นปิดประเทศ ปฏิเสธการเลือกตั้งของคนส่วนใหญ่ เรียกร้องให้มีการรื้อฟื้น หรือคืนพระราชอำนาจ ต่อต้านโลกาภิวัตน์ ต่อต้านความเจริญ ต่อต้านโครงการพัฒนาทุกโครงการ อ้างศีลธรรม และจริยธรรมที่ไม่มีอยู่จริง อ้างเรื่องชุมชนเข้มแข็ง การต้องรับฟังประชาพิจารณ์ที่เอาแต่คัดค้านการพัฒนาเปลี่ยนแปลง จนกลายเป็นพวกอนุรักษ์สุดขั้วไปในที่สุด โดยมีการผลิตสร้างและเปิดประเด็นใหม่ๆตลอดเวลาเพื่อตั้งข้อหาโดยใช้สื่อกระแสหลักเป็นเครื่องมือที่ทรงอานุภาพ มีการจัดตั้งมวลชนและการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ พยายามสร้างกระแสให้คนเข้าใจผิดเพื่อให้คนหลงทิศผิดทางจากข้อเท็จจริงโดยปฏิเสธการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยอ้างแบบเลื่อนลอยว่าความเจริญทางเศรษฐกิจที่เน้นแต่เงินหรือประชานิยมจะทำให้คนอยู่ใต้วัตถุ วัฒนธรรมจะตกต่ำ ศีลธรรมจะเสื่อมโทรม เห็นแก่เงินทองอย่างเดียวแท้ที่จริง

ดัชนีความสุขมวลรวม ( Gross National Happi ness ) ที่พวกต่อต้านโลกาภิวัตน์ชอบยกขึ้นมาอ้างเป็นเรื่องเก่าที่มีมานานตั้งแต่ยุคทศวรรษ 2510 สมัยรัฐบาลพลเอกเปรมก็ได้มีการประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาความยากจนในชนบทเพื่อหามาตรวัดที่สมเหตุสมผลที่เรียกว่าความจำเป็นขั้นพื้นฐานต่อการครองชีพหรือบริการขั้นพื้นฐานของรัฐบาลที่ต้องจัดและตอบสนองให้ประชาชนอย่างทั่วถึงเรียกอย่างเป็นทางการว่าดัชนีความอยู่ดีมีสุข โดยในปี 2547 ดัชนีความสุขของไทยอยู่ที่ 77.6% ซึ่งอยู่ในเกณท์ดี รัฐบาลไทยทุกยุคสมัยต่อมาก็ใช้ดัชนีผลิตภัณฑ์มวลรวมและดัชนีความสุขมวลรวมควบคู่กันอยู่แล้วทุกรัฐบาล แม้แต่กระทรวงมหาดไทยก็เคยใช้ตัวชี้วัดตั้งแต่ก่อนปี 2523 ที่เรียกว่าจปฐ. หรือความจำเป็นพื้นฐาน ดังนั้นการอ้างดัชนีความสุขมวลรวมจึงเป็นเพียงการหาเรื่องมากล่าวหาโจมตีเพื่อโค่นล้มทำลายรัฐบาลที่เป็นตัวแทนทุนนิยมโลกาภิวัตน์เท่านั้นเอง โดยนำเข้าไปโยงกับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของฝ่ายทุนจารีตที่ล้าหลังและกล่าวหารัฐบาลทุนนิยมใหม่ว่ามัวแต่เพลิดเพลินกับการขยายตัวของจีดีพีหรือผลิตภัณฑ์มวลรวมโดยไม่สนใจกับเรื่องความสุขของประชาชนหรือความสุขมวลรวมแห่งชาติซึ่งเป็นแค่การประโคมหาเรื่องกล่าวหาเพื่อทำลายกัน
เครือข่ายจารีตนิยมกษัตริย์ของไทยมักอ้างเรื่องดัชนีความสุขมวลรวมโดยยกประเทศภูฏานเป็นตัวอย่าง แต่กษัตริย์ภูฏานแตกต่างจากลุงสมชายของไทยโดยสิ้นเชิง เพราะกษัตริย์ภูฏานมี ความที่ชัดเจนในเรื่องของการพัฒนาเปลี่ยนแปลง แม้ว่าจะปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญา สิทธิราชย์ เห็นได้จากการที่สมเด็จพระราชาธิบดี จิกมีซิงเยวังซุก ( Jigme Singe Wangchuck ) ทรงประกาศจะสละราชสมบัติในปี 2551และพระองค์ก็ได้สละราชย์ก่อนกำหนดเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2549 ขณะที่พระองค์มีพระชนม์เพียง 51 ชันษา ทรงพระราชสมภพเมื่อปี 2498 มีพระชนม์น้อยกว่าเสี่ยอูสองปี
พระโอรสองค์แรกมกุฎราชกุมารจิกมี่ เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ( Jigme Kheser Namgyel Eangchuck ) พระชนม์ 28 ชันษา ขึ้นครองราชย์แทน กษัตริย์ภูฏานได้ตั้งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไปเป็นระบอบประชาธิปไตยโดยมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ ที่ผ่านการลงประชามติในปี 2551
ตามด้วยการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาเป็นครั้งแรก โดยมีบทบัญญัติว่าด้วยการถอดถอน หรือ การให้พระมหากษัตริย์ต้องทรงสละราชสมบัติในกรณีละเมิดรัฐธรรมนูญหรือมีพระสุขภาพจิตบกพร่อง ด้วยการพิจารณาร่วมกันของรัฐสภาที่มีผู้ยื่นญัตติไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด หากที่ประชุมรัฐสภาลงมติด้วยคะแนนเสียงเกิน 3 ใน 4 ของผู้เข้าร่วมการประชุมให้ถอดถอนพระมหากษัตริย์ มติดังกล่าวจะต้องนำไปเสนอต่อประชาชนเพื่อทำการลงประชามติ หากผลการลงประชามติมีผู้เห็นชอบด้วยเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาลงมติ พระมหากษัตริย์ต้องทรงสละราชบัลลังก์และมอบราชบัลลังก์ให้รัชทายาทต่อไป ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากกว่าของไทย
แต่พวกอนุรักษ์นิยมกษัตริย์ของไทยที่ชอบอ้างเรื่องความสุขมวลรวมของภูฏานก็ไม่เคยพูดรัฐธรรมนูญใหม่ที่ก้าวหน้าของภูฏานแม้แต่น้อย โดยที่ภูฏานไม่ได้ขวางโลกหรือต่อต้านโลกาภิวัตน์อย่างที่พวกอนุรักษ์นิยมกษัตริย์ของไทยพยายามโฆษณา เพราะภูฏานก็ยังคงใช้จีดีพีหรือผลผลิตมวลรวมเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆและมีสายการบินนานาชาติดรุกแอร์ที่ทำการบินระหว่างสนามบินปาโรในภูฏานกับนิวเดลีและกัลกัตตาของอินเดีย รวมทั้งเชื่อมกับกาฏมัณฑุของเนปาลและอีกหลายประเทศเช่น ไทยและพม่า มีอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่รับนักท่องเที่ยวปีละไม่เกิน 5000 คนโดยเก็บค่าธรรมเนียมสูงมากถึงรายละ 200 เหรียญสหรัฐทำให้สามารถกลั่นกรองป้องกันนักท่องเที่ยวที่ไร้คุณภาพและรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมเพื่อเป็นแรงดึงดูดการท่องเที่ยวต่อไป เป็นการใช้จุดแข็งของตนเองมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ซึ่งแตกต่างจากแนวอนุรักษ์นิยมกษัตริย์ของไทยอย่างสิ้นเชิง กษัตริย์ของภูฏานก็มีระดับความคิดและศีลธรรมสูงกว่าลุงสมชายของไทยมากโดยได้สละราชย์และสร้างระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงในวัยเพียง 51 ชันษา ขณะที่กษัตริย์ภูมิพลมีอายุเลย 84 ปีก็ยังไม่เคยคิดสละตำแหน่งและไม่เคยมีสำนึกสร้างประชาธิปไตย แต่กลับเป็นตัวการบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยมาโดยตลอด การที่ภูฏานได้ส่งมกุฏราชกุมารมาร่วมฉลองการครองตำแหน่ง 60 ปีของ
กษัตริย์ภูมิพลเพื่อหวังเรียนรู้อัจฉริยภาพของกษัตริย์ภูมิพล แต่คงเป็นการเรียนรู้ด้านที่ไม่ดี ทำให้กษัตริย์ภูฏานต้องเร่งการเปลี่ยนแปลงด้วยการคืนอำนาจให้ประชาชนเร็วขึ้นกว่าเดิม
หลังจากนั้นจึงไม่ค่อยมีสัมพันธไมตรีที่แน่นแฟ้นแต่อย่างใด เพราะคงเห็นแล้วว่าถ้าเจริญรอยตามลุงสมชาย ก็รังแต่จะทำให้สถาบันกษัตริย์เป็นได้แค่ตัวถ่วงความเจริญก้าวหน้าของประเทศและดูเหมือนว่าประชาชนไทยจะมีความนิยมในตัวมกุฏราชกุมารของภูฏานมากกว่าเสี่ยอูของไทยมากมายหลายเท่า การเป็นประเทศเล็กๆแบบภูฏานมิได้หมายความว่าผู้นำของเขาจะอับเฉาเบาปัญญาพระราชาธิบดีได้มีสายตายาวไกล และได้เตรียมพระราชโอรสมาเป็นอย่างดีให้ก้าวทันยุคสมัยด้วยการสำเร็จการศึกษาจากหลักสูตรความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและหลักสูตรการเมืองจากมหาวิทยาลัยออกฟอร์ดประเทศอังกฤษ รวมทั้งหลักสูตรการป้องกันประเทศจากอินเดีย และจบหลักสูตรนวัตรกรรมหลักธรรมาภิบาลจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดสหรัฐอเมริกา เป็นการเตรียมพื้นฐานของผู้ที่จะเป็นกษัตริย์ซึ่งสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของสถาบันกษัตริย์ของภูฏาน

บทเรียนจากเนปาล

โศกนาฏกรรมจากเหตุการณ์สังหารหมู่ปลงพระชนม์กษัตริย์พิเรนทรา ( Dipendra ) และพระบรมวงศานุวงศ์เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2544 โดยมกุฏราชกุมารไม่พอพระทัยที่พระมารดาขัดขวางไม่ให้ทรงหมั้นกับสาวที่ทรงพอพระทัยเพราะเห็นว่าสาวนั้นเป็นลูกนักการเมืองที่เคยเป็นศัตรูมาก่อนตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ จึงเกิดการสังหารหมู่ที่พระตำหนักขณะเสวยอาหารมื้อค่ำ มีผู้บาดเจ็บล้มตายกว่าสิบคน
ภายหลังกษัตริย์คยาเนนทรา ( Gyanendra ) ซึ่งเป็นพระอนุชาขึ้นครองราชย์ ก็ถูกมรสุมทางการเมืองโหมกระหน่ำไม่มีว่างเว้น สาเหตุหนึ่งมาจากความเคลือบแคลงสงสัยในการขึ้นครองราชย์
แม้ว่าเนปาลมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์ แต่กษัตริย์คเยนทราก็ไม่ยอมมอบอำนาจให้ประชาชน พระองค์พยายามใช้อำนาจของกษัตริย์เข้าแทรกแซง สั่งยุบสภาหลายครั้ง พระองค์เข้ายึดอำนาจ ล้มล้างการปกครองแบบประชาธิปไตย จับกุมนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม รวบอำนาจเอาไว้เบ็ดเสร็จเหมือนจะย้อนยุคกลับไปสู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
ทำให้บ้านเมืองเต็มไปด้วยความวุ่นวาย นักศึกษาและประชาชนเดินขบวนประท้วงแทบทุกวัน มีการปะทะกับเจ้าหน้าที่ เกิดการบาดเจ็บล้มตายไม่น้อย กษัตริย์จำกัดเสรีภาพพลเมืองและเพิ่มการควบคุมสื่อ นักการเมืองถูกกุมขังและควบคุมการประท้วง โดยอ้างว่ารัฐบาลล้มเหลวในการจัดการกลุ่มลัทธิเหมา ผู้ประท้วงกว่า 500,000 คนเข้าเดินขบวนประชาธิปไตยทั่วทั้งเนปาล เมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2549 ตามด้วยการดื้อแพ่งหยุดจ่ายภาษี และการประท้วงอีกหลายครั้ง รัฐบาลได้ประกาศเคอร์ฟิวห้ามประชาชนออกมาชุมนุม ใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดสลายการชุมนุมจนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก

กระทั่งเที่ยงคืนวันที่ 24 เมษายน 2549 กษัตริย์คยาเนนทราได้ยอมประกาศคืนอำนาจให้ประชาชน ผ่านสถานีโทรทัศน์ว่าจะฟื้นฟูสภาผู้แทนราษฎรที่ล้มเลิกไปและขอให้พรรคการเมืองทั้ง 7 พรรคกลับมาร่วมรับผิดชอบดูแลประเทศชาติ ทำให้วันรุ่งขึ้นชาวเนปาลจำนวนมากออกมาชุมนุมแสดงความยินดีต่อชัยชนะของประชาชนตามท้องถนน ต่อมาชาวเนปาลก็ได้ออกมาเฉลิมฉลองเปิดศักราชใหม่ของระบอบสาธารณรัฐ โดยรัฐบาลใหม่ของเนปาลเตือนให้กษัตริย์คยาเนนทราต้องออกจากพระราชวังในวันที่ 28 พฤษภาคม 2551 โดยสมัชชาแห่งชาติเปิดประชุมครั้งแรก พร้อมคำประกาศเลิกสถาบันกษัตริย์ ถือเป็นการสิ้นสุดราชวงศ์ชาห์แห่งเนปาลที่ปกครองประเทศมานานถึง 239 ปี

โดยกษัตริย์คยาเนนทราพร้อมด้วยพระราชินี เสด็จออกจากพระราชวัง เพื่อประทับ ณ พระตำหนักส่วนพระองค์ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2551 โดยมีชาวเนปาลที่ต่อต้านพระองค์ มากลุ้มรุมส่งเสียงโห่ไล่ และเต้นรำเฉลิมฉลองกันสุดเหวี่ยง มีข่าวว่าการไฟฟ้าของเนปาลได้จัดส่งบิลไปเก็บค่าไฟฟ้า ที่ติดค้างไว้ราว 40 ล้านบาท โดยบอกว่าทรงค้างชำระตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา มีรายงานว่า พระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ ถูกปลดออกจากฝาผนังตามร้านค้าต่างๆ รวมทั้งถูกถอดออกจากธนบัตร ขณะที่คำว่า Royal หรือราช ก็ถูกลบออกจากชื่อของกองทัพ รวมทั้งสายการบินแห่งชาติ และรัฐบาลได้งดจ่ายเงินงบประมาณค่าใช้จ่ายของพระองค์ปีละ 3 ล้าน 1 แสนดอลลาร์หรือราว 120 ล้านบาท และยึดวัง 10 แห่งของราชวงค์คืนพร้อมทั้งมหามงกุฏเครื่องทรงและเครื่องประดับทั้งหมด
การเปลี่ยนผ่านจากระบอบสมบูรณา ญาสิทธิราชย์มีทั้งที่เปลี่ยนอย่างสันติวิธี เช่นภูฏานและแบบเผชิญหน้าในเนปาล ขึ้นอยู่กับท่าทีการยอมรับปรับตัวของฝ่ายอำนาจเดิม สวีเดนและเดนมาร์คมีการเปลี่ยนผ่านโดนสันติวิธี
โดยกลุ่มอำนาจเก่าได้ทำความเข้าใจกับสังคมเสียใหม่แล้วปรับตนเองเข้ามาช่วยขับเคลื่อนสร้างเศรษฐกิจร่วมกัน กระทั่งหันมาสร้างอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี่ขึ้นใหม่ เป็นการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงของฝ่ายทุนเก่าโดยต้องสูญเสียหรือเสียสละในบางระดับ แต่ยังสามารถคงสถานะอยู่ได้อย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรีประเทศอังกฤษก็ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาหลายครั้ง

หลังจากที่นายพลเวลลิงตัน ( Duke of Wellington ) ขุนศึกใหญ่ได้ล้มระบอบเก่าเปลี่ยนมาสู่ระบอบสาธารณรัฐจากการที่มีการหักล้างทำลายกันอย่างรุนแรงหลายครั้ง ประชาชนนับล้านออกมาเคลื่อนไหวเมื่อปี 2391 ในขณะที่ประชากรอังกฤษในเวลานั้นมีเพียง 12 ล้านคนเป็นช่วงที่มีการเรียกร้องประชาธิปไตยทั้งในยุโรปและรัสเซีย ภายหลังได้มีการเรียกร้องของประชาชนอังกฤษให้มีการฟื้นสถาบันกษัตริย์ แต่ให้อยู่ใต้รัฐธรรมนูญซึ่งกษัตริย์ของอังกฤษก็เข้าใจถึงความจำเป็นที่ต้องปรับตัว ยอมรับสภาพเงื่อนไขใหม่จึงไม่มีการแตกหักนองเลือดซึ่งต่างจากฝรั่งเศส รัสเซีย อิตาลี เยอรมัน สเปน ออสเตรีย-ฮังการี สถาบันกษัตริย์ของอังกฤษมีความรับรู้สูง มีการปรับเปลี่ยนพัฒนาตนเอง รู้จักทำการพาณิชย์และการค้าระหว่างประเทศ กลายเป็นศูนย์กลางการขับเคลื่อนพลังทุนนิยมในยุคแรกๆ ส่งเสริมการเรียนรู้และสร้างเทคโนโลยี่ขึ้นมา จึงเป็นระบอบที่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของโลก แม้จะเป็นภาวะจำยอมในตอนแรกๆ และได้กลายเป็นแบบอย่างของระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์

ประเทศญี่ปุ่นก็ได้เริ่มมีการปรับเปลี่ยนตนเองมาตั้งแต่การปฏิรูปสมัยเมจิ ( Meiji the Great / Mutsushito ) (2411-2455) จักรพรรดิรัชกาลที่ 122 ของราชวงศ์เมจิ ตรงกับสมัยรชกาลที่ 5 โดยจักรพรรดิเมจิ เป็นผู้รื้อฟื้นอำนาจการปกครองของจักรพรรดิ ขึ้นมาอีกครั้ง ทรงย้ายเมืองหลวงจากเมืองเกียวโตไปที่เมืองเอโดะ แล้วเปลี่ยนชื่อเป็นโตเกียว โดยทรงปฏิรูปญี่ปุ่น ในทุกๆด้าน สนับสนุนการเรียนรู้ทางเทคโนโลยี่ มีการส่งลูกหลานของของเหล่าขุนนางโชกุนและเชื้อพระวงศ์ไปศึกษาต่างประเทศโดยเฉพาะในช่วงต้นที่ส่งเข้าไปมากในเยอรมัน จากการที่ชนชั้นสูงของญี่ปุ่นตื่นตระหนกในแสนยานุภาพของชาติตะวันตกที่นายพลเรือจัตวาเปอรรี่ ( Matthew Perry ) ของสหรัฐบังคับให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศเมื่อปี 2396

ญีปุ่นเซ็นสัญญายอมแพ้สงครามบนเรือมิสซูรี 2 กย. 2488
ชนชั้นสูงของญี่ปุ่นไม่ได้ตกใจกลัวแบบหนีไปหลบซ่อนอยู่ในโอ่ง เพียงแต่มีความประหวั่นในศักยภาพที่ด้อยกว่าของชาติตนเอง จึงร่วมมือกันหาทางออกให้ชาติของตนเอง ทำให้ขุนศึกทั้งหลายต้องรวมตัวกัน ยกสถาบันกษัตริย์ให้ฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้งเพื่อเป็นศูนย์รวมทางจิตวิญญานให้มีความสามัคคีปรองดองในชาติ ร่วมกันชี้นำขับเคลื่อนรัฐในการสร้างพื้นฐานทางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี่ เกิดกลุ่มทุนต่างๆมากมายโดยการเข้าร่วมของฝ่ายทุนเก่าจารีตนิยมอย่างคึกคัก เช่น ฮิตาชิ ที่เป็นการสร้างและพัฒนาทุนของพวกโชกุนเพื่อผลิตรถจักรไอน้ำและสร้างทางรถไฟ ระบอบการปกครองแบบศักดินาและโชกุนของญี่ปุ่นในยุคนั้นกลับเป็นผลดีที่ทำให้เกิดระบบถ่วงดุลย์เกิดความร่วมมือของกษัตริย์และขุนนางโชกุนในการสร้างชาติและเทคโนโลยี่เป็นของตนเอง
แต่เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่สองโดยที่จักรพรรดิญี่ปุ่นเข้าไปมีบทบาทโดยตรงจากอำนาจของกษัตริย์ที่มีลักษณะแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในตอนนั้น จึงถูกสหรัฐอเมริกาโดยนายพลแม็คอาร์เธอร์ ( Mac Arthur ) เข้าควบคุมจำกัดอำนาจของจักรพรรดิฮิโรฮิโต ( Hirohito ) ซึ่งได้ปรับตนเองโดยไม่เข้ามาแทรกแซงอำนาจทางการเมืองและการทหารอย่างแต่ก่อน ตามข้อกำหนดและการควบคุมของสหรัฐและพันธมิตร สถาบันกษัตริย์ของญี่ปุ่นจึงเป็นเพียงประมุขที่อยู่ภายใตรัฐธรรมนูญ แต่บารมีที่สั่งสมมาอย่างยาวนานของสถาบันนี้ก็ยังได้รับความเคารพและยกย่องเป็นศูนย์รวมทางจิตวิญญานของประชาชนทุนอนุรักษ์เก่าในต่างประเทศที่พยายามปรับตัวและพัฒนาตนเองเข้าสู่กระแสโลกาภิวัตน์ในปัจจุบันเช่น ธุรกิจเครือข่ายมือถือของโนเกีย(Nokia) ที่เป็นของกลุ่มทุนเก่าในฟินแลนด์ที่เติบโตมาจากการทำป่าไม้ ครั้นพอทรัพยากรป่าไม้ชักร่อยหรอลงก็ปรับเปลี่ยนมาทำอุตสาหกรรม ตั้งต้นด้วยการซื้อเทคโนโลยี่เข้ามาแล้วค้นคว้าศึกษาวิจัยจนกลายเป็นผู้นำอุตสาหกรรมสื่อสารคมนาคมระดับนำของโลกที่ขยายการร่วมทุนออกไปในระดับนานาชาติ



กลุ่มทอมป์สัน (Thomson)
ซึ่งเป็นกลุ่มทุนศักดินาเดิมของอังกฤษที่พยายามพัฒนาตนเองเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยี่ชั้นสูงหลายแขนงรวมทั้งในอุตสาหกรรมผลิตอาวุธ

บริษัทไอบีเอ็ม (IBM) เป็นทุนเก่าแนวจารีตนิยมของอังกฤษที่ย้ายฐานไปลงทุนในแผ่นดินใหม่สหรัฐอเมริกาก็ได้มีความพยายามสร้างเทคโนโลยี่ของตัวเองขึ้นมาแข่งขันในระดับโลก



อีริคสัน(Ericsson)ที่เคยเป็นของเจ้าที่ดินสวีเดนในอดีตก็พัฒนามาเป็นทุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยี่ชั้นนำของโลก
ส่วนประเทศญี่ปุ่นและสถาบันพระมหากษัตริย์ของญี่ปุ่นก็มีการพัฒนาปรับตัวไปพร้อมๆกันในทุกๆด้านทำให้ประเทศและประชาชนญี่ปุ่นมีความเจริญมั่งคั่ง ทำให้สถาบันกษตริย์ของญี่ปุ่นมั่นคงไปด้วย


ในขณะที่สถาบัน

กษัตริย์ในหลายประเทศต้องถูกล้มเลิกไปเพราะไม่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเอง แต่กลับไปก้าวก่ายในการบริหารบ้านเมืองสร้างข้อขัดแย้ง หรือ ในบางประเทศ พระเจ้าซาร์นิโคลัสของรัสเซีย ( Tsar Nicholas II )
และพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ( Louis XVI ) ของฝรั่งเศสก็เป็นพวกศักดินาที่เอาแต่เสพสุขไม่สนใจราษฎร หรือพยายามชี้นำชาติบ้านเมืองไปในทางที่หลงทิศผิดทางแวดล้อมด้วยเหล่าขุนนางสอพลอ


การที่สถาบันกษัตริย์จะดำรงอยู่ต่อไปได้หรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับปัจจัยภายใน หรือการปรับตัวของสถาบันกษัตริย์เป็นสำคัญ เพราะอิทธิพลภายนอกก็ยังคงขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้งซึ่งเป็นรุกทุกทิศทางที่อาจจะหนักหน่วงกว่าการยึดครองของมหาอำนาจนักล่าอาณานิคมแบบเก่า อันตรายจากมหาอำนาจยุคใหม่จึงขึ้นอยู่กับความพร้อมทางพื้นฐานของเราเอง ถ้าเรามีความรวดเร็วในการปรับตัวและเรียนรู้พัฒนาได้เร็วเท่าใด อันตรายจากภายนอกก็จะยิ่งลดลงเท่านั้น
แต่ประเทศไทยมิได้มีแค่ปัญหาเรื่องความเร็วของการเรียนรู้และปรับตัวอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีการขัดขวางไม่ให้มีการเรียนรู้และปรับปรุงพัฒนาให้ทันการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ขวางโลก ต่อต้านโลกาภิวัฒน์และเทคโนโลยี่ โดยไม่ยอมเข้าใจปัญหาหรือการเตรียมวางแผนรับการเปลี่ยนแปลงล่วงหน้า บ้างก็เรียกร้องให้ปิดประเทศ ให้ยอมจำนนต่อเทคโยโลยี่ไปเลย แล้วไล่ผู้คนให้กลับไปทำนาทำไร่ ขุดบ่อเลี้ยงปลาซึ่งจะทำให้แย่หนักลงไปและทำไม่ได้จริงๆ เป็นการฝืนต้านและท้าทายการเปลี่ยนแปลงของโลก
จากความคิดความเข้าใจ ที่เชื่อว่าประเทศไทยกำลังถูกกระแสเศรษฐกิจของโลกาภิวัตน์รุกราน และมองพวกกลุ่มทุนใหม่ในประเทศว่าเป็นพวกข้ามชาติที่ไม่มีชาติ และเป็นพวกขายชาติที่อาศัยคนรากหญ้าเป็นฐานเสียงทางการเมือง โดยใช้เงินซื้อเสียง ทั้งๆที่พรรคการเมืองอนุรักษ์นิยมของไทยจ่ายเงินสูงกว่าพรรคการเมืองทุนโลกาภิวัตน์ ที่เน้นเรื่องนโยบายและผลงานเพื่อประชาชนส่วนใหญ่

ต่อมาก็หาเรื่องใส่ความว่านักการเมืองของของพรรคทุนนิยมใหม่เป็นตัวแทนของกลุ่มทุนที่เข้ามาเล่นการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา เพราะนักการเมืองหรือรัฐมนตรีของเกาหลีใต้ก็ยังสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจ ยังยุ่งเกี่ยวกับการบริหารได้โดยตรง โดยที่กฎหมายของไทยก็ไม่ได้มีอย่างนั้น ทั้งๆที่นักการเมืองทั่วโลกก็ต้องมีกำลังสนับสนุน ส่วนใหญ่ก็เป็นนักธุรกิจหรือมีธุรกิจหนุนหลังด้วยกันทั้งนั้น เพียงแต่จะเป็นธุรกิจเปิดเผยแบบบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์หรือธุรกิจซ่อนเร้นที่ผิดกฎหมาย เช่น การค้ายาเสพติด หวยเถื่อน ค้าผู้หญิง น้ำมันปาล์มเถื่อน ค้าอาวุธให้ขบวนการกู้ชาติใต้ดิน ค้าน้ำมันเถื่อนให้เรือประมง ออกโฉนดปลอมยึดที่เอกชนหรือป่าสงวน เป็นนายหน้าค้ายางหรือหากินกับการแลกเปลี่ยนสัมปทานโครงการต่างๆ แล้วเอาเงินไปสนับสนุนหล่อเลี้ยงพรรคการเมืองทุนจารีตเก่า
ในขณะที่ใช้วัฒนธรรมโจมตีกล่าวหาใส่ความพรรคการเมืองคู่แข่ง ด้วยการเปิดประเด็นใหม่ไปเรื่อยๆ แต่ไม่ต้องการพิสูจน์ความจริงปัญหาพื้นฐานของการมองโลกก็คือ การที่ไม่เข้าใจว่าสังคมทุนนิยมสมัยใหม่นั้นต้องการความก้าวหน้า เป็นสังคมที่ใช้วิทยาศาตร์ในการขับเคลื่อนพลังการผลิตอยู่ตลอดเวลา เรื่องโลกาภิวัตน์จึงไม่ได้อยู่ที่เราจะรับหรือปฏิเสธหรือต่อต้านแบบสุดเหวี่ยง โดยการเสนอให้ปิดประเทศซึ่งจะทำให้เรายิ่งตกอยู่ในสภาพที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
รวมทั้งการกล่าวหารัฐบาลแนวทุนนิยมใหม่ว่ามีการทุจริตเชิงนโยบายและมีผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งไม่มีประเด็นชัดเจนที่จะนำไปสู่กระบวนการยุติธรรมตามหลักสากลหรือหลักนิติธรรมใดๆนอกจากการเอาแต่กล่าวหารายวันโดยไม่สนใจเรื่องพยานหลักฐานเพื่อนำมาดำเนินคดีกันอย่างจริงจัง กลายเป็นการรณรงค์เรียกร้องสร้างกระแสโดยอ้างรัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้งอย่างเด็ดขาดพรรคเดียวว่าเป็นพวกลัทธิเสียงส่วนใหญ่และรัฐสภานิยม เป็นเผด็จการรัฐสภาที่ชั่วช้าสามานย์ ทุจริตคอรัปชั่นที่ไม่สามรถดำเนินการฟ้องร้องตามกฎหมายเพราะกุมอำนาจรัฐไว้แล้ว โดยแทรกแซงองค์กรอิสระให้ทำงานตรวจสอบไม่ได้ แถมยังครอบงำสื่อ จึงต้องโค่นล้มโดยการใช้วิธีการพิเศษอะไรก็ได้โดยไม่คำนึงถึงหลักการหรือความถูกต้องใดๆ
เหตุผลลึกๆของการต่อต้านรัฐบาลทุนนิยมโลกาภิวัตน์ก็คือความกลัวว่าระบบทุนนิยมใหม่จะเข้ามากำกับรัฐโดยสิ้นเชิง ทำให้เกิดฝ่ายบริหารที่เข้มแข็งซึ่งจะเป็นภัยคุกคามต่อทุนจารีตเก่าที่มีลุงสมชายเป็นธงนำ ภาพของทุนนิยมสมัยใหม่ได้สร้างความหวาดกลัวแก่ฝ่ายอำนาจเก่าของไทย โดยเฉพาะเมื่อทุนสมัยใหม่ของไทยมีการพัฒนาและมีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจมากขึ้นรวมทั้งเป็นเครือข่ายทางการเมืองที่มีศักยภาพมากขึ้นและปลูกฝังแนวคิดไปสู่คนรากหญ้าผ่านนโยบายที่เป็นรูปธรรมทำให้เกิดความนิยมที่หนาแน่นต่อประชาชนส่วนใหญ่ประเทศโดยเฉพาะในภาคชนบท

ทำให้ทุนจารีตเก่าเกรงว่าจะถูกกลืนกิน ที่สำคัญคือเกรงว่าบารมีและความเชื่อมั่นศรัทธาจงรักภักดีต่อพวกตนจะถูกลดทอนลงมา จนเกิดเป็นอุปาทานที่ต้องสร้างขบวนการโค่นล้มรัฐบาลที่ยึดแนวทางเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ กลายเป็นขบวนการที่ฝืนวิวัฒนาการของโลก เป็นการทำลายชาติบ้านเมืองโดยไม่รู้ตัว โดยพยายามหาเหตุผลมาอธิบายอย่างข้างๆคูๆที่ขัดหลักการประชาธิปไตยและหลักนิติธรรมที่นานาอารยประเทศยอมรับ
โดยการพยายามทำลายพรรคการเมืองและระบบพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมีแต่จะสร้างความร้าวฉานที่ร้าวลึกมากยิ่งขึ้นในสังคมไทยและไม่อาจแก้ไขปัญหาของพวกทุนจารีตเก่า เพราะยังมีกลุ่มทุนนิยมใหม่เกิดขึ้นมาได้ตลอดและมีการเคลื่อนย้ายทุนอยู่ตลอดเวลาเพราะมีการพัฒนาทางเทคโนโลยี่ที่ก้าวหน้ามากกว่าเดิมที่กลุ่มทุนโบราณของไทยไม่มีวันเข้าใจ ที่สำคัญคือกลุ่มทุนเก่าได้ใช้สรรพกำลังทุกภาคส่วนของตนรวมทั้งการอำนาจตุลาการของไทยซึ่งเป็นเครือข่ายที่ล้าหลังที่สุดส่วนหนึ่งของระบอบราชการโบราณโดยไม่สนใจมาตรฐานทางกฎหมายหรือหลักความยุติธรรมใดๆ เพียงเพื่อต้องการกวาดล้างและทำลายระบอบทุนโลกาภิวัตน์ให้หมดสิ้นลงไป
สังคมไทยกำลังพยายามทำตนเป็นศูนย์กลางโลกในการต่อต้านโลกาภิวัตน์ โดยคิดเอาเองว่าโลกของเราทั้งใบกำลังเป็นโรคและเสนอแนวคิดในการเยียวยารักษา โดยไม่เคยพิจารณาให้ถ่องแท้ว่ามันเป็นโรคอย่างที่เราวิตกจริงหรือเปล่าและการเยียวยาที่กำลังเสนอนั้นมันจะนำไปสู่อะไรที่เป็นจริง หรือเป็นแค่ความเพ้อฝันที่ไม่เคยมีอยู่จริง และจะทำให้สังคมเราแย่หนักลงไปกว่าเดิม

สงครามสื่อยุคใหม่



สื่อในประเทศไทยเริ่มกลายเป็นเครื่องมือกล่าวหาทำลายล้างทางการเมืองเพื่อโค่นล้มรัฐบาลที่เป็นตัวแทนทุนสมัยใหม่ในยุคโลกาภิวัตน์ที่ใช้เทคโนโลยี่สมัยใหม่ แถมยังโกหก บิดเบือนว่ารัฐบาลทุนใหม่คุมสื่อและคุกคามสื่อ ทั้งๆที่รัฐบาลทุนโลกาภิวัตน์ตกเป็นเหยื่อการโจมตีของสื่อที่คุมโดยอำนาจทุนเก่ามาตลอด
แต่ละวันจะมีการเปิดประเด็นโจมตีวิพากษ์วิจารณ์ในหัวข้อใหม่ๆอย่างไม่ขาดระยะ ทั้งทางทีวี วิทยุและหน้าหนังสือพิมพ์การเมืองไทยที่ผ่านมาเน้นการใช้สื่อเป็นเครื่องมือกล่าวหาใส่ความที่มักใช้ความจริงเพียงครึ่งเดียวผสมกับเรื่องโกหกเพื่อบิดเบือนประเด็นไปสู่เนื้อหาหรือข้อสรุปที่ตนต้องการ แม้จะมีการต่อต้านโลกาภิวัตน์ ต่อต้านเทคโนโลยี่และต่อต้านทุนนิยมแบบใหม่จากคนบางกลุ่มบางพวก
แต่สิ่งที่ลึกลงไปก็คือเป็น การต่อต้านเพื่อยับยั้งการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นเพราะจะทำให้พวกทุนเก่าต้องสูญเสียผลประโยชน์ที่เคยได้มาอย่างง่ายๆจำนวนมหาศาล เหตุผลที่แท้จริงของการต่อต้านเอฟทีเอหรือข้อตกลงการค้าเขตการค้าเสรีก็เพราะจะทำให้ทุนจารีตโบราณต้องสูญเสียอำนาจและผลประโยชน์ และเท่ากับเป็นการไม่ยอมรับกฎเกณฑ์ของสากลที่จะทำให้ประเทศชาติสูญเสียรายได้ปีละหลายแสนล้านบาท แต่พวกทุนเก่าก็ไม่ยอมให้มีการแก้ไขกฎหมายหรือปฏิรูประบบราชการ

สื่อแนวอนุรักษ์นิยมกษัตริย์ในเครือเนชั่นของสุทธิชัย หยุ่น
ความจริงพื้นฐานที่อยู่เบื้องหลังนี้เป็นสิ่งที่สื่อไทยไม่เคยมีการวิเคราะห์วิจารณ์ถึงเลย สื่อไทยเอาแต่เสนอข้อเท็จจริงแต่เพียงบางแง่มุมที่ตนต้องการเท่านั้นแต่มิได้แสดงความจริงทั้งหมด ซึ่งเท่ากับเป็นการบิดเบือนความจริงนั่นเองสหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่างของมหาอำนาจที่มีกลุ่มอิทธิพลระดับสูงที่กุมอำนาจผูกขาดหลายเรื่องรวมถึงการคุมระบบสื่อมวลชนใหญ่ๆไปในทิศทางที่พวกตนต้องการ
รัฐบาลสหรัฐจำเป็นต้องใช้สื่อให้สนับสนุนและเห็นด้วยกับสงครามที่สหรัฐจะก่อขึ้นมาเพื่อให้มีผลด้านจิตวิทยามวลชน พร้อมทั้งหาทางสร้างความชอบธรรมให้สหรัฐก่อนทำสงครามรุกรานประเทศอื่น คนที่มีอำนาจเหนือรัฐในสหรัฐอเมริกากุมทั้งอิทธิพลการเมือง เศรษฐกิจและสังคมวัฒนธรรม คนพวกนี้จึงมีเครือข่ายการลงทุนครอบคลุมสื่อใหญ่ๆหลายแขนง ถึงกับมีการตั้งหลักการว่าภาระหน้าที่ของประธานาธิบดีสหรัฐคือการกำหนดยุทธศาสตร์ ส่วนสื่ออเมริกันมีหน้าที่คอยให้การสนับสนุนต่อแผนการต่างๆที่ประธานาธิบดีได้นำเสนอ ประเทศอื่นๆก็คงมีสำนักข่าวของตนที่คอยรับใช้รัฐของตนโดยตรงแต่จะมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นกับแต่ละบุคคล สื่อจึงถูกนำไปรับใช้การเมืองและผลประโยชน์ทางธุรกิจ สื่อจึงมิใช่สิ่งที่วิเศษวิโสดีกว่าอาชีพอื่นๆเสมอไป โดยสื่อที่ยอมเป็นเครื่องมือรับใช้กลุ่มการเมืองและกลุ่มธุรกิจมีอยู่อย่างกลาดเกลื่อน
ขบวนการยิวไซออนิสต์เคยจัดการประชุมสมาชิกทั่วโลกที่สวิสเซอร์แลนด์เมื่อปี 2440 (First Zionist Confer ence 1897) หรือเมื่อกว่าร้อยปีมาแล้วโดยมีมติลับ24แผนเพื่อยึดครองโลกหรือจัดระเบียบโลก หนึ่งในแผนการนั้นคือการจัดระบบข่าวสารวัฒนธรรมโลก โดยสร้างศูนย์ผลิตวัฒนธรรมโลกเพื่อเผยแพร่ออกไปครอบงำโลกโดยใช้สื่อทุกชนิดซึ่งเป็นแผนการสำคัญในการครอบงำทางความคิด หลักการต้นแบบของพวกไซออนิสต์คือ พวกเขาจะต้องเป็นผู้กลั่นกรองข่าวสารและข้อมูลทุกชิ้นก่อนเผยแพร่สู่สาธารณะ รวมทั้งวรรณกรรมและหนังสือพิมพ์ที่สำคัญๆที่พวกเขาจะต้องเข้าไปกว้านซื้อหรือเข้าไปครอบงำเชื่อกันว่าสื่อมวลชนยักษ์ใหญ่ในสหรัฐและทั่วโลกได้ถูกครอบงำโดยกลุ่มอำนาจที่ครองอำนาจเหนือรัฐ ทำให้เกิดระบบการชี้นำของสื่อตะวันตกที่ครอบงำไปทั่วทั้งโลก สื่อตะวันตกได้ทำหน้าที่เป็นสื่อสมัยใหม่ที่รับใช้ระบบอำนาจอย่างแนบเนียน สื่อไทยก็มีลักษณะที่รับใช้ระบบอำนาจเช่นกันโดยเป็นเครื่องมือของกลุ่มอำนาจทุนจารีตโบราณที่ใช้ต่อสู้และทำลายรัฐบาลของกลุ่มทุนใหม่โดยอ้างอำนาจพิเศษที่ขัดต่อหลักการประชาธิปไตยโดยมองข้ามความสำคัญของเจตนารมณ์ของประชาชนส่วนข้างมาก มีการอ้างอำนาจในระบอบโบราณที่ถูกยกเลิกไปนานแล้วเพื่อหักล้างทำลายเสียงข้างมากโดยไม่คำนึงหลักการพื้นฐานทางประชาธิปไตย
วัฒนธรรมกล่าวหาให้ร้ายใส่ความเป็นอันตรายที่ร้ายแรงต่อชาติ เพราะเป็นการปฏิเสธความจริงและการแสวงหาความจริงตั้งแต่เริ่มต้น เป็นอวิชชาหรือความไม่รู้โดยแท้ ไม่ใช้สติปัญญานับตั้งแต่เริ่มต้นเลยทีเดียว ซึ่งตรงข้ามกับชาติที่เจริญทั้งหลายที่ส่งเสริมการเรียนรู้ค้นคว้าวิจัยความรู้สมัยใหม่ แทนที่จะยึดมั่นเอาดีเอาเด่นในวัฒนธรรมที่กัดเซาะทำลายล้างกันเอง ทำให้ไม่มีเอกภาพและขาดพลังในการสร้างชาติ
การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สองก็สืบเนื่องมาจากการใส่ความให้ร้ายกันตั้งแต่การกล่าวหาว่าเจ้าฟ้าแก้วขโมยพระธำมรงค์หรือแหวนของพระเจ้าบรมโกษฐ์โดยการสร้างเรื่องเอาแหวนไปฝังไว้แล้วจัดฉากไปชี้สถานที่ซ่อนแหวน เพื่อหาเหตุประหารเจ้าฟ้าแก้ว แล้วยกเอาพระเจ้าเอกทัศน์ที่ชั่วร้ายอ่อนแอและโง่เขลาขึ้นเป็นกษัตริย์ ในช่วงนั้นพระเจ้าอุทุมพรก็ถูกวิชามารกล่าวหาใส่ความจนต้องหลบไปบวช พอบ้านเมืองเกิดปัญหา พระเจ้าเอกทัศน์ก็ไปเชิญพระเจ้าอุทุมพรให้สึกออกมาช่วยแก้ไขปัญหาบ้านเมืองจนสำเร็จ แล้วก็กล่าวหาใส่ความซ้ำอีกจนพระเจ้าอุทุมพรต้องกลายเป็นขุนหลวงหาวัด หลบไปบวชอีกรอบ เป็นผลให้ต้องสูญเสียเอกราชในที่สุด


วัฒนธรรมการกล่าวหาใส่ความหรือวิชาทำตอแหลจึงเป็นสิ่งที่ต้องกำจัดไปให้หมดสิ้นไปจากสังคมไทย ทั้งระบบการเมือง ระบบราชการแม้กระทั่งระบบสื่อมวลชนของไทยถ้าระบบกล่าวหาให้ร้ายใส่ความ หรือที่บางคนเรียกว่าวิชาทำตอแหลยังไม่ถูกกำจัดให้สิ้นซากไปจากสังคมไทย ก็จะมีผลเลวร้ายหลายอย่างที่เป็นต้นตอของระบบประจบสอพลอ คนดีๆจะต้องถูกทำลาย เหลือแต่ระบอบโจรครองเมืองและระบบส่งส่วยให้ขุนนางข้าราชการที่เต็มไปด้วยการทุจริตคอรัปชั่นและการดำรงอยู่ของระบอบทุนสามานย์ในรูปแบบต่างๆ ความสามัคคีปรองดองและรักชาติบ้านเมืองจะไม่เกิดขึ้นเลย ผู้คนจะไร้สำนึกในการร่วมกันสร้างชาติ ประเทศชาติจะอ่อนล้าด้านการพัฒนา ถูกครอบงำไปในทางที่มืดมิด ประชาชนถูกครอบแน่นให้มีจิตสำนึกศักดินาสวามิภักดิ์ คิดสร้างต่อยอดพัฒนาเทคโนโลยี่ได้ยาก กลายเป็นตกอยู่ในวังวนของลัทธิบริโภคนิยม
ความขัดแย้งบาดหมางที่ปรองดองสมานฉันท์กันไม่ได้ ก็มีรากฐานมาจากวัฒนธรรมการกล่าวหาให้ร้ายใส่ความกันนั่นเอง เพราะชนชั้นนำในสังคมไทยได้มุ่งหมายทำลายล้างกันเองโดยใช้วิชาทำตอแหลหรือกล่าวหาใส่ความเป็นหลักใหญ่ในการต่อสู้ กลายเป็นการต่อต้านที่สุดขั้วโดยไม่ใช้เหตุผลและไม่เคารพกติกาใดๆทั้งสิ้น และยังคงใช้วิธีการเดิมที่เจตนาเปิดประเด็นการกล่าวหาไปเรื่อยๆโดยไม่ต้องการนำเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์เพื่อสรุปหาข้อถูกผิดหรือจริงเท็จออกมาแต่ประการใด เพราะถ้าพิสูจน์แล้วอาจไม่ผิดก็ได้ สู้ปล่อยไว้ลอยๆให้คาใจคนจะดีกว่า เพื่อจะได้มีข้อสงสัยเคลือบแคลงไปได้เรื่อยๆไม่จบสิ้น เป็นการสุมไฟเพื่อหาทางกำจัดคู่แข่งให้พ้นทาง โดยไม่สนใจว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร เช่นการวินิจฉัยและตัดสินเอาเองโดยอ้างว่ารัฐบาลที่คุมเสียงข้างมากได้คุมกลไกการตรวจสอบ ทั้งๆที่โดยความเป็นจริงแล้วฝ่ายอำนาจโบราณนั่นแหละที่เป็นผู้กุมกลไกอำนาจรัฐที่แท้จริงรวมทั้งขบวนการตุลาการและสื่อมวลชน เป็นการตัดสินโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรมตามหลักสากล
รวมทั้งปฏิเสธเสียงของคนส่วนใหญ่ กลายเป็นเรื่องของการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายแบ่งพวก ที่ต้องการทำลายล้างกันเพราะความไม่ชอบหน้า เป็นการอาฆาตมาดร้ายที่ไม่มีเหตุผลอันชอบธรรมและปราศจากจุดยืนที่จะรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน กลายเป็นสังคมที่รับเรื่องจริงไมได้ เป็นสังคมที่มีไฟสุมขอนที่ภายนอกดูดีแต่ภายในพร้อมทรุดตัวพังทลาย

โดยพยายามสร้างข้ออ้างว่าวิกฤติของประเทศไทยนั้นนับเป็นกรณีพิเศษที่จำเป็นต้องใช้มาตรการพิเศษที่มิใช่ครรลองของประชา ธิปไตยเท่านั้น ซึ่งที่แท้ก็คือการล่วงละเมิดสิทธิของประชาชนเสียงข้างมาก เพียงเพื่ออ้างเหตุผลที่ไม่ชอบธรรมของคนส่วนน้อยเท่านั้นเอง ที่แท้ก็เป็นการใช้วิธีที่สามานย์ยิ่งกว่า เพื่อเอาชนะอีกฝ่ายหนึ่งที่ตนได้สรุปว่าสามานย์ไปเรียบร้อยแล้ว โดยที่ไม่พยายามจะพิสูจน์เรื่องที่ตนกล่าวหาว่ามันจริงหรือไม่ โดยใช้ประเทศชาติเป็นเดิมพัน เป็นการทำร้ายประเทศชาติที่รุนแรงที่สุด บั่นทอนประชาชนมากที่สุด สร้างความปั่นป่วนวุ่นวายที่ทำลายหลักการประชาธิปไตยลงโดยสิ้นเชิง
กลายเป็นประเทศแรกในโลกที่ศาลปกครองพร้อมทั้งศาลรัฐธรรมนูญสั่งระงับและยกเลิกการเลือกตั้งทั่วไป รวมทั้งศาลต่างๆของไทยที่ได้ทำหน้าที่ทำลายหลักนิติธรรมอย่างชัดเจนหลายครั้ง กลายเป็นเพียงเครื่องมือที่สามานย์ของกลุ่มทุนจารีตโบราณที่ไม่เคยเคารพหลักการทางประชาธิปไตยเป็นการสะท้อนวุฒิภาวะของชนชั้นนำในสังคมไทยได้เป็นอย่างดี เป็นการต่อสู้ที่ชัดเจนระหว่างอำนาจเก่าที่ควบคุมโดยทุนจารีตกับขั้วอำนาจใหม่ที่อิงทุนสมัยใหม่แบบโลกาภิวัตน์ปัญญาชนชั้นนำของไทยบางคนมองว่ากลุ่มพลังใหม่ทางเศรษฐกิจคือระบบของทุนใหญ่ที่ไร้ศีลธรรมและพยายามเชื่อมโยงว่าเป็นพวกที่จะก้าวเข้าไปจนทำลายศาสนาและเกิดอันตรายต่อสถาบันลุงสมชาย ทั้งยังจะทำลายสถาบันราชการ ทหารและพลเรือน
พยายามปลุกเร้าให้ผู้คนเกิดความหวาดกลัวอันตรายอันเกิดจากทุนโลกาภิวัตน์ที่ไร้ศีลธรรมตามความเชื่ออันคับแคบของตน ที่ต้องการจะกวาดล้างทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นกระแสโลกาภิวัตน์ให้ออกไปจากประเทศไทย ด้วยความเชื่อมั่นในพลังของสังคมเก่าที่ปรารถนาจะนำพาชาติไทยย้อนกลับคืนสู่ห้วงอดีตอย่างจริงจังถึงกับต้องประกาศโค่นล้มระบบทุนทันสมัยทุกอย่างให้พินาศพังทะลาย
ซ้ำยังเอาเรื่องของพุทธศาสนาและสถาบันลุงสมชายเข้ามาอ้างเพื่อความชอบธรรมของการต่อต้านแบบเดียวกับสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์ในอดีต เพียงแต่เอาโลกาภิวัตน์มาแทนที่คอมมิวนิสต์เท่านั้นเอง และมีการเชื่อมโยงเอาศีลธรรมมาเป็นเครื่องมือให้เข้าใจว่าถ้าจะรักษาศีลธรรมอันดีงาม ก็จะต้องร่วมกันกำจัดโลกาภิวัตน์ หรืออาจต้องถึงกับฆ่าฟันกันก็ตาม ซึ่งสวนทางกับข้อเท็จจริงพื้นฐานที่ว่าระบอบประชาธิปไตยเสรีย่อมควบคู่ไปกับเศรษฐกิจทุนนิยม ทั้งๆที่เทคโนโลยี่ไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริงของศีลธรรมเสื่อมโทรม แต่มันเป็นปัญหาของการปลูกฝังจิตสำนึกซึ่งสืบเนื่องมาจากหลายๆสาเหตุ รวมทั้งความไม่เข้าใจเทคโนโลยี่อย่างแท้จริง ไม่เรียนรู้ที่จะใช้อย่างสร้างสรรค์
เมื่อไม่มีความสามารถพอที่จะแก้ปัญหาก็โยนบาปอย่างง่ายๆมาให้ความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยี่และกระแสโลกาภิวัตน์ เรื่องโลกาภิวัตน์เป็นเรื่องของการใช้ปัญญาในการเรียนรู้สิ่งใหม่ที่เคลื่อนไหวตามความเป็นจริง การที่สังคมไทยจะเข้าถึงวิทยาการสมัยใหม่ได้ก็จำเป็นต้องรวมศูนย์ทุกๆปัจจัยที่เป็นคุณเพื่อพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ต้องใช้คนที่มีความรู้สติปัญญาและวิสัยทัศน์เพื่อนำพาชาติบ้านเมืองให้พ้นจากความล่มสลาย แต่สังคมไทยกลับเรียกร้องให้ทำลายทุนและต่อต้านเทคโนโลยี่ สิ่งที่น่าพิจารณาให้ชัดก็คืออะไรมันเลวร้ายกว่ากันแน่ระว่างทุน เทคโนโลยี่ เศรษฐกิจและกระแสโลกาภิวัตน์กับกลุ่มคนที่เรียกร้องให้ทำลายสิ่งเหล่านี้ อะไรกันแน่ที่เป็นปัญหาของชาติ
ขบวนการต่อต้านโลกาภิวัตน์ยังรวมไปถึงการโค่นล้มและทำลายล้างรัฐบาลทุนสมัยใหม่ที่มาตามระบอบประชาธิปไตยและต้องการให้สังคมไทยถอยห่างจากเทคโนโลยี่สมัยใหม่เพื่อสะดวกในการครอบงำและกลายเป็นระบบของการพึ่งพิงที่ช่วยตนเองไม่ได้เลย ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี่สารสนเทศหรือวิวัฒนาการของโลกไซเบอร์และอินเทอเนตมีเนื้อหาหลักคือการพัฒนาความเร็วในการส่งข่าวสารให้รวดเร็วมากขึ้น สะดวกมากขึ้นและมีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ต่ำลงนั่นเอง สังคมไทยจึงมีปัญหาที่ทัศนคติ คือมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยี่ไม่ดีพอ ทำให้เกิดความกลัว เกิดความสับสนมึนงงแพร่กระจายออกไป แทนที่จะเน้นที่การวิจัยและพัฒนาเหมือนอย่างที่ชาติที่พัฒนาทั้งหลายเร่งค้นคว้าเพื่อสร้างเทคโนโลยี่ของตนเอง โรงงานอุตสาหกรรมที่มีอยู่ก็จะเป็นเพียงโรงงานประกอบชิ้นส่วนเท่านั้นโดยอาศัยแต่เพียงค่าแรงหรือค่าจ้างเล็กๆน้อยๆเป็นค่าตอบแทน ไม่มีบุคคลากรที่จะพัฒนาเทคโนโลยี่เป็นของตนเอง ไม่มีอุตสาหกรรมที่สมบูรณ์ครบวงจรที่ต้องใช้การค้นคว้าวิจัยสูง จึงเป็นได้เพียงชาติที่ซื้อหรือนำเข้าทุนเทคโนโลยี่เพราะไม่มีเทคโนโลยี่เป็นของตนเอง
ประเทศไทยจึงเต็มไปด้วยทุนนายหน้าที่นำเข้าและค้าเทคโนโลยี่อยู่กับต่างชาติ ส่วนทุนชาติที่เป็นทุนเทคโนโลยี่จริงๆก็เกิดได้ยากมาก เพราะการพัฒนาเทคโนโลยี่เป็นของตนเองนั้นต้องอาศัยการสนับสนุนส่งเสริมจากรัฐบาลอย่างเต็มที่ แต่รัฐไทยกลับลอยแพไม่เอาใจใส่และยังคอยจ้องดักเก็บภาษีทั้งในระบบและนอกระบบ

วัฒนธรรมการบริโภคหรือรสนิยมของคนไทยจึงเป็นการเลียนแบบชนชั้นสูงในสังคมที่ได้สร้างค่านิยมหล่อหลอมกันมานาน มิใช่มาจากกระแสโลกาภิวัตน์อย่างที่มีการกล่าวหากัน เช่น ประเทศไทยมีการนำเข้ารถเบนซ์มากเป็นอันดับหนึ่งของโลก และนำเข้าเหล้ายี่ห้อดังมากติดอันดับหนึ่งในสามของโลก และพวกคนชั้นสูงของไทยนิยมสินค้ายี่ห้อดังของโลก เป็นเพราะพื้นฐานของสังคมไทยที่นิยมการโอ้อวดตามแบบวัฒนธรรมศักดินาที่มีมาแต่เดิม ซึ่งสอดคล้องกับทุนเก่าที่ได้รับประโยชน์จากธุรกิจนำเข้าและเป็นนายหน้าให้ต่างชาติ
ขณะที่กลุ่มทุนเก่าก็ยังมีการหากินที่เอารัดเอาเปรียบจากการเก็บค่าเช่าและดอกเบี้ยหรือการยึดทรัพย์สินซึ่งมันตรงกันข้ามกับทุนสมัยใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี่ มีความรู้ใหม่และนวัตกรรมหรือการประดิษฐ์คิดค้นใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา สร้างความสับสนงุนงงแก่พวกทุนเก่า ที่ไม่เข้าใจหรือเข้าใจได้ยาก ถึงขนาดมองว่าพวกธุรกิจสมัยใหม่กลายเป็นศัตรูคู่แข่งที่จะเข้ามาทำลายความมั่นคงของพวกตนและเป็นศัตรูที่จะต้องล้างผลาญลงให้ได้ จึงเกิดกระแสการสร้างภาพให้เป็นทุนสามานย์ขึ้นมาในประเทศไทย
แม้กลุ่มทุนเก่าจะสามารถสั่งซื้อสินค้าเทคโนโลยี่เข้ามาใช้ได้ แต่ก็ต้องรู้จักการพัฒนาตนเอง ทั้งด้านบุคคลากรและโลกทัศน์ขององค์กร ดังนั้นกลุ่มทุนเก่าจึงเสียเปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจที่มีเทคโนโลยี่เป็นใจกลางในการขับเคลื่อนเพราะต้องอาศัยวิธีคิดพัฒนาปรับเปลี่ยนไป ที่ต้องมองให้เห็นถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างยุทธศาสตร์เตรียมความพร้อมในอนาคต แต่พวกทุนเก่ายังมีโลกทัศน์ที่ยังยึดติดกับสังคมอุปถัมถ์และระบบเส้นสาย รวมทั้งการประจบสอพลอ หน้าไหว้หลังหลอก การคอรัปชั่นเบียดบังและการแสวงหาอภิสิทธิ์ต่างๆซึ่งล้วนเป็นความสามานย์ของทุนจารีตโบราณ ทำให้ทุนเก่าของไทยไม่สามารถปรับเปลี่ยนก้าวตามทันโลกได้เลย

วาทกรรม ระบอบทักษิณ
ในการเคลื่อนไหวของแนวร่วมกลุ่มจารีตนิยม-ราชการ ปัญญาชนขวาจัด และปัญญาชนตีสองหน้า เพื่อโค่นล้มรัฐบาลทักษิณที่มาจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2540 อาวุธทางการเมืองที่สำคัญของพวกเขาคือ วาทกรรม ระบอบรักสิน ซึ่งถูกใช้มาตั้งแต่เริ่มต้นก่อกระแส ไปจนถึงรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 แล้วก็ยังถูกใช้ต่อมาอีกเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐประหารคำว่า ระบอบรักสิน ถูกประดิษฐ์ขึ้นโดยนักวิชาการรัฐศาสตร์-คอลัมนิสต์ที่เป็นพวกขวาจัด อิงแอบอยู่กับสถาบันจารีตประเพณีมาต่อต้านประชาธิปไตย ปฏิเสธทุนนิยมใหม่ และต่อต้านโลกาภิวัฒน์ วาทกรรมระบอบทักษิณ เป็นการจงใจผสมปนเปทางความคิดด้วย


เจิมศักดิ์ ปิ่นทองและณรงค์ เพชรประเสริฐ
การจับเอาระบอบประชา ธิปไตยตามรัฐ ธรรมนูญ 2540 ตลอดจนสถาบันการเมืองประชาธิปไตยทั้งหมด มาผูกติดกับตัวบุคคลนักการเมือง แล้วตั้งฉายาแบบเหมารวมว่า ระบอบทักษิณ ชูขึ้นเป็นเป้าโจมตี บิดเบือน ใส่ร้าย โดยมิเพียงทำลายตัวบุคคล แต่มุ่งโค่นล้มระบอบประชาธิปไตยและฉีกรัฐธรรมนูญทั้งหมด


เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เสรี วงษ์มณฑา และวันชัย สอนศิริ
แล้วโยนบาปไปให้นักการเมือง ปกปิดความจริงที่ว่า พวกจารีตนิยม นั่นแหละที่เป็นปัจจัยขัดขวางประชาธิปไตยมาทุกยุคสมัยผู้ประดิษฐ์และใช้วาทกรรมระบอบทักษิณ อ้างว่า ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 ได้มีนักการเมืองชนะเลือกตั้งเข้ามาเกาะกุมระบบการเมือง แล้วใช้อำนาจไปทำลายประชาธิปไตย ละเมิดรัฐธรรมนูญและสิทธิมนุษยชน แทรกแซงองค์กรอิสระ ทำให้กลไกตรวจสอบถ่วงดุลไม่ทำงาน รวมถึงการซื้อเสียงหลอกลวงประชาชน และนโยบายเศรษฐกิจแบบเบ็ดเสร็จที่กอบโกยประโยชน์เข้าสู่พวกตน ผลก็คือ แม้จะยังมีรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้ง แต่ทั้งหมดก็ถูกนักการเมืองครอบงำอย่างเบ็ดเสร็จ ฉะนั้น ทั้งประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญได้ถูกทำลาย หรือ ถูกรัฐประหารโดยรักสินไปนานแล้วก่อนวันที่ 19 กันยายน 2549 ระบอบการเมืองที่ว่านี้แหละ ที่เรียกว่าระบอบทักษิณ
ตรรกะระบอบทักษิณ ดังกล่าว ได้แพร่กระจายดุจเนื้องอกมะเร็งร้ายไปสู่นักวิชาการ อาจารย์มหา วิทยาลัย นักเคลื่อนไหวองค์กรพัฒนาเอกชน ราษฎรอาวุโส สมาชิกวุฒิสภาปีกขวาจัด สื่อสารมวลชน และนักการเมืองพรรคฝ่ายค้าน คำว่าระบอบรักสิน ถูกใช้เป็นคำด่าทอเพื่อปลุกอารมณ์เกลียดชังคลุ้มคลั่งอย่างไร้เหตุผลในหมู่มวลชนจำนวนหนึ่ง ก่อเป็นการประท้วง ยั่วยุ สร้างความรุนแรงให้เป็นวิกฤตการเมือง ทั้งหมดเป็นไปตามแผนการที่วางไว้ทีละขั้นตอนโดยพวกจารีตนิยม กระทั่งสำเร็จเป็นรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ตามต้องการเป้าหมายทางการเมืองตั้งแต่ต้นของแนวร่วมจารีตนิยม-ราชการ และปัญญาชนขวาจัดคือ ต้องการโค่นล้มประชาธิปไตยและฉีกรัฐธรรมนูญ
แต่เพื่อปกปิดเป้าประสงค์ที่แท้จริง พวกเขาจึงต้องใช้กุศโลบายเอาตัวบุคคลนักการเมืองมาเป็นเปลือกห่อหุ้มปิดบัง ระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ 2540 ไว้ แล้วเรียกเหมารวมว่าระบอบทักษิณ จากนั้นก็โจมตี ใส่ไคล้ บิดเบือน ป้ายสี ด้วยข้อมูลเท็จต่างๆ นานา ผสมกับการปลุกอารมณ์คลั่งชาติอย่างสุดขั้ว ทำให้นักการเมืองที่ถูกใช้ห่อหุ้มรัฐธรรมนูญอยู่นั้นกลายเป็นอภิทรราชและมหาอสูรกายจากนรก จอมขายชาติ และ พวกจาบจ้วงสถาบันกษัตริย์
จากนั้น ก็ชูคำขวัญ โค่นล้มระบอบทักษิณ ซึ่งเนื้อแท้คือการเรียกร้องให้โค่นล้มระบอบประชา ธิปไตยและฉีกรัฐ ธรรมนูญ นั่นเอง และนี่เป็นความชั่วร้ายประการหนึ่งของวาทกรรม ระบอบรักสิน เพราะมันอำพรางเป้าประสงค์ที่แท้จริงที่ต้องการทำลาย ด้วยการเบี่ยงเบนความสนใจจากระบบการเมืองและรัฐธรรมนูญไปที่ตัวบุคคลนักการ เมือง ทำให้ผู้คนหลงเข้าใจว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการ ขับไล่รักสินและทำลายเครือข่ายระบอบทักษิณ ไม่ใช่การโค่นล้มประชาธิปไตยและฉีกรัฐธรรมนูญ
นับเป็นอุบายที่ได้ผล สามารถหลอกใช้ปัญญาชนส่วนหนึ่งที่อ่อนหัดได้ เพราะคนพวกนี้คิดว่า ตนต้องการประชาธิปไตย แต่เกลียดชังนักการเมืองทุจริต พอได้ยินคำขวัญ โค่นล้มระบอบรักสิน ก็พากันตื่นเต้น ตะลีตะลานวิ่งตามด้วยกลัวว่าจะตกขบวน กระโดดเข้าร่วมขับไล่ทักษิณอย่างคึกคัก โดยเชื่ออย่างไร้เดียงสาว่า พวกตนกำลัง ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยด้วยการขับไล่นักการเมืองทุจริต และจะโค่นล้มรักสินลงได้โดยไม่เป็นอันตรายต่อรัฐธรรมนูญแต่หารู้ไม่ว่า การ โค่นล้มระบอบทักษิณ ก็คือการโค่นล้มประชาธิปไตย ฉีกรัฐธรรมนูญ และรื้อฟื้นระบอบเผด็จการอำนาจนิยมแบบเปิดเผยของพวกจารีตนิยมขึ้นมาอีกครั้ง


สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ และอัมมาร สยามวาลา
วาทกรรมระบอบทักษิณ ยังถูกใช้เป็นตรรกะที่สร้างความถูกต้องชอบธรรมให้กับรัฐประหาร เพราะในเมื่อระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ 2540 ได้ถูกละเมิดหรือทำลายไปก่อนแล้วโดยรักสิน และในเมื่อระบอบรักสินเป็นเผด็จการทรราชย์ของนักการเมืองที่ทุจริตและขายชาติ รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จึงไม่ใช่การโค่นล้มระบอบประชาธิปไตยและฉีกรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการโค่นล้มระบอบรักสินที่เป็นเผด็จการและทุจริต รัฐประหาร 19 กันยายนจึงมี ลักษณะพิเศษที่ไม่เหมือนรัฐประหารทั้งปวงในอดีต ไม่ใช่รัฐประหารที่เลว หากแต่เป็นรัฐประหารที่ จำเป็นและเลี่ยงไม่ได้ เพื่อโค่นล้มเผด็จการของนักการเมืองและเพื่อ ปฏิรูปการเมือง นำมาซึ่งการเมืองที่ขาวสะอาดบริสุทธิ์และปราศจากนักการเมืองชั่วอีกต่อไป


ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์จุฬาฉีกบัตรเลือกตั้ง
นี่คือตรรกะเลวร้ายที่บรรดาปัญญาชนขวาจัด ปัญญาชนเดือนตุลา รวมถึงนักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย องค์กรพัฒนาเอกชน ราษฎรอาวุโส ล้วนใช้เป็นเหตุผล ดาหน้ากันออกมาสนับสนุนรัฐประหารกันอย่างครึกครื้นและไร้ยางอาย แม้แต่พวกปัญญาชนตีสองหน้า โดยเฉพาะนักวิชาการอาวุโสบางคนด้านประวัติศาสตร์ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ก็ยังใช้ตรรกะดังกล่าวมาแก้ตัวว่า ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร แต่ถึงอย่างไร รัฐประหารยังเลวน้อยกว่าระบอบทักษิณ
อัปลักษณ์ทางตรรกะมาถึง จุดสูงสุดในปัจจุบัน เมื่อเราได้เห็นบทความ คอลัมน์หนังสือพิมพ์ และการเสวนาอภิปรายของคอลัมนิสต์ นักวิชาการ และราษฎรอาวุโส ที่ทำตัวเป็นทนายแก้ต่างให้กับเผด็จการ พากันสาธยายว่า บัดนี้ ได้เกิดปรากฏการณ์ที่แปลกประหลาดขึ้นในการเมืองไทยแล้วคือ ระบอบรัฐประหารของคณะทหารที่มีปืนอยู่ในมือและปกครองด้วยประกาศ คำสั่งและกฎอัยการศึกในขณะนี้ กลับ สุภาพอ่อนโยน ไม่เป็นเผด็จการ คุมระบบราชการไม่ได้ และไม่สามารถใช้อำนาจรุนแรงเด็ดขาดได้เท่ากับ ระบอบรักสิน ที่เป็นเผด็จการเบ็ดเสร็จได้ทั้งๆ ที่มีรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระต่างๆ มากมาย นี่คือข้อพิสูจน์ว่า กลุ่มทุนการเมืองนั้นแยบยลและเลวร้ายเพียงใดเพราะสามารถเป็นเผด็จการได้ด้วยการเลือกตั้งและรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย
ฉะนั้น ระบอบรัฐประหาร 19 กันยายนจึงไม่เป็นเผด็จการ หากแต่เป็นประชาธิปไตยปฏิรูป หรืออย่างมากก็เป็นแค่เผด็จการครึ่งใบ คนที่อ้างว่า รัฐประหารเลวน้อยกว่าระบอบทักษิณ ก็เพื่อผัดหน้าทาแป้ง ปกปิดใบหน้าปีศาจของระบอบเผด็จการทหาร คนพวกนี้มีทัศนะ แนวคิด และมาตรฐานประชาธิปไตยที่บิดเบือนกลับตาลปัตรอย่างแท้จริง
เพราะภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลไทยรักไทยเป็นเวลา 5 ปี แม้จะไม่ใช่ช่วงเวลาที่เป็นประชา ธิปไตยในมาตรฐานสูงเท่าประเทศที่เจริญแล้ว แต่ก็พอจะถือได้ว่า เป็นประชาธิปไตยค่อนข้างมาก สำหรับการเมืองไทยตั้งแต่ปี 2475 เป็นต้นมา อันเนื่องมาจากคุณลักษณะที่ก้าวหน้าของรัฐธรรมนูญ 2540 จริงอยู่ว่า ผู้นำรัฐบาลและนักการเมืองฝ่ายบริหารมีอำนาจมาก คุมรัฐสภาผ่านการเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมากที่เหนียวแน่น มีอิทธิพลสูงต่อองค์กรอิสระผ่านวุฒิสภา ทั้งดำเนินมาตรการบางอย่างที่หมิ่นเหม่ต่อประชาธิปไตย (เช่น สงครามปราบยาเสพติด) แต่สถาบันการเมืองประชาธิปไตยส่วนใหญ่ก็ยังคงทำงานต่อไปได้ และยังสามารถทำการตรวจสอบถ่วงดุลได้ระดับหนึ่ง รวมทั้งยังมีพรรคฝ่ายค้าน สื่อมวลชนอิสระ ตลอดจนสถาบันตุลาการที่ไม่ได้อยู่ในอำนาจของรัฐบาลแต่ การยอมรับว่า สถาบันการเมืองประชาธิปไตยถูกกระทบกระเทือนและหมิ่นเหม่ นั้นแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับการสรุปว่า รัฐธรรมนูญและสถาบันการเมืองประชาธิปไตยถูกทำลายไปแล้ว เราจึงได้เห็นสื่อสารมวลชนทุกแขนง แม้แต่สื่อของรัฐเอง ต่างรุมโจมตีรัฐบาลไทยรักไทยได้ต่อเนื่องยาวนาน มีการชุมนุมประท้วงที่ล่วงละเมิดกฎหมายและสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่นมากที่สุด
ทั้งยั่วยุด่าทอ และท้าทายให้เกิดความรุนแรงที่ยืดเยื้อยาวนาน โดยที่รัฐบาลไทยรักไทยตกเป็นฝ่ายรับและไม่สามารถตอบโต้อะไรได้เลย นี่ละหรือระบอบรักสิน ที่เป็นเผด็จการทรราชเบ็ดเสร็จจากขุมนรกวาทกรรมระบอบทักษิณ ยังบิดเบือนเนื้อแท้ของระบบการเมืองไทยก่อน 19 กันยายนให้เป็นระบบการเมืองที่นักการเมืองและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมี อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ทั้งที่ความจริงแล้ว แม้แต่ระบอบรัฐธรรมนูญ 2540 ในท้ายสุด ก็ยังเป็นเพียงเปลือกนอกของระบอบอำนาจนิยมแฝงเร้นของพวกจารีตนิยมที่ยึดกุม อำนาจรัฐจริงมาตั้งแต่รัฐประหาร16 กันยายน 2500 โดยมีเปลือกนอกสลับกันเป็นช่วงๆ ระหว่างเผด็จการทหารกับการเมืองแบบเลือกตั้งเท่านั้น เพียงแต่ว่า ในช่วง 4 ปีแรกของรัฐบาลไทยรักไทย อำนาจของพวกจารีตนิยมได้แฝงเร้นมากขึ้นและปล่อยให้รัฐธรรมนูญ 2540 ได้แสดงผลสะเทือนทางประชาธิปไตยออกมาได้ระดับหนึ่ง แต่ในที่สุด พวกจารีตนิยมก็ทนไม่ได้ ต้องกระโดดออกมาในที่โล่งแจ้งอีกครั้งเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ด้วยการโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและฉีกเปลือกที่เป็นรัฐธรรมนูญ 2540 ทิ้ง
ข้อนี้เห็นได้จากความจริงที่ว่า รัฐบาลไทยรักไทยได้เริ่มสูญเสียอำนาจจริงไปแล้วตั้งแต่ต้นปี 2549 เมื่อกลุ่มจารีตนิยมเคลื่อนไหวอย่างลับๆ โดยด้านหนึ่ง ก็สนับสนุนการชุมนุมประท้วงขับไล่บนท้องถนน และให้พรรคฝ่ายค้านคว่ำบาตรการเลือกตั้ง สร้างเป็นสถานการณ์วิกฤตนอกสภา แต่ในอีกด้านหนึ่ง ในระบบการเมืองและราชการ ก็เข้าแทรกแซงหน่วยงานรัฐบาล ทหารตำรวจ องค์กรอิสระ สื่อมวลชนของรัฐ ไปจนถึงสถาบันตุลาการ ทำให้รัฐบาลไทยฮักไทยเป็นอัมพาตและตายไปทีละส่วนรัฐประหาร 19 กันยายนเป็นเพียงการตัดสายใยชีวิตการเมืองอันบอบบางที่เหลืออยู่เป็นเส้นสุด ท้ายของรัฐบาลไทยฮักไทยเท่านั้น

ความชั่วร้ายของวาทกรรมระบอบทักษิณ ก็คือ มันปิดบังความจริงที่ว่า แท้จริงแล้ว ภายใต้ร่มเงาแห่งอำนาจแฝงเร้นของกลุ่มจารีตนิยมตั้งแต่ปี 2500 เป็นต้นมา รัฐบาลจากการเลือกตั้งทุกชุดล้วนอ่อนแออย่างยิ่ง แม้แต่รัฐบาลไทยฮักไทยซึ่งเข้มแข็งยิ่งกว่ารัฐบาลเลือกตั้งในอดีตด้วยเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ 2540 ในท้ายสุด ก็ยังอ่อนแอและไร้พลังโดยสิ้นเชิงในการต่อกรกับอำนาจจารีตนิยม
เนื้อแท้ของวาทกรรมระบอบทักษิณ ยังมีนัยว่า ระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ 2540 นั่นแหละที่เป็นต้นเหตุรากเหง้าของพฤติกรรมชั่วร้ายของนักการเมือง ผู้ประดิษฐ์และใช้วาทกรรม ระบอบรักสิน จึงเป็นพวกต่อต้านประชาธิปไตยและการเมืองแบบเลือกตั้ง โดยมองว่า ประชาธิปไตยไม่ว่าที่ไหนในโลก แม้แต่ในประเทศที่เจริญแล้ว ล้วนเลวทรามทั้งสิ้น คือผลิตแต่นักการเมืองเลวๆ ขึ้นสู่อำนาจทั้งนั้น เพราะมองไปทางไหน ประเทศใด ก็เห็นแต่นักการเมืองในลักษณะดังกล่าว
พวกนิยมวาทกรรมระบอบทักษิณ จึงมีลักษณะร่วมกันคือ เกลียดชังต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกลียดชังตะวันตก ประณามระบบการเมืองประชาธิปไตยในประเทศเหล่านั้นว่าจอมปลอม เป็น ประชาธิปไตยสามานย์ คนพวกนี้เชื่อในลัทธิชนชั้นผู้นำและระบอบอภิสิทธิ์ชน เชื่อว่า การเมืองต้อง ให้คนดีมาปกครองบ้านเมือง และ ผู้นำต้องมีคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งเอาเข้าจริงก็ล้วนคลุมเครือ เป็นอัตวิสัย และจอมปลอม เพราะในท้ายสุด คนดี มีคุณธรรมจริยธรรม ที่สมควรมีอำนาจปกครอง
ในความคิดของพวกเขาก็คือ พวกเขาเองนั่นแหละที่มีทั้งชาติ วงศ์ตระกูล ทรัพย์ ภูมิปัญญา การศึกษา และ คุณธรรมจริยธรรม เพียบพร้อม และมีจำนวนคนน้อยนิดบนสุดยอดปิรามิดของสังคมพวกนิยมวาทกรรมระบอบรักสิน ปฏิเสธแนวคิดที่ว่า ในเมื่อผู้ปกครอง ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นนำจากตระกูลสูงส่งเพียงใด เป็นสกุลผู้ดีสืบเนื่องมานับร้อยปี หรือสามัญชนและนักการเมืองทั่วไป ทุกชาติทุกภาษาทั่วโลก ล้วนเป็นมนุษย์ธรรมดาที่เห็นแก่ประโยชน์ตนกันทั้งนั้น ล้วนชอบใช้อำนาจ ไม่ชอบถูกตรวจสอบ ไม่ชอบข้อจำกัดทางกฎหมาย มักเล่นพรรคเล่นพวก และมีแนวโน้มทุจริตถ้ามีโอกาส
ฉะนั้น จุดประสงค์ของการเมืองจึงไม่ใช่เป็นเรื่องให้คนดีมาปกครองบ้านเมือง แต่เป็นการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ รวมถึงระบบกฎหมาย องค์กรอิสระ ตลอดจนสถาบันและประเพณีปฏิบัติทางประชาธิปไตยต่าง ๆ ตามหลักการตรวจสอบและถ่วงดุล เพื่อเป็นกรอบจำกัดและกดดันให้ผู้ปกครองและนักการเมืองมีพฤติกรรมการใช้ อำนาจไปในแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนให้มากที่สุดเราจะเห็นความบิดเบี้ยวของวาทกรรมระบอบรักสิน ได้ชัดเจนเมื่อนำตรรกะเดียวกันไปใช้ในต่างประเทศ

เช่น ในสหรัฐอเมริกา เราก็จะได้วาทกรรม ระบอบบุช เพราะจอร์จ ดับเบิลยู บุช เป็นประธานาธิบดีที่ถูกกล่าวหาว่า ละเมิดสิทธิมนุษยชนมากที่สุด ทั้งให้ดักฟังโทรศัพท์ชาวอเมริกันโดยศาลไม่รับรอง กักขังผู้ต้องสงสัยก่อการร้ายที่อ่าวกวนตานาโมนานนับปีโดยไม่ตั้งข้อกล่าวหา และมีข่าวพัวพันกับนักลอบบี้ที่ทุจริต ส่วนรองประธานาธิบดีดิกเชนีย์ก็ถูกกล่าวหาว่า ทุจริตมาตั้งแต่ชนะเลือกตั้งสมัยแรก แม้ว่าพรรคเดโมแครตจะชนะเลือกตั้งได้เสียงข้างมากในสภา ก็ยังทำอะไรบุชไม่ได้ ฉะนั้น ทางออก ที่เลียงไม่ได้ ก็คือ ต้องให้กองทัพสหรัฐฯ ออกมาก่อรัฐประหารขับไล่บุชและฉีกรัฐธรรมนูญอย่างนั้นหรือ
ส่วนในอังกฤษ ก็จะมี ระบอบแบลร์ เพราะโทนี่ แบลร์ (Tony Blair) เป็นนายกรัฐมนตรีที่ออกกฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายที่ถูกหาว่า ละเมิดสิทธิมนุษยชนคนอังกฤษ ใช้เสียงข้างมากในสภาผู้แทน นำประเทศเข้าสู่สงครามอิรักโดยไม่ฟังเสียงประชามตินอกสภา ในขณะที่ภริยาก็เคยถูกกล่าวหาว่า รับประโยชน์ที่ไม่ชอบธรรม ส่วนพรรคฝ่ายค้านก็ไร้น้ำยาเพราะพรรคแรงงานของนายแบลร์มีเสียงข้างมาก เป็นเผด็จการรัฐสภา ฉะนั้น ทางออกคือ ต้องเรียกร้องขอ นายกฯมาตรา 7 จากพระราชินีอลิซาเบ็ธ หรือให้ฝ่ายทหารออกมาทำรัฐประหารอย่างนั้นหรือ
แต่ความชั่วร้ายประการสำคัญที่สุดของวาทกรรม ระบอบทักษิณ คือ มันเบี่ยงเป้าบิดประเด็นไปจากต้นเหตุปัญหาที่แท้จริงของการเมืองไทย โดยจับเอานักการเมือง รัฐธรรมนูญ 2540 และสถาบันประชาธิปไตยทั้งหมด มาผสมปนเปกันเข้าแล้วขึงพืดขึ้นบนตะแลงแกง ให้เป็นเป้าของการด่าทอ ทุบทรมาน โบยตี ฟันแทงต่างๆ ด้วยความเคียดแค้นเกลียดชัง ให้ผู้คนเข้าใจว่า นี่แหละคือต้นเหตุแห่งความฉิบหายทางการเมืองตลอดหลายปีมานี้ ทั้งที่ต้นเหตุปัญหาที่แท้จริงของการเมืองไทยคือ พวกจารีตนิยม ซึ่งผูกขาดแกนในอำนาจรัฐมายาวนานตั้งแต่ปี 2500 ถึงปัจจุบัน เป็นรากเหง้าของรัฐประหารครั้งแล้วครั้งเล่าตลอดหลายสิบปีมานี้ และเป็นอำนาจแฝงเร้นที่ขัดขวาง กัดเซาะ และบ่อนทำลายประชาธิปไตย ทำให้รัฐธรรมนูญและสถาบันการเมืองประชาธิปไตยอ่อนแอ ขี้โรค ไม่พัฒนา และถูกทำลายได้ง่ายตลอดมา
หนทางการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี่มิใช่จะฝ่าข้ามไปได้ง่ายๆ เพราะเป็นสิ่งที่เกินความสามารถของรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว โดยต้องได้รับความร่วมมือจากทุกๆภาคส่วน บ้านเมืองต้องมีความสมานฉันท์โดยแท้จริง ไม่มีการยึดติดในอำนาจและผลประโยชน์เก่าๆ ต้องสลายจิตสำนึกผิดๆที่ปรากฏอยู่ในโครงสร้างชั้นบนของสังคม การสร้างจิตสำนึกแห่งชาตินั้นต้องรีบแก้ไขกฎหมายที่เอื้อให้เกิดระบบส่วยสาอากรนอกระบบ ลดบทบาทของขุนนางข้าราชการที่มีอำนาจแฝงเป็นอำนาจซ้อนหรืออำนาจนอกระบบ ต้องเลิกวัฒนธรรมกล่าวหาใส่ความที่ไม่ต้องการการพิสูจน์ถึงความถูกผิด ทำลายการเมืองระบบกล่าวหาที่เอาดีใส่ตัวเอาชั่วให้คนอื่น
ทุนจารีตนิยมระบอบโบราณของไทยยังได้อาศัยอำนาจตุลาการที่มีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐให้มาเป็นเครื่องมือทำลายศัตรูทางการเมือง พวกนักนิติศาสตร์ได้สถาปนาตนเองขึ้นมาเป็นผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายและผูกขาดความจริงเอาไว้ โดยไม่เคยให้ความเป็นธรรมกับฝ่ายที่ยึดมั่นกฎกติกามาตลอด เป็นการใช้เทคนิคทางกฎหมายเพื่อเป็นเครื่องมือทำลายล้างกันทางการเมืองเท่านั้นเอง โดยมิได้คำนึงถึงหลักการในระบอบประชาธิปไตย ทั้งนี้คำตัดสินของศาลและคำอธิบายหรือเหตุผลของผู้พิพากษาก็มักแตกต่างกัน และผู้พิพากษาในคดีทางการเมืองของไทยกลายเป็นผู้กำหนดกฎหมายขึ้นมาเองโดยไม่สามารถอธิบายให้ประชาชนเข้าใจและยอมรับ ศาลไทยต้องสำนึกอยู่เสมอว่ายังมีระบบกฎหมายสากลและศาลอาญาระหว่างประเทศที่เป็นตัวถ่วงดุลย์และตรวจสอบมาตรฐานของศาลไทย

องค์กรจัดระเบียบโลก

ถือเป็นด้านมืดหรือด้านที่ไร้จริยธรรมของโลกาภิวัตน์ที่ต้องระมัดระวัง โดยมีองค์กรระดับโลกที่สำคัญ คือ

ซีเอฟอาร์
( CFR = Council on Foreign Relation )
หรือสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ทําให้เกิดสันนิบาตชาติ ทําให้คนกลุ่มหนึ่งมองเห็นวิธีการควบคุมโลกอย่างเป็นองค์รวม จึงตั้งสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือซีเอฟอาร์ ขึ้นในสหรัฐฯ เมื่อ พ.ศ. 2464 ( 1921 )
คนที่เริ่มคือ พันเอก เอ็ดเวิร์ด เอ็ม เฮาส์ ( Edward M. House ) ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ เป็นผู้แจกแจงความคิดและวิ่งเต้นขอเงินสนับสนุน จาก กลุ่มธุรกิจเซซิล โรดส์, กลุ่มเจพี มอร์แกน, กลุ่มโรธส์ไชลด์, กลุ่มคาร์เนกีและกลุ่มร็อคกีเฟลเลอร์ โดยมีจุดประสงค์ที่แถลงอย่างเป็นทางการในการตั้ง CFR ให้เป็นองค์กรที่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก ที่ทุกชาติจะเดินทางไปในแนวทางเดียวกันและร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างเป็นองค์รวมในระดับนานาชาติให้โลกเป็นหนึ่งเดียว และเป็นผู้จัดระเบียบโลกใหม่ ( New World Order ) ให้โลกมีสังคมเดียว ศาสนาเดียว มีรัฐบาลเดียว
มีประเทศเดียวในโลกที่เป็นศูนย์กลาง คือสหรัฐอเมริกา ที่ใช้เครือข่ายการบริหารที่กระจายไปตามเมืองหลวงใหญ่ๆทั่วโลก ทั้งที่ปารีส โตเกียว กรุงเทพ ลอนดอน ฯลฯ โดยให้ประเทศต่างๆ แปรสภาพเป็นรัฐ หรือเป็นจังหวัด โดยมีรัฐบาลกลางอยู่ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.สหรัฐอเมริกา องค์กรลับ CFR จึงเป็นองค์กรที่มีศักยภาพสูงสุดในการควบคุมโลกในยุคนี้ มีการทํางานอย่างเป็นระบบระเบียบมาก
มีผู้นําประเทศ รัฐมนตรี นายทหาร นายธนาคาร ฯลฯ ที่อยู่ตามรัฐบาลต่างๆ ทั่วโลกสูงถึง 4,000 คน สามารถผลักดันบุคคลให้ก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐ รวมทั้งการกำหนดทิศทางการเมืองและเศรษฐกิจในหลายๆประเทศทั่วโลก รวมทั้งการจัดตั้งธนาคารโลก ธนาคารกลางของสหรัฐ และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอมเอฟ)ซึ่งเป็นฐานอำนาจทางเศรษฐกิจที่มีอิทธิพลยิ่งกว่าการทำสงครามในยุคล่าอาณานิคมเดิม แต่กลุ่มการเงินเหล่านี้ก็ถูกฮิตเลอร์ทำลายในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้องค์กรลับซีเอฟอาร์ได้ข้อสรุปว่าต้องใช้แผนการจัดสรรผลประโยชน์ร่วมกันให้ลงตัว
โดยใช้การเศรษฐกิจนำการทหารเพื่อป้องกันไม่ให้สหรัฐที่กลายเป็นมหาอํานาจศูนย์กลางของโลกต้องล่มสลายง่ายดายเหมือนที่กรุงโรมเคยล่มสลายมาแล้ว มีการสร้างเครือข่ายประสานงานทั่วโลก รวมทั้งทฤษฎีโต๊ะกลมที่ช่วยควบคุมโลกโดยให้ทุกคนในเครือข่ายร่วมประสานประโยชน์ได้อย่างลงตัว ทำให้ CFR สามารถประสานไปยังองค์กรลับทั้งเก่าและใหม่ ซึ่งมีอิทธิพลระดับประเทศและระดับภูมิภาคอย่างเช่นองค์กรลับฟรีเมสันส์, บิลเดอร์เบิร์ก, อิลลูมิเนติ, สมาคมสกัลล์แอนด์โบนส์ (สมาคมหัวกะโหลกกระดูกไขว้) และสมาคมลับไทรเลตเทอรอลซีเอฟอาร์มักเป็นกลุ่มมหาเศรษฐีเก่าที่มีความสืบเนื่องมาหลายชั่วอายุคน เช่น จอห์น ดี ร้อคกี้เฟลเลอร์ ( John D Rockefeller ) เป็นนักธุรกิจเยอรมันเชื้อสายยิวจากอุตสาหกรรมน้ำมันที่เคยกุมตลาดน้ำมันของสหรัฐถึง 90%และมีการผูกขาดแบบซ่อนเงื่อนหลังจากมีกฎหมายป้องกันการผูกขาด







แอนดรูว์ คาร์เนกี้ ( Andrew Carnegie )
นักธุรกิจผู้เคยทรงอิทธิพลในวงการอุตสาหกรรมเหล็ก








กลุ่มยิวรอธไชลด์ ( Rothchild )
ตระกูลนักการธนาคารเก่าแก่ของเยอรมันที่ร่ำรวยมาจากการออกเงินกู้ให้กลุ่มต่างๆที่ต่อสู้กันในสงครามนโปเลียนต่อมาถูกพวกนาซียึดทรัพย์จำนวนมหาศาลแต่ก็ยังกลับมาก่อตั้งอาณาจักรการเงินขึ้นมาได้อีก







รวมทั้งกลุ่มเจ พี มอร์แกน ( John Piermont Morgan ) ที่มีฐานจากธุรกิจการเงินและการสร้างรางรถไฟข้ามทวีปอเมริกาเหนือและเคยซื้อกิจการเหล็กมาจากกลุ่มคาร์เนกี้




กลุ่มฮาร์ริแมน ( Averell Harriman ) ที่ตั้งต้นจากธุรกิจรถไฟและพัฒนาธุรกิจออกไปกว้างขวางรวมทั้งเปิดสถาบันทางการเงินยูเนียนแบงกิงคอร์ปอเรชั่นที่มีสายสัมพันธ์กับจอห์นวอร์คเกอร์ผู้เป็นพ่อตาของเพรสคอร์ตบุชบิดาของอดีตประธานาธิบดีจอร์ชบุชผู้พ่อ กลุ่มนี้ได้เข้าร่วมกับกลุ่มธุรกิจของฮาร์ริแมนสร้างธุรกิจการพลังงานและการขุดเจาะน้ำมันในนามเดรสเซอร์และยูเนียนแบงกิ้งที่มีอิทธิพลมากถึงขนาดผลักดันลูกหลานให้เป็นประธานาธิบดีถึงสองคนคือจอร์ชบุชและยอร์ชดับเบิ้ลยูบุช กลุ่มรอคกีเฟลเลอร์ก็ส่งดร.เฮนรี คิสซิงเจอร์เข้าเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศสมัยประธานิบดีนิกสันเพื่อหาทางขยายธุรกิจของตนเข้าสู่ตะวันออกหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นช่วงที่รัฐบาลสหรัฐเริ่มมีการพูดถึงการจัดระเบียบโลกใหม่เพื่อให้โลกอยู่แถวแนวที่จะควบคุมได้ตามที่พวกเขาต้องการซีเอฟอาร์จึงเป็นองค์กระดับโลกที่มีอิทธิพลในทางลับอย่างมากมายมหาศาลเพราะเป็นกลุ่มทุนขนาดยักษ์ที่มีแกนหลักเป็นบริษัทแม่ขนาดใหญ่กว่า 20 บริษัทแผ่ออกเป็นธุรกิจลูกอีกร้อยกว่ากิจการและแตกขยายเป็นบริษัทข้ามชาติครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วโลกกว่า 53,000 บริษัท
เชื่อว่า ประธานาธิบดีสหรัฐเกือบทุกคนเป็นสมาชิกของซีเอฟอาร์ ยกเว้นจอห์นเอฟ เคเนดี้ ( John F Kenedy ) และโรนัล รีแกน แต่ก็ไม่สามารถหลีกพ้นจากอิทธิพลของซีเอฟอาร์ ทำให้สองพี่น้องเคเนดี้ถูกลอบสังหารในที่สุด โดยไม่รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลัง เพราะทั้งสองพี่น้องมีแนวโน้มจะไปขัดขวางขบวนการจัดอำนาจโลกใหม่โดยไม่ยอมอยู่ใต้การควบคุมของซีเอฟอาร์
รวมถึงการลอบยิงประธานาธิบดีโรนัลด์ รีแกน ( Ronald Reagan ) เพื่อเป็นการเตือนเพราะท่านทำตัวเป็นประธานาธิบดีหัวแข็ง ในขณะที่จอร์ชบุชเป็นรองประธานาธิบดี คอยประสานกลุ่มผู้มีอำนาจทำหน้าที่ประกบท่านประธานาธิบดีซึ่งต้องปรับตัวเองให้อยู่ในแนวทางของกลุ่มจนได้เป็นประธานาธิบดีสองสมัยและสนองผลประโยชน์แก่กลุ่มพลังงานและการผลิตอาวุธโดยการทุ่มงบมหาศาลในโครงการสตาร์วอส์เพื่อพัฒนาขีปนาวุธ
ประธานาธิบดียอร์ชบุช ( George Bush ) และ ดิค เชนี ( Dick Cheney ) ก็เคยเป็นประธานของซีเอฟอาร์ ต่อมาก็ได้แก่จอร์จ โซรอสผู้เข้ามาทำสงครามทุบค่าเงินบาท นอกจากนี้ยังมีกองทุนที่คอยบริจาคเงินสนับสนุนให้เอ็นจีโอหรือองค์กรเอกชนทั่วโลกรวมทั้งกลุ่มเอ็นจีโอใหญ่ในประเทศไทย รวมทั้งประธานธนาคารกลางของสหรัฐหรือเฟดFED
ซีเอฟอาร์ต้องการเป็นศูนย์กลางที่ควบรวมอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ ทำตัวเป็นรัฐบาลกลางของโลกมีหลักฐานเป็นคลิปวีดีโอสั้นๆ ที่จะกล่าวถึงประวัติการก่อตั้งขององค์กรซีเอฟอาร์ในปี คศ.1917 (2460)โดยนายเจ พี มอแกน และเพื่อนในกลุ่มชนชั้นสูงอีกหลายคน เพื่อเป็นตัวแทนกลุ่มในการไล่ซื้อสื่อสารมวลชนหลักเกือบทั้งหมดในสหรัฐให้อยู่ภายใต้การควบคุมโดยองค์กรนี้ เพื่อชี้นำและกำหนดทิศทางของข่าวสารทั้งหมดที่ออกสู่ประชาชนอเมริกันและทั่วโลกให้ไปในทิศทางที่เท่าที่พวกเขากำหนด รวมถึงการควบรวมกิจการของยักษ์ใหญ่ในวงการสื่อ ภาพยนตร์ และอินเตอร์เน็ต ให้เป็นสมาชิกซีเอฟอาร์ ทั้งวอลท์ดิสนีย์ (Disney), อเมริกันออนไลน์(American Online), เอบีซีของออสเตรเลีย(ABC) และอีกมากมายในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา โดยจะเจรจาเพื่อเสนอซื้อหรือขอเข้าไปมีส่วนร่วมในบริษัทสื่อสารมวลชนที่เป็นที่นิยมทั่วโลกทันทีแบบไม่เกี่ยงราคาโดยผ่านทางโครงสร้างของตลาดหุ้นที่พวกเขาได้วางไว้แล้วอย่างเป็นระบบทั่วโลก

ฟรีเมสันส์
(Freemasonry)
เป็นองค์กรเก่าแก่ที่มีมานานและโด่งดังเร้นลับมาก เริ่มแรกเป็นองค์กรรวมของพวกช่างก่อสร้างหรือช่างหินยุคโบราณที่เชื่อว่าพวกตนมีความสามารถพิเศษสร้างปิรามิดและสถานที่สำคัญต่างๆ ถือได้ว่ามีวิทยาการเร้นลับจึงรวมตัวกันก่อตั้งสมาคมเพื่อรักษาสถานภาพและวิชาการของพวกตนทั้งการปกปิดและถ่ายทอดวิชาชีพให้อยู่เฉพาะภายในวงการของพวกตนโดยได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่สมัยโรมัน เมสันแปลว่าช่างหิน ฟรีเมสันหมายถึงช่างหินที่ไม่ต้องจ่ายภาษี
ต่อมาได้พัฒนาเป็นพิทักษ์วิชาชีพของตนเอง มีบทบาทมากที่สุดในสังคมชั้นสูง ใช้สัญญลักษณ์รูปวงเวียนและเหล็กฉากซ้อนทับกันเหมือนดาวเดวิดของพวกยิว
องค์กรฟรีเมสันยุคใหม่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่อังกฤษก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2260 (1717)ต่อมาได้ขยายเข้ามาตั้งสำนักงานที่สหรัฐในปีพ.ศ. 2276 (1733)
สมาชิกฟรีเมสันส์มีบทบาทนำที่สำคัญในสงครามประกาศอิสรภาพของสหรัฐ เมื่อ พศ. 2318 - 2326 เช่น ประธานาธิบดียอร์ชวอชิงตัน ( George Washington ) และเบนจามิน แฟรงคลิน ( Benjamin Franklin )สองผู้มีชื่อเสียงสำคัญในสงครามประกาศอิสรภาพ และพวกจาโคแบงส์ (Jacobins) ที่เป็นหัวหอกสำคัญในสงครามปฏิวัติโค่นพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ของฝรั่งเศสเมื่อ พศ.2332-2342 รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศยุโรปและอเมริกากลาง สิงคโปร์ก็มีสมาชิกของฟรีเมสันคือเซอร์โธมัส สแตมฟอร์ดแรฟเฟิลส์ขาวอักฤษที่เข้าไปตั้งสำนักงานและขยายเครือข่ายสมาชิกอย่างได้ผล

สมาชิกฟรีเมสันส์เคยออกมาปฏิเสธว่า พวกตนไม่ยุ่งการเมือง ไม่ใช่องค์กรศาสนา แต่เป็นศูนย์รวมใจของสมาชิกและภราดรภาพ พวกฟรีเมสันส์เองมองว่าพวกตนไม่ใช่สมาคมลับ เพียงแต่เป็นสมาคมที่กุมความลับ โดยมีเว็บไซต์รับสมัครบุคคลเข้าเป็นสมาชิกของฟรีเมสันส์มากมาย แต่เป็นเพียงฉากบังหน้าเท่านั้นเพราะการเข้าเป็นสมาชิกฟรีเมสันส์จริงๆจะมีกฎระเบียบที่เข้มงวดมาก โดยสมาชิกจะต้องเป็นคนที่มีความเป็นอิสระ ไม่ผูกพัน มีความเชื่อในพระผู้เป็นเจ้า ต้องมีจิตใจดีงาม มีคุณธรรมและจริยธรรม

ก่อนที่จะเข้ารับพิธีกรรมเป็นฟรีเมสันส์ เต็มตัว ผู้ถูกเสนอตัวจะสวมเสื้อและกางเกงธรรมดา แต่จะต้องพับแขนเสื้อขึ้นไปข้างหนึ่ง ขากางเกงก็จะพับขึ้นไปอีกข้างหนึ่ง ปล่อยข้างหนึ่ง ต้องถูกผูกตาด้วยผ้าสีดำหมายถึงว่าก่อนจะมาเป็น สมาชิกของฟรีเมสันส์ ยังคงอยู่ในโลกมืดที่มืดมน โดยมีเชือกผูกเงื่อนคล้องที่คอ ปล่อยปลายเชือกให้สมาชิกฟรีเมสันส์คนอื่นถือ แล้วทำพิธีให้สัตย์สาบานปฏิญาณว่าจะเชื่อในพระเจ้าของฟรีเมสันส์ และจะกระทำตามแบบอย่างของฟรีเมสันส์ โดยจะต้องรักษาความลับของหมู่คณะเท่าชีวิตเมื่อสาบานเสร็จก็จะเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดเครื่องแบบของสมาชิกฟรีเมสันส์ นำผ้าผูกตาและบ่วงคล้องคอไปทิ้ง จากนั้นสมาชิกใหม่ก็จะได้ผ้ากันเปื้อนที่คาดไว้ตรงเอวแบบผ้ากันเปื้อนของทารก เป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์ พิธีกรรมนี้ทำโดยเปิดเผย แต่พิธีกรรมหลังจากนั้นเป็นพิธีกรรมลับซึ่งไม่เปิดเผย

ใครที่ไปเห็นการพิธีกรรมลับนี้ ต้องถูกให้เข้าเป็นสมาชิกของฟรีเมสันส์ คนสำคัญระดับโลกส่วนใหญ่เป็นสมาชิกขององค์กรลับนี้ตั้งแต่อายุยังไม่มาก โดยที่องค์กรเหล่านี้รับสมาชิกยากมาก แต่เมื่อรับเป็นสมาชิกแล้ว สมาชิกก็จะเขยิบขึ้นเป็นคนสำคัญระดับโลก เดินทางไปประเทศใด ก็จะมีเครือข่ายที่มองไม่เห็น คอยจัดการอำนวยความสะดวกให้ทุกอย่าง รวมทั้งคอยจำกัดศัตรูและอุปสรรคต่างๆเพื่อให้สมาชิกได้ประสบแต่ความสำเร็จสามารถใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่นก้าวขึ้นสู่การเป็นบุคคลสำคัญองค์กรลับระดับโลกที่มีชื่อเสียง เช่น องค์กรหัวกะโหลกกระดูกไขว้ หรือ สกัลล์ แอนด์ โบนส์, สภาความ สัมพันธ์ระหว่างประเทศซีเอฟอาร์ CFR, ไทรเลตเทรอล คอมมิสชัน, บิลเดอร์เบิร์ก และ อิลลูมิเนติ องค์กรลับทั้ง 5 แห่งเหล่านี้มีการประสานงาน ร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลและ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน จึงสามารถครองโลกได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดยิ่งขึ้น

- ระดับขั้นของฟรีเมสันนั้นแบ่งได้เป็น 2 สายคือ สายสก๊อตติช ไรท์ (Scottish Rite) หรือสายยุโรป กับ สายยอร์ก ไรท์ (York Rite)หรือสายอเมริกัน
-สายสก๊อตติชไรท์ แบ่งเป็น 33 ขั้น หมายถึง อายุของพระเยซู
-สายยอร์กไรท์ แบ่งเป็น 13 ขั้น หมายถึง วันศุกร์ที่ 13 ที่พวกอัศวินไนท์เทมปลาร์
ที่โดนเผาทั้งเป็น ในข้อหานอกรีต
- ระดับขั้นที่ 33 กับ 13 จะเป็นระดับขั้นสูงสุด ของเมสัน หรือที่เราได้ยินกันบ่อยๆ ว่าสมาชิกระดับสูง
โดยสมาชิกระดับสูงนี้ จะได้รับการเปิดเผยความลับทั้งหมดเกี่ยวกับเมสัน


-ชนวนของสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่อาร์คดยุก ฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์ แห่งออสเตรีย ( Archduke Franz Ferdinand of Austria ) ถูกลอบสังหาร โดยนักศึกษาชาวเซอร์เบีย กาวิโล ปรินซิป ( Gavrilo Princip ) อายุ 19 ปี ซึ่งฆาตกรที่ถูกจับได้เป็นสมาชิกของกลุ่มแบล็กแฮนด์ที่สนับสนุนโดยองค์กรลับฟรีเมสันส์-อดีตประธานาธิบดีจอร์จ เอช ดับเบิลยู บุช ผู้พ่อ สมัยหนุ่มเคยเข้าพิธีสาบานตนต่อหน้าคัมภีร์ ฟรีเมสันส์ แต่ไม่ได้เข้าพิธีอย่างสมบูรณ์ จึงไม่ถือว่าเป็นสมาชิกของฟรีเมสันส์ เช่นเดียวกับประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช คนลูกก็พยายามหาทางเข้าเป็นสมาชิก แต่ทำพิธีได้ไม่ครบจึงไม่ถือว่าเป็นสมาชิกฟรีเมสันส์-บิลล์ คลินตัน ฉายแววผู้นำตั้งแต่ยังเด็ก สมัยเด็กได้ทำพิธีในสำนักเดอโมเลย์ ซึ่งเป็นสำนักฟรีเมสันส์สำหรับเด็กสมาชิกองค์กรลับฟรีเมสันส์ คนอื่นๆ ก็เช่น เฮนรี ฟอร์ด, วอลเตอร์ ไครส์เลอร์, โธมัส เจ วัตสัน, เอิร์ล วอร์เรน (หัวหน้าคณะทำงาน สอบสวนคดีลอบสังหาร จอห์น เอฟ.เคนเนดี),เจ. เอดการ์ ฮูเวอร์ (เจ้าพ่อเอฟบีไอ)-กษัตริย์วิลเลียมที่ 4 แห่ง อังกฤษ, กษัตริย์จอร์จที่ 4 แห่งอังกฤษ, กษัตริย์จอร์จที่ 6 แห่งอังกฤษ, โฮเซ เดอ ซาน มาร์ติน (วีรบุรุษของชาวอาร์เจนตินา), นโปเลียน โบนาปาร์ต, กษัตริย์ฮุสเซน แห่งจอร์แดน, ยาวะหะราล เนห์รู, ยิตซัค ราบิน, ยัสเซอร์ อาราฟัต, เซอร์ วินส์ตัน เชอร์ชิลล์,วูล์ฟกัง อมาดิอุส โมสาร์ต, ลุตวิกฟานบีโธเฟน, เกรน ฟอร์ด, คลาร์ค เกเบิล, จอห์น เวย์น, โธฮัน วูล์ฟกัง, ฟอน เกอเธ, จอห์น เกรน, เจมส์ วัตต์ ,นายพลดักลาส แมคอาร์เธอร์ ,เซอร์อเลกซานเดอร์เฟลมมิ่ง ,เออร์เนสท์ บอร์กไนน์ รวมทั้งผู้พันแซนเดอร์ ( Colonel Sanders ) ผู้ก่อตั้งเคเอฟซีฟาสต์ฟู้ดซื่อดังของโลก ประธานาธิบดีสหรัฐเป็นสมาชิกฟรีเมสันส์เต็มรูปแบบถึง 15 คน และเป็นรองประธานาธิบดี 19 คน
ปัจจุบันในสหรัฐอเมริกามี สำนักงานองค์กรลับฟรีเมสันส์อยู่ครบทุกรัฐ องค์กรฟรีเมสันส์เข้าไปในสหรัฐฯเมื่อพศ.2276 ( 1733 ) สมัยปลายกรุงศรีอยุธยา สำนักฟรีเมสันส์แห่งแรกตั้งที่เมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเสตต์ แต่เป็นสาขาจากอังกฤษ สำนักงานที่เป็นของ สหรัฐฯเองตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2277 ที่เมืองซาวันนา รัฐจอร์เจีย ต่อมาพวกฟรีเมสันส์ในสหรัฐฯแบ่งเป็น 2 สาย คือสายสมัยใหม่ และสายเก่าแก่ที่เรียกว่าสายแอนเทียนต์-ในหลายประเทศ มีองค์กรลับ คอยดูแลความเป็นไปของชาติ โดยการรวบรวมคนที่ฉลาดจริงๆ มีการศึกษาดีเข้ามาอยู่ด้วยกัน คนพวกนี้จะเข้าใจความเป็นไปของโลก มีเครือข่ายเหมือนใยแมงมุม เมื่อมีปัญหาที่ประเทศชาติบ้านเมืองของตนต้องการความช่วยเหลือ สมาชิกขององค์กรลับเหล่า นี้ก็จะใช้ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นที่สุดของตนเองเข้าไปจัดการแก้ไขปัญหาเหล่านั้น-ในประเทศไทยของเรา ก็คงมีสมาชิกองค์กรลับฟรีเมสันส์อยู่หลายคน รวมทั้งสมาชิกขององค์กรที่ทรงอิทธิพลอย่าง CFR ก็น่าจะมีไม่น้อย

บิลเดอร์เบิร์ก
( Bilderberg )

เป็นสมาคมลับของชนชั้นสูง สําหรับเหล่ามหาเศรษฐี ในโลกแห่งการทําธุรกิจ และธนาคารข้ามชาติ การเมือง และรวมถึงประชาชนทั่วไปที่เป็นมืออาชีพ เป็นอีกสมาคมหนึ่งที่อยู่คู่กับ ฟรีเมสัน ก่อตั้งในปีพ.ศ.2497 โดย Dr. Joseph Retinger ชาวยิวโดยการประชุมนัดแรกนัดกันที่โรงแรมบิลเดอร์เบิร์ก Hotel de Bilderberg เมืองอูสเตอร์บีก ฮอลแลนด์ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อกลุ่ม
โดยมีผู้สนับสนุนคือ เจ้าชายเบิร์นฮาร์ดพระสวามีของราชินีจูเลียน่าแห่งฮอลแลนด์ สมาชิกกลุ่มนี้มี เฮนรี คิสซิงเจอร์, บิลล์ เกตส์ (เศรษฐี อันดับ 1 ของโลก), เดนนิส เฮียเลย์ (อดีตผู้นําพรรคแรงงานและ รมว.ความมั่นคงของอังกฤษ) กลุ่มรอทไชลด์ (Rothschild) จากเยอรมันที่คุมการเงินการธนาคารทั่วทั้งยุโรป เดวิด ร็อคกีเฟลเลอร์ (Rockefeller)มหาเศรษฐีเจ้าของกิจการน้ำมันและการธนาคารของสหรัฐ ,โดนัลด์ รัมส์เฟลด์(Donald Rumfeld)อดีตรัฐมนตรีกลาโหมและนักธุรกิจสหรัฐ ฯโดยกลุ่มจะทําการประชุมกันปีละครั้ง อย่างเปิดเผย โดยจะมีสมาชิกเข้าร่วมประชุม 100 ที่นั่ง ทุก 1 ปีที่เจอกัน เพื่อจะเปลี่ยนโลกนี้ ให้เป็นอย่างที่พวกเขาที่เป็นชาวยิว อยากให้เป็น ในฐานะที่พวกเขาเป็นรัฐบาลของโลกที่แท้จริง เชื่อว่าเป็นสมาคมที่อยู่เบื้องหลัง การเงิน เศรษฐกิจ และที่ปรึกษาและการวางแผนระดับสูง และควบคุม นโยบายหลักๆ ของรัฐบาลของโลก
กลุ่มนี้จะไม่มีตราสัญลักษณ์ใดๆ เลย
เชื่อว่ากลุ่มนี้ยังมีจุดประสงค์เพื่อก่อตั้งกองทหารโลกหรือกองกำลังพิเศษของสหประชาชาติโดยสามารถปฏิบัติการได้ทันท่วงทีทั่วโลกโดยไม่จำเป็นต้องให้แต่ละประเทศตัดสินใจว่าจะเข้ามามีส่วนร่วมหรือไม่การบุกโจมตีเข้ายึด อัฟกานิสถานและอิรัก ความพยายามในการสกัดกั้นจีน และความรุนแรงที่เกิดขึ้นในบางประเทศ จุดมุ่งหมายคือเพื่อโลกเสรี ที่ไม่เอาคอมมิวนิสต์ โดยมีการวางแผนและประสานงานจาก องค์กรลับของโลกที่มีเครือข่ายโยงใยทั่วโลก
หนังสือพิมพ์สวีเดนได้ลงข่าวการประชุมของกลุ่มบิลเดอร์เบิร์กที่เมืองโกเทนเบิร์ก(Gothenburg) สวีเดน ระหว่างวันที่ 24-27 พฤษภาคม 2544 (2001) พร้อมทั้งรายชื่อสมาชิกคนสำคัญที่เข้าร่วมประชุม

คณะมนตรีไตรภาคี
หรือคณะกรรมาธิการสามฝ่าย
ไทรเลตเทอรอลคอมมิสชั่น
(Trilateral Commission)


หรือ ทีแอลซี
ปี 1973 / 2516 เดวิด ร็อกกีเฟลเลอร์ (David Rockefeller ) ก่อตั้งคณะกรรมาธิการ 3ฝ่าย ( Trilateral Commission ) ประกอบด้วยผู้แทนจากประเทศต่างๆในทวีปอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น โดยมีจุดประสงค์ให้ความร่วมมือกันทางด้านการเงินและอุตสาหกรรม โดยคัดเลือกจากผู้มีตำแหน่งสูงในบริษัทเอกชนหรือมีตำแหน่งทางการเมือง อันประกอบด้วยสมาชิก 107 คนจากทวีปอเมริกา 150 คนจากทวีปยุโรป และ 75 คนจากญี่ปุ่น
มีการประชุมครั้งแรก เมื่อปี 2516 (1973) ที่กรุงโตเกียว มีสมาชิกจากบุคคลที่มีชื่อโดดเด่นราว 350 คนประกอบด้วผู้บริหารระดับสูง สื่อมวลชน นักวิชาการ อดีตนักการเมือง ผู้นำสหภาพ ผู้นำเอนจีโอจากทั้งสามภูมิภาค
ต่อมาในปี 2000 พ.ศ. 2543 ได้ขยายไปในเอเชียและแปซิฟิก รวมเกาหลีใต้ จีน ไต้หวัน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และประเทศกลุ่มอาเซียน เชื่อกันว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงคือ การเข้าควบคุมระบบการเงินและวัตถุดิบของโลกหรือเป็นการจัดระเบียบโลกตามแบบ New World Order ในอีกรูปแบบหนึ่งสมาชิกล้วนแต่เป็นผู้ทรงอิทธิพลทั้งสิ้น เช่น อดีตประธานาธิบดีจอร์ชบุช จิมมี่คาร์เตอร์ บิลล์คลินตัน อดีตรองประธานาธิบดีดิคเชนีย์ อดีตรัฐมนตรีต่างปรเทศเฮนรี่คิสซิงเกอร์ โดยมีการจัดกิจกรรมเดินทางเยือนภูมิภาคต่างๆเพื่อเพื่อประสานงานทางการเมืองและเศรษฐกิจโดยใช้การสาธารณกุศลการบริจาคสมทบทุนบังหน้า เพื่อจุดประสงค์ในการควบคุมระบบการเมืองของสหรัฐและของโลกเอาไว้

ขบวนการยิวไซออนิสต์
( Zionism )
ไซออนิสต์เป็นชื่อภูเขาลูกหนึ่งในกรุงเยรูซาเล็ม เป็นขบวนการชาตินิยมยิวโดยมีวัตถุประสงค์เบื้องต้นในการสถาปนารัฐยิวในดินแดนปาเลสไตน์และมีอุดมการณ์ทางความคิดที่สืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยสงครามบาบิโลนในปีพ.ศ.1081-1129 หรือเกือบพันปีก่อน และได้เกิดขบวนการไซออนิสต์หัวรุนแรงหลังเหตุการณ์สังหารหมู่ชาวยิวในรัสเซียเมื่อปีพ.ศ. 2425 มีการประกาศเจตนารมณ์นำพา

ชาติยิวยึดครองโลกโดยเปิดการสัมมนาชาติยิวทั่วโลกเมื่อปีพ.ศ.2440 โดยนายธีโอดอร์ เฮอร์เซิล ( Theodor Herzl ) จากพื้นฐานความเชื่อที่ว่าชนชาติยิวคือมนุษย์สายพันธุ์ที่มีความเป็นเลิศจึงจำเป็นต้องเป็นผู้นำให้ชาติอื่นๆ อย่างไม่มีทางเลือกอื่นใด

และมีความเชื่อว่าหมดยุคของอำนาจศาสนาที่ได้ปกครองมายาวนานและได้เข้าสู่ยุคของอำนาจที่แท้จริงคือเงินทุนและทองคำที่พวกเขาต้องยึดกุมอำนาจเหล่านี้ไว้ในมือเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของตน คือนำชนชาติยิวให้กลายเป็นผู้นำของมวล
มนุษย์ทั้งปวง


โดยพวกเขาต้องครอบครองสื่อ ด้วยการกว้านซื้อสื่อสารมวลชนและหนังสือพิมพ์เอาไว้ในมือ รวมทั้งแผนยุทธศาสตร์ 3 ขั้นตอนนั้นจะต้องสร้างคน โดยคัดเลือกเยาวชนยิวที่มีคุณภาพดีที่สุด เข้าสู่ระบบการศึกษาที่มีคุณภาพที่สุดในโลก เช่น ฮาวาร์ด เคม บริดจ์ ออกซ์ฟอร์ด เอ็มไอที สนับสนุนและส่งเสริมให้เข้าทำงานในหน่วยงานที่มีอิทธิพลต่อการเมืองและเศรษฐกิจของทั้งยุโรปและอเมริกา และของโลก เช่น UN, FBI, CIA โดยมีสมาคมและองค์กรทั้งลับและไม่ลับอีกมาก ทั่วโลก เช่น สโมสรไลอ้อน โรตารี่ ร่วมปฏิบัติงานในทุก ๆ ด้าน
องค์กรลับระดับโลกนับว่ามีบทบาทอย่างมากในการจัดระเบียบโลกใหม่ของสหรัฐอเมริกาที่อาศัยกระแสโลกาภิวัตน์ในแบบของตนซึ่งเป็นแบบไร้จริยธรรม นับตั้งแต่การเริ่มก่อตั้งสหประชาชาติที่ต้องอาศัยเงินทุนของนักธุรกิจระดับใหญ่ซึ่งต่างก็เป็นสมาชิกขององค์กรลับเหล่านี้ด้วยกันทั้งนั้น

....................

ไม่มีความคิดเห็น: