วันอาทิตย์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2560

องค์การสหพันธรัฐไท ( The Organization For Thai Federation )

ตราองค์การสหพันธรัฐไท


องค์การสหพันธรัฐไท

ติดตามรายการสด ได้ที่ 
FAIYEN CHANNEL :  
กด ติดตาม หรือ Subscribe เพื่อรับการแจ้งเตือนเมื่อมีรายการใหม่ๆ ครับ
กรณีรับฟังไม่ได้ ให้เลื่อนหน้าช่องยูทูบลงด้านล่าง แล้วเปลี่ยนเนื้อหาเป็นประเทศอื่นที่ไม่ใช่ประเทศไทย
สำหรับมือถือให้ทำดังนี้ เมื่อเข้าyou tube แล้ว ที่แถบสีแดงมุมขวาบนจะมีจุด3จุด : แนวตั้ง ให้แตะตรงจุด เลือกตั้งค่า>ทั่วไป โหมดจำกัดเนื้อหา=ให้ปิด, ตำแหน่งของเนื้อหา=ระบุประเทศอะไรก็ได้ ห้ามเลือกไทยครับ


1. วัตถุประสงค์ :
เพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง โดยให้อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ เป็นของประชาชน มาจากประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน

2. แนวทาง :
  ปัญหาหลัก คือ ระบอบเผด็จการกษัตริย์ ที่มีอำนาจเด็ดขาดและผูกขาดแบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาต่างๆ  ดังต่อไปนี้
2
.1 ความไม่เป็นธรรมในสังคม ผ่านกระบวนการ นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ และรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย โดยสิ่งเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรักษาผลประโยชน์ และปกป้องสถาบันกษัตริย์และพวกพ้อง
2
.2 ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย ทำให้เกิดการกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรม โดยที่รายได้ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดถูกเก็บไว้ให้กับสถาบันกษัตริย์และพรรคพวก  จนเกิดระบบอุปถัมภ์ ที่ผูกขาดทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม การศึกษา และสื่อสารมวลชน เป็นผลให้ประชาชน ส่วนใหญ่ยากจน แต่ความร่ำรวยมั่งคั่งส่วนใหญ่ตกไปอยู่กับสถาบันกษัตริย์และพวกพ้องบริวาร แม้ว่าประเทศไทยจะมีความอุดมสมบูรณ์ ทั้งในเรื่องของทรัพยากร ธรรมชาติ ภูมิศาสตร์  และ ประเพณีวัฒนธรรม
2
.3 การละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ทำให้ประชาชนไทยไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้โดยเสรีและไม่สามารถใช้สิทธิขั้นพื้นฐานในด้านต่างๆ ได้โดยเฉพาะ การใช้กฎหมาย อาญามาตรา 112 ซึ่งเป็นกฎหมายที่จำกัดสิทธิ เสรีภาพอย่างรุนแรง และนำมาบังคับประชาชนมิให้แสดงความคิดเห็นที่แตกต่างหรือวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ที่เป็นประมุขของประเทศ ทั้งในเชิงสัญลักษณ์และในเชิงผู้ทรงอำนาจ โดยมีหลักการ เนื้อหา บทลงโทษ และวิธีการพิจารณาที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนสากล อย่างชัดเจนและรุนแรง ไม่ต่างจากการล่าแม่มดในยุโรปยุคกลาง
2
.4 การขาดโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ ให้ก้าวหน้าทันประเทศอื่นๆ จากการปิดกั้นโอกาสการเรียนรู้และรับรู้ของประชาชน เนื่องจากมีการควบคุมสื่อในทุกแขนง และการปลูกฝังความคิด ความเชื่อ ตั้งแต่แรกเกิดผ่านระบบการศึกษา สังคม ประเพณี วัฒนธรรม   ตามอุดมการณ์ของระบอบเผด็จการกษัตริย์นิยม




3. นโยบายและเป้าหมายขององค์การสหพันธรัฐไท :
องค์การสหพันธรัฐไท จัดตั้งขึ้นเพื่อเตรียมการและดำเนินการเปลี่ยนแปลงระบอบเผด็จการกษัตริย์นิยม ให้มาเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐอย่างแท้จริง โดยวิธีการ
3
.1 สร้างและปลุกความคิดตามอุดมการณ์ในระบอบสหพันธรัฐ ผ่านช่องทางสื่อต่างๆ เพื่อให้ประชาชนไทยได้ตระหนักในสิทธิเสรีภาพ รวมถึง ความเสมอภาคเท่าเทียม และความหวงแหนในผลประโยชน์ที่ตนพึงได้รับในฐานะที่เป็นเจ้าของประเทศอย่างแท้จริง
3.2 ประสานงานเพื่อจัดตั้งองค์กรของประชาชน  เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองให้เป็นระบอบสหพันธรัฐโดยเร็ว
    
4. ขั้นตอนการดำเนินงาน :
4.1 เร่งเผยแพร่แนวทางและนโยบายขององค์การสหพันธรัฐไท และจัดตั้งองค์กรเคลื่อนไหวทั้งภายในและภายนอกประเทศ
4.2 จัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล เพื่อร่างรัฐธรรมนูญในระบอบสหพันธรัฐ เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งในทุกระดับ ทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาค และท้องถิ่น  โดยมีตัวแทนจากองค์กรที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ เช่น สหประชาชาติ, ประชาคมยุโรป,องค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ เป็นต้น

5. คำขวัญ : ล้มเลิกระบอบเผด็จการกษัตริย์  สถาปนาสหพันธรัฐไท



คำประกาศองค์การเพื่อสหพันธรัฐไทย (อพสท.)
เป็นเวลากว่า 70 ปีแล้วที่ประชาชนไทยต้องอยู่ภายใต้ร่มเงาของระบอบอุปถัมภ์ที่เต็มไปด้วยการโฆษณาชวนเชื่ออย่างงมงายในรัชสมัยของกษัตริย์ภูมิพล ท่ามกลางการโหมประโคมกล่าวอ้างตนว่าเป็นราชาแห่งเทพที่ประชาชนต้องเคารพสักการะเทิดทูนและเป็นที่รักยิ่งของประชาชนไทยโดยไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน จากการประสานงานของเครือข่ายผู้จงรักภักดีที่มักเป็นคนชั้นสูงรวมไปถึงบรรดาข้าราชการชั้นสูงและขุนศึกขุนทหารที่ทำหน้าที่สนับสนุนค้ำยันระบอบที่ปล้นสิทธิเสรีภาพและอำนาจอธิปไตยตลอดจนความสมบูรณ์พูนสุขไปจากประชาชนไทยทั้งประเทศ จึงเป็นความชัดเจนที่ไม่ต้องสงสัยหรือลังเลใจอีกต่อไปแล้วว่าถึงเวลาที่ประชาชนไทยจักต้องพร้อมใจกันทวงคืนอำนาจสูงสุดของตนกลับคืนมาแล้วสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงที่ให้สิทธิเสรีภาพ และเคารพในในสิทธิมนุษยชนและความเสมอภาคเท่าเทียมของมนุษยชาติด้วยกัน จะต้องไม่มีระบอบประชาธิปไตยจอมปลอมที่มีกษัตริย์อยู่เหนือกฎหมายและอยู่เหนือความถูกต้องชอบธรรมอีกต่อไป ประชาชนไทยจักต้องร่วมกันสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงภายใต้ธงสหพันธรัฐไทที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง โดยกระจายอำนาจการปกครองไปสู่รัฐในแต่ละภูมิภาคตามเขตพื้นที่และชาติพันธุ์ รวมไปถึงความคล้ายคลึงทางสังคมประเพณีวัฒนธรรม เพื่อการปกครองและการบริหารจัดการที่เป็นตัวของตัวเอง ทำให้เกิดความเป็นอิสระและการบริหารจัดการที่คล่องตัวตามรัฐธรรมนูญและการตกลงร่วมกันแทนการรวมศูนย์อำนาจการปกครองและการบริหารจัดการที่ถูกผูกขาดโดยส่วนกลาง
จึงได้มีการก่อตั้งองค์การเพื่อสหพันธรัฐไทโดยกลุ่มคนไทยที่มีความเชื่อมั่นในสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคเท่าเทียมรวมทั้งมีเจตนารมณ์แน่วแน่ที่จะร่วมกันเรียกร้องความเป็นคนของประชาชนกลับคืนมาแทนที่จะเพียงแค่ฝ่าละอองธุลีพระบาทภายใต้ระบอบเผด็จการกษัตริย์นิยม โดยจะไม่ยอมก้มหัวให้กับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมและไม่มีความยุติธรรมอีกต่อไป ประชาชนไทยได้ถูกกดขี่ขูดรีดและครอบงำโดยระบอบเผด็จการกษัริย์นิยมมาเป็นเวลาที่นานมากเกินไปแล้ว และถึงเวลาที่พวกเราจะได้ประกาศเปิดเผยความจริงต่อชาวไทยผู้ถูกกดขี่เหยียบย่ำจากระบอบภูมิพลและราชวงศ์จักรีมาช้านาน ทั้งนี้พวกเราขอเรียกร้องการสนับสนุนจากประชาคมโลกและบรรดาองค์กรระหว่างประเทศในการจัดตั้งและสถาปนาสหพันธรัฐไท ด้วยหลักการและเหตุผลดังต่อไปนี้
1
. ประเทศไทยมิได้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุขตามที่โฆษณาหลอกลวงกัน แต่ในทางปฏิบัติกลับเป็นการปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือเผด็จการกษัตริย์นิยม แม้ว่าจะมีการล้มล้างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์โดยคณะราษฎรเมื่อ 24 มิถุนายน 2475 แต่เครือข่ายเผด็จการกษัตริย์นิยมก็ได้กลับฟื้นคืนอำนาจทั้งในทางเศรษฐกิจและการเมืองรวมทั้งความเข้มแข็งมั่นคงของสถาบันกษัตริย์ เครือข่ายเผด็จการกษัตริย์นิยมยังได้เข้าครอบงำและยึดกุมอำนาจสูงสุด ด้วยการแทรกแซงทางการเมืองและสร้างสถานการณ์ให้เกิดความไม่สงบเพื่อนำไสู่การรัฐประหารที่ได้รับการสนับสนุนและรับรองโดยกษัตริย์ภูมิพลหลายครั้งหลายหน เครือข่ายเผด็จการกษัตริย์นิยมของระบอบภูมิพลยังได้ใช้วิธีการที่แนบเนียนในการเข้าแทรกแซงและบ่อนทำลายองค์กรประชาธิปไตยและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้งยังได้สร้างมายาคติว่าสถาบันกษัตริย์ไทยคือทางเลือกของระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆที่ถูกต้องและเหมาะสมกว่าประชาธิปไตยแบบสากล
2
. ความย้อนแย้งของราชวงศ์ที่รวยที่สุดในโลกกับคนไทยที่ยังลำบากยากจน
จากการโหมโฆษณาเผยแพร่ข่าวพระราชกรณีกิจการเสด็จเยือนท้องถิ่นทุรกันดารของกษัตริย์ภูมิพลในทุกสื่อทุกช่องทางทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องยาวนานไม่ได้ขาดโดยแฝงนัยของการเอาชนะความยากจนและการพัฒนาอย่างยั่งยืนจนทำให้กษัตริย์ภูมิพลได้รับสมญาว่าเป็นกษัตริย์นักพัฒนาผู้ทรงอุทิศพระองค์ด้วยพระอุตสาหวิริยะโดยทรงลำบากตรากตรำเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของราษฎรของพระองค์ในท้องถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศ ทำให้กษัตริย์ภูมิพลได้รับการถวายปริญญาบัตรดุษฏีบัณฑิตย์กิตติมศักดิ์มากที่สุดในโลกรวมทั้งการได้รับสิทธิบัตรจากการประดิษฐ์คิดค้นของพระองค์รวมไปถึงพระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพในศาสตร์แขนงต่างๆทั้งวิทยาศาตร์ การกีฬา ศิลปศาตร์ การดนตรีและงานพระราชนิพนธ์ แม้ว่ากษัตริย์ภูมิพลจะได้รับการจัดอันดับให้เป็นกษัตริย์ที่รวยที่สุดในโลกติดต่อกันหลายปีแต่   พระองค์ก็ยังได้พระราชทานพระบรมราโชวาทเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้ราษฎรของพระองค์มีความสุขจากความพอใจในสิ่งที่ตนเองเป็นอยู่และมีอยู่แม้ต้องเผชิญความลำบากขัดสนในการดำรงชีวิตมาก โดยให้ยึดถือแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ไม่หลงใหลไปกับรายได้ที่มากขึ้นและความมั่งคั่งร่ำรวยจากนโยบายประชานิยมที่พวกนักการเมืองนำมาใช้สร้างเป็นผลงาน  ในขณะที่สถาบันทางการเงินระดับโลกได้ยืนยันว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความแตกต่างทางรายได้สูงติดอันดับโลก แต่รัฐบาลไทยก็ยังคงต้องจัดสรรงบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อบำรุงเลี้ยงดูและสนับสนุนพระราชวงศ์ของไทยทั้งๆที่เป็นราชวงศ์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลกหลายปีติดต่อกันด้วยทรัพย์สินมากกว่า 30 ล้านเหรียญสหรัฐ



3.เรื่องต้องห้ามของการพาดพิงสถาบันกษัตริย์ที่เรียกว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่ถือได้ว่าเป็นกฎหมายที่ปกป้องรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของระบอบเผด็จกษัตริย์นิยมได้เป็นอย่างดี   ทำให้ไม่มีทางรู้เลยว่ามีใครมากน้อยแค่ไหนที่ไม่ต้องการสถาบันกษัตริย์เพราะห้ามประชาชนต้องเคารพและเทิดทูนสถาบันกษัตริย์แต่เพียงสถานเดียวเท่านั้น ห้ามแสดงเป็นอย่างอื่นโดยเด็ดขาดแม้เพียงเล็กน้อยก็ไม่ได้ การที่ได้จัดไว้ในหมวดความมั่นคงที่ผู้ใดจะทำการฟ้องร้องก็ได้ รวมไปถึงกระบวนการพิจารณาและการตีความที่กว้างขวางโดยยึดหลักการที่ต้องแสดงความจงรักภักดีแบบล้นเกิน ทำให้กฎหมายเผด็จการที่มีอัตราโทษถึงจำคุกสูงสุด 15 ปีนี้ กลายเป็นเครื่องมือในการจำกัดสิทธิเสรีภาพ กลั่นแกล้ง กำจัดและกำราบปราบปรามฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองโดยเฉพาะฟากฝ่ายที่โน้มเอียงไปในแนวทางประชาธิปไตย โดยมีแนวโน้มในการใช้กฎหมายปกป้องสถาบันกษัตริย์เผด็จการเพิ่มสูงมากเป็นประวัติการณ์ ทั้งจำนวนคดี ผู้ถูกจับกุมคุมขัง ความป่าเถื่อนรุนแรง รวมทั้งผู้ที่หลบจากภัยคุกคามและข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นธรรมนี้ ที่มีจำนวนสูงมากขึ้นเป็นประวัติการณ์
4.การที่กษัตริย์ไทยรับรองการรัฐประหาร
ในขณะที่ประชาชนไทยเริ่มมีความรู้ความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญในหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยอย่างกว้างขวางและลึกซึ้งมากกว่าแต่ก่อน แต่สถาบันกษัตริย์ของไทยก็ยังสนับสนุนและรับรองการรัฐประหารอีกเมื่อ 19 กันยายน 2549 และยังคงแสดงออกในทางบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยโดยเปิดเผยในที่สาธารณะรวมไปถึงการสนับสนุนและรับรองการรัฐประหารครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ประกอบไปกับการบังคับใช้กฎหมายมาตรา 112 เพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์ที่เป็นเสาหลักของเผด็จการ ที่โดดเด่นและชัดเจนมากที่สุดอีกอันหนึ่ง ก็คือ มาตรา 44 ที่ให้อำนาจหัวหน้าคณะรัฐประหารอย่างไม่มีขอบเขตด้วยการเห็นดีเห็นงามของกษัตริย์
5
.รัชกาลใหม่ที่เต็มไปด้วยปัญหา
เจ้าชายวชิราลงกรณ์ได้ขึ้นครองราชสมบัติหลังการสวรรคตของกษัตริย์ภูมิพลผู้เป็นพระราชบิดา วชิราลงกรณ์เป็นคนเจ้าสำราญที่หมกมุ่นกับกามารมณ์และผ่านการแต่งงานมาแล้วสามครั้งโดยที่พระองค์ไม่ได้แสดงความสนใจหรือความรับผิดชอบในการปฏิบัติภาระหน้าที่ที่เรียกว่าพระราชกรณียกิจเพื่อเสริมพระบารมีและความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันกษัตริย์แต่อย่างใด กษัตริย์วชิราลงกรณ์กลับยังคงดำรงตนเป็นนักล่าผู้หญิง กษัตริย์เจ้าสำราญผู้ฟุ้งเฟ้อ แถมยังชอบทำตัววิปริตวิตถารและโหดเหี้ยมทารุณผิดมนุษย์ ประชาชนไทยแทบทุกคนได้รู้ถึงกิตติศัพท์ของวชิราลงกรณ์ผู้ได้กลายเป็นบุคคลที่เป็นที่เกลียดชังไปทั่วประเทศ มาตั้งแต่ทศวรรษที่ 2510 ในขณะที่มีคนไทยจำนวนมากเริ่มตั้งข้อสงสัยว่าทำไมประเทศยังจะต้องมีสถาบันกษัตริย์แบบนี้อีกต่อไป
6
.รัฐบาลเผด็จการทหารที่ปฏิเสธประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง
ประเทศไทยได้กลายเป็นประเทศเดียวในโลกปัจจุบันที่อยู่ภายใต้เผด็จการทหารเต็มขั้นนับตั้งแต่การรัฐประหารล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ในนามของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (ค.ส.ช.) นับเป็นคณะรัฐประหารที่เป็นเผด็จการหนักยิ่งกว่าเผด็จการทหาร รสช. ในปี 2534 และเผด็จการ คมช. ในปี 2549 โดยเฉพาะการใช้มาตรา 44 ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ให้อำนาจสั่งการได้ทุกอย่างในทุกกรณีโดยไม่มีข้อยกเว้น และได้มีการใช้มาตรา 44 เป็นประจำอย่างพร่ำเพรื่อตามอำเภอใจโดยไม่เปิดโอกาสให้มีการตรจสอบใดๆเลย
บทสรุป
องค์การสหพันธรัฐไทได้จัดตั้งขึ้นโดยเสรีชนที่มีความเชื่อมั่นศรัทธาอย่างเต็มเปี่ยมในสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคเท่าเทียมตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ประเทศไทยจะต้องมีการปกครองโดยประชาชนและด้วยความยินยอมพร้อมใจของรัฐสมาชิกแห่งสหพันธรัฐ เราจึงขอประกาศสิทธิ์ในการจัดการประเทศชาติของเราตามฉันทามติของประชาชนในทุกภูมิภาค เพื่อนำมาซึ่งความเป็นธรรมในการกระจายอำนาจและการบริหารจัดการทรัพยากรและงบประมาณอย่างเท่าเทียมและทั่วถึงตามเจตนารมณ์ร่วมกันของชาวสหพันธรัฐไท
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
Organization for Thai Federation (OTF)

Goal: To change the royal junta regime in Thailand to a federation where powers and benefits are distributed fairly and equally to all regions.
Short-term Objectives:
1
.Expedite the process of building and organizing the revolutionary masses at all levels in preparation for wresting sovereignty from the tyrannical regime and to the people so that the executive, legislative, and judicial powers will truly and permanently belong to the people.
2. Establish a constitution drafting committee via elections across the federation under the supervision and endorsement of the United Nationsand/or European Union's assigned agency.


Declaration of THE ORGANIZATION FOR THAI FEDERATIONS (OTF)
More than seven decades  that Thai people have been patronized and deluded under the reign of King Bhumibol Adulyadej ,  who claimed himself to be the most sacred and  beloved King. With the support from the minority of elites and groups of high society who called themselves royalists  together with the military troops who support the whole royal   Chakri Dynasty family  to  oppress, and deprive the majority of 68-million Thai people of their liberty and civil rights.
It is beyond doubt that now it is the time for Thai People to have a whole new regime that will be governed by the people and for the people. Under a genuine democratic constitution, the people can live their lives with freedom, with their human rights and equality upheld and respected.
There must be no more the so called constitutional monarchy; but a true democratic rule under the Thai Federation where the absolute power remains with the people. The country will be divided into federated states in accordance with the peoples regional, ethnic, social and cultural backgrounds. The development, educational, legislative, and other policies will no longer be stipulated by and only by the capital city of Bangkok, but by the mutual agreements of the FEDERATED STATES of the people.
The Organization for Thai Federation (OTF), is initiated by a group of people who believe that it is time for Thai people to be reborn as free human beings, and not any longer mere dust underneath the feet of any Rulers.
We will not stand any longer any unfair or unjust acts against us Thai People.
We have been misled by the monarchical institution for far too long.  Here are the points of argument that we must address for the world to hear the open truths, as we aim for the awakening of Thailand, which has been long oppressed beneath the feet and throne of King Bhumibol and the Chakri Dynasty. They are to be unfolded in the following
We plead to the World, the United Nations, human rights organizations, democratic countries, and all the governments and organizations that believe in the democratic rule, and equality of the people, to lend us their helping hands to free our people, and assist us in the formation of Thai Federation.
1. The Reversion of the Constitutional Monarchy to the De- Facto Absolute Monarchy.
King Bhumibol came to the throne in 1946; just fourteen years after the absolute monarchy was overthrown in 1932. The institution of the monarchy had nearly been eclipsed by new political forces.
By the 1960s, pro-royalists, allied with the Thai military, succeeded in recovering the monarchys financial base and resurrecting the institution.
The King, and the Palace intervened directly in political unrest on a number of occasions, most notably in 1973 and 1992. The King also endorsed at least half a dozen coups between 1957 and 1991. From 1992 to 2005, the network monarchy refined its approach, subtly undermining democratic institutions and elected prime ministers. They have also tried to portray the monarchy as an alternative source of legitimacy to the electoral democracy.
2.  The Contrast: The Wealthiest Royal Family vs. the Poverty of Thai people
With the late Kings highly publicized trips into rural areas and the myriad of royal projects throughout the country, purportedly carried out to alleviate rural poverty, the King was perceived as a ruler who dedicated his life to the betterment of the people. Contributing to the Kings prestige was his world-record-breaking number of honorary degrees, patents for his inventions, and his considerable skills in art, music, and writing.  Despite him being named the richest monarch in the world for many consecutive years, the late King preached, through the Sufficiency Economy  Ideology  that his subjects should be happy in their poverty and always opposed any redistribution of wealth. This fact has been confirmed by one of the Worlds leading banking institutions, that Thailand is one of the most unequal countries in terms of wealth distribution in the World.
In contrary, the opening up of the entities related to the monarchy to greater public scrutiny showing substantial amount of annual national budget spent on Thai royal family whereas Thai monarch has been continuously listed as the world
s richest monarchy with an estimated personal wealth of more than US$ 30 billion. There is no doubt that King Bhumibol was personally quite popular; but his personal popularity was mostly due to repeated daily one-sided over propaganda nationwide.

3.  A Taboo Subject of the Lèse-Majesté Law The Truth Must Not Be Told.
The unrestrained use of the lèse-majesté law has always limited freedom of expression. The law makes any truthful public polls impossible. On paper, the law protects the king, queen, heir-apparent, and regentIn practice, however, it appears to be used to protect other members of the royal family as a whole. Anyone can make an accusation against other persons, providing a convenient weapon to use against opponents. The law is also notoriously vague, and the courts have interpreted it broadly. As the law is issued under the national security section of the Criminal Code, basic rights such as bail are routinely denied to those accused. Most disastrously, though, are the heavy sentences, and the unprecedented rising number of prosecutions. The maximum sentence is 15 years for each count, by far the highest anywhere in the world in the past century at least. The number of cases has skyrocketed from an annual average of five between 1992 and 2004, to a high of 478 in 2010. Those suggesting amendments to the law have been forced into exile, physically assaulted, threatened with death, or made to disappear without traces.

4.   The Monarchy's Endorsement of the Coups
Finally, there is another factor that has transformed the political landscape where the monarchy is situated. The most significant change in the twilight of the reign has been the deep and pervasive development of political consciousness amongst Thai citizens as a whole. The network monarchy approached the 2006 coup identical to all past coups in Thai history: the coup is endorsed by the monarchy; the coup makers justify the coup publicly by citing corruption of politicians and threats to the monarchy; an amnesty is given; and then the coup is eventually forgotten.
Thai monarchy has consistently undermined democratically elected governments and shown shortsightedness in its public statements and actions
. It has supported and endorsed the toppling of democratically elected governments from time to time including the last coup on May 22 in 2014.


5. The Disputable New King
Thailands present King Vajiralongkorn, a three-time divorced playboy who succeeded the throne after the death of his father King Bhumibol. Vajiralongkorn has shown little interest in the public duties that will be expected of one of the worlds most revered monarchies. Instead, Vajiralongkorn has built up a reputation for womanizing, extravagance, bizarre self-indulgence and occasional cruelty. Almost all Thais know about the exploits of the crown prince, who has been a hated figure in Thailand since the 1970s. Many Thai citizens start wondering why Thailand needs to be under the Monarchy any longer.

6.  The Dictatorial Junta That Totally Disregards Democracy.
Thailand since May 22, 2014 has been the only country under full-fledged military rule in the world. The 2014 coup that toppled the elected government of Yingluck Shinawatra was led by General Prayuth Chan-ocha, who heads a junta called the National Council for Peace and Order (NCPO) and made himself prime minister. The NCPO regime has already outlasted each of Thailands two immediately preceding military regimes in 1991 and 2006 .  After the military-sponsored draft constitution was passed in a heavily controlled referendum on 7 August 2016, looks set to continue ruling the country until late 2017 at least. The junta has detained and issued criminal charges against critics, journalists, peaceful protesters and politicians, among others, while media rights, civil liberties and academic freedom have been severely curtailed.
As a military government, the Prayuth administration benefits from the longstanding perception in Thailand that the military is closely associated with the monarchy
. Under the junta, the use of lese majesty law to crack down on insults and disrespect toward the monarchy has grown more severe and those arrested have been put to trial in the military court instead of a civilian one.
Where would be the light of freedom?

Conclusion
THE ORGANIZATION FOR THAI FEDERATIONS (OTF) has been established with a firm faith in keeping our heads high as free men and women under the true democratic rule. Thailand shall be governed by the people and freewill of the Federated States.
We therefore declare the rights to organize our nation to be freed from any existing institutions, unless the majority of the people agree to let them continue their functions with fair and honest public consensus.
This is the true story about the plight of Thailands  68 million people, who have
mostly been denied a fair share in its prosperity. The rural population, in particular, have been left far behind; whereas large parts of the population no longer regard that as tolerable. The late Kings death marks the end of an age of deference. Thai People have no other choice but to take back their sovereignty from the fake and lying Thai constitutional monarchy and urgently establish federal Thailand for the sake of their liberty, equality and fraternity. Thai constitutional monarchy will be immediately and permanently replaced by Thai federal constitution establishing Federal Thailand with individual states over all the country of Thailand under Thai Nationality as whole



Organization for Thai Federation
s   Slogan :
Abolish royal dictatorship , establish Thai Federation
.










วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ใครเป็นคนยิง ร. 8




ใครเป็นคนยิง ร. 8



Andrew MacGregor Marshall
เรียบเรียงจากเรื่อง ความลับอันสุดเศร้าของประเทศไทย 
http://www.zenjournalist.org 


ของ Andrew MacGregor Marshall ผู้เขียน Thailand : A Kingdom in Crisis
ช่วงเช้าของวันที่ 9 มิถุนายน  2489

ในหลวงอานันทมหิดล รัชกาลที่
8 ของประเทศสยามที่มีพระชนมายุ 21 พรรษา ได้ถูกยิงที่ศีรษะและเสด็จสวรรคตอยู่ในห้องบรรทมของพระองค์ในพระที่นั่งบรมพิมาน ภายในพระบรมมหาราชวังในกรุงเทพฯ ตอนเย็นของวันนั้น เจ้าฟ้าชายภูมิพลอดุลยเดชซึ่งเป็นพระอนุชาของพระองค์พระชนมายุ 19 พรรษา ได้รับการสถาปนาให้เป็นกษัตริย์รัชกาลที่ 9 ได้ครองราชสมบัติตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ขณะนี้พระองค์ทรงชราภาพและเจ็บป่วยบ่อยครั้ง ทรงเก็บพระองค์เองอยู่ในโรงพยาบาลศิริราช แต่พระองค์ก็ยังคงดำรงตำแหน่งพระมหากษัตริย์ของประเทศไทยต่อไปอย่างไม่มีกำหนด
โดยทางการแล้ว คดีฆาตกรรมเรื่องนี้ได้ถูกพรรณาไว้ว่าเป็นเรื่องลึกลับ เป็นปริศนาทางอาชญากรรมที่ผิดวิสัยที่สุดเรื่องหนึ่งของโลก ซึ่งไม่สามารถเฉลยข้อเท็จจริงออกมาได้ในศตวรรษที่ผ่านมา แต่ในความจริงแล้ว มันชัดเจนมาเป็นเวลานานแล้วว่าใครเป็นผู้ปลงพระชนม์รัชกาลที่ 8  ความจริงได้ถูกปกปิดโดยระบอบเครือข่ายนิยมกษัตริย์ของประเทศไทย ซึ่งส่วนหนึ่งจากการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอันแสนเข้มงวด นั่นคือ กฎหมายอาญามาตรา 112  ซึ่งได้ถูกนำมาใช้เพื่อจัดการบุคคลต่างๆให้กลายเป็นอาชญากร เมื่อมีการสนทนาพูดคุยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และการเมืองของประเทศไทยอย่างเปิดเผยและโดยสุจริตใจ


หลังจากที่ในหลวงอานันท์ได้เสด็จสวรรคตไปเพียงไม่กี่นาที สถานที่เกิดเหตุได้ถูกจัดเปลี่ยนอย่างจงใจเพื่อปกปิดหลักฐานต่างๆว่า สิ่งที่เกิดขึ้นแท้จริงแล้วคืออะไร บุคคลที่อยู่ในพระที่นั่งบรมพิมานในตอนเช้าของวันนัั้น ไม่เคยเปิดเผยความจริงต่อหน้าสาธารณะว่าได้เกิดอะไรขึ้น และบุคคลคนเดียวในขณะนั้นที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน คือ ตัวกษัตริย์ภูมิพลนั่นเอง ดูเหมือนว่าพระองค์ไม่เคยเปิดเผยเลยว่าอะไรได้เกิดขึ้น และคงจะนำความลับนี้ลงสู่หลุมฝังศพไปพร้อมๆ กับตัวพระองค์เอง ถึงแม้ว่าจะมีการทำลายหลักฐานต่างๆ และข้อเท็จจริงตามที่บุคคลที่เกี่ยวข้องได้โกหกว่าอะไรเกิดขึ้นในกรณีสวรรคต  แต่จุดสำคัญประการแรกคือ ไม่มีความเป็นไปได้ที่จะมีผู้ลอบสังหารที่ไม่มีใครรู้จัก สามารถหลบหลีกเข้าไปในพระบรมมหาราชวังในตอนเช้าของวันนั้นได้ การนำเอาปืนสั้น โคลท์ .45 อัตโนมัติออกมาจากตู้ที่อยู่ข้างเตียงนอนของพระองค์ ยิงพระองค์ตรงกลางศีรษะด้วยปืนกระบอกนั้น แล้วหลบหนีไปได้โดยที่ไม่มีใครเห็นเลย คนที่เป็นฆาตกรจะต้องเป็นใครคนใดคนหนึ่งที่อยู่พักอาศัยในพระที่นั่งบรมพิมานเท่านััน

วิถีกระสุนเฉียงลงล่างซ้าย
แต่ทันทีหลังจากที่ในหลวงอานันท์สวรรคตไปแล้ว กลับมีการกระจายข่าวออกไปอย่างกว้างขวางว่า พระองค์ทรงกระทำอัตวินิบาตกรรมคือฆ่าตัวตายเอง พระชนนีศรีสังวาลย์ ได้ขอร้องกับนายกรัฐมนตรีปรีดี พนมยงค์ ให้ประกาศว่า การสวรรคตเป็นอุบัติเหตุที่เกิดจากตัวในหลวงอานันท์เอง นายปรีดีและรัฐบาลก็ยินยอมทำตามคำขอร้องนั้น แต่มันเป็นไปไม่ได้เลยที่ในหลวงอานันท์จะยิงพระองค์เองด้วยความผิดพลาดหรืออุบัติเหตุทำปืนลั่น ในขณะที่ปืนกระบอกนี้จี้อยู่ตรงหน้าผากของพระองค์ขณะที่นอนหงาย และจากวิถีกระสุนที่วิ่งจากหน้าผากผ่านกระโหลกศีรษะทะลุท้ายทอยของในหลวงอานันท์ ขณะฝ่ายนิยมระบอบเจ้าหลายคนที่เป็นนักการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช เป็นผู้เริ่มการปล่อยข่าวว่า นายปรีดี พนมยงค์เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในการปลงพระชนม์ในหลวงอานันท์ นำการสวรรคตมาแสวงหาผลประโยชน์เพื่อต้องการฟื้นระบอบเจ้าแบบเก่า เพื่อเปลี่ยนประเทศไทยให้คืนกลับสู่อดีต

อุปทูตสหรัฐ Charle Woodruff Yost
2450-2524
วันที่
13 มิถุนายน 2489 อุปทูตชาร์ล ดับเบิ้ลยู โยสท์ ( Charge d’affaires Charles W. Yost ) ส่งโทรเลขลับไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในกรุงวอชิงตัน เล่าถึงการสนทนากับนายดิเรก ชัยนาม ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่เพิ่งเข้าเฝ้าฯ กษัตริย์ภูมิพลที่ได้กล่าวยืนยันกับนายดิเรกว่า ข่าวลือต่างๆ ที่ว่านายปรีดีวางแผนปลงsพระชนม์หรือนายหลวงปลงพระชนม์พระองค์เอง เป็นเรื่องที่ไร้สาระ และพระองค์มีความมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า การสวรรคตของในหลวงอานันท์เป็นเรื่องอุบัติเหตุ…… ขณะที่มรว.เสนีย์ ปราโมชส่งหลานและภรรยาของตนไปที่สถานทูตของสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ กล่าวหาว่า นายกรัฐมนตรีปรีดีเป็นผู้วางแผนทำการปลงพระชนม์ในหลวงอานันท์

ดิเรก ชัยนาม 2447-2510
นายปรีดีและรัฐบาลของเขาได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อทำหน้าที่ค้นหาความจริงเกี่ยวกับกรณีสวรรคต ในวันที่
18 มิถุนายน 2489 ประกอบด้วย ประธานศาลทั้งสามศาล พระบรมวงศานุวงศ์ ผู้บัญชาการทหารสามเหล่าทัพ ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภา และอนุกรรมการทางการแพทย์จากหลายฝ่าย
ขณะที่ฝ่ายนิยมระบอบเจ้าได้ปล่อยข่าวว่า กษัตริย์ภูมิพลก็กำลังตกอยู่ในอันตรายด้วย และขอการสนับสนุนจากทูตสหรัฐและอังกฤษ เพื่อการทำรัฐประหารรัฐบาลของนายปรีดี โดยอ้างว่าเพื่อปกป้องพระราชวงศ์ ขณะที่รายงานจากคณะแพทย์เมื่อวันที่
27 มิถุนายน 2489 ลงความเห็นว่ามีคนยิงรัชกาลที่ 8  




Sir Geoffrey Stuart Thompson
2448-2526
โทรเลขลับจากเอกอัครราชทูตอังกฤษเซอร์เจฟฟรี่ย์ ทอมพ์สัน บันทึกการเปิดเผยของนายดิเรก ชัยนาม ว่าทางวังสั่งให้ปกปิดรายงานของคณะแพทย์เป็นความลับห้ามเผยแพร่เด็ดขาด
ความพยายามของรัฐบาลนายปรีดี ที่พยายามชี้ว่าเป็นเรื่องอุบัติเหตุนับเป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรงของรัฐบาลเอง แม้ว่านายกปรีดีมีเจตนาจะรักษาศักดิ์ศรีของสถาบันกษัตริย์ ดังนั้นรัฐบาลนายปรีดีจำเป็นต้องดำเนินการสอบสวนเพื่อค้นหาข้อเท็จจริงที่จะแสดงความบริสุทธิ์ใจของตน โดยไม่ต้องไปหวั่นเกรงเรื่องใดๆอีกต่อไปโดยอาจมีการเรียกประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ ถ้าจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนตัวกษัตริย์ เพราะได้เห็นพิรุธชัดเจนว่าฝ่ายราชวังได้รีบทำความสะอาดเพื่อลบร่องรอยพยานหลักฐานก่อนที่จะยอมให้ใครเข้าไปในห้องพระบรรทมที่เกิดเหตุ ส่วนปืนก็ได้ถูกนำมาวางไว้ข้างๆ และมีการจัดฉากสร้างกระแสให้เกิดความสะเทือนใจ และโกรธแค้น เพื่อโหมโจมตีนายกรัฐมนตรีปรีดีอย่างขนานใหญ่หลายระลอก 
  
ส่วนกษัตริย์ภูมิพลแสดงอาการรู้สึกหดหู่อย่างเห็นได้ชัดต่อการสวรรคตของพระเชษฐา กษัตริย์ภูมิพลดูเหมือนป่วยและซึมเศร้าตลอดเวลาไม่อยากพูดจา และเสด็จไปประทับยังเมืองโลว์ซานน์พร้อมพระชนนี เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2489 เพื่อศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยโลว์ซานน์ ถึงแม้ว่าการไว้ทุกข์ยังไม่ครบ 100 วัน แต่พระองค์ยังคงมีอาการซึมเศร้าเสมอ นานๆครั้งจึงจะเข้าไปเรียนในห้องเรียน และไม่เคยเรียนจบปริญญาใดๆเลย ในปลายปี  2489 พระองค์ส่งข้อความว่า จะไม่เสด็จกลับกรุงเทพเพื่อร่วมงานพระราชพิธีพระบรมศพของในหลวงอานันท์ ดูเหมือนว่าพระองค์มีพระประสงค์จะประทับอยู่ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์อีกเป็นเวลาสองถึงสามปี เพื่อที่จะได้สำเร็จการศึกษาของพระองค์ โดยไม่มีแนวโน้มเลยว่า จะสามารถไขปริศนาเบื้องหน้าเบื้องหลังให้กระจ่างแจ้งออกมาได้



มีแต่.... ที่เป็นคนยิงรัชกาลที่ 8

ในขณะที่การสืบสวนกรณีสวรรคตได้เริ่มเข้มข้นขึ้นถึงจุดที่พุ่งเป้าไปยังกษัตริย์ภูมิพลว่าเป็นผู้ต้องสงสัยว่าจะเป็นผู้ปลงพระชนม์รัชกาลที่ 8 และต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ รัฐบาลกลัวว่าจะมีผลกระทบที่สั่นคลอนต่อเสถียรภาพในการเปิดเผยเรื่องราวนี้ออกมา และไม่ต้องการให้กษัตริย์ภูมิพลสละราชสมบัติ


จุมภฏพงษ์และมรว.พันธุ์ทิพย์
ขณะที่พวกเจ้าบางฝ่ายได้จัดเตรียมให้พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตรขึ้นมาดำรงตำแหน่งพระมหากษัตริย์แทน รัฐบาลนายปรีดีได้ตัดสินใจเก็บข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวโยงถึงกษัตริย์ภูมิพลไว้เป็นความลับและทำการควบคุมการเสนอข่าวสารมิให้โยงใยไปถึงตัวกษัตริย์ภูมิพล ดังนั้น พวกนิยมระบอบเจ้าจึงต้องรีบทำการโค่นล้มรัฐบาลของนายปรีดี พนมยงค์เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 โดยร่วมมือกับกลุ่มคณะทหารของจอมพล ป  พิบูลสงคราม ใช้การโหมโฆษณาชวนเชื่อที่ว่า นายปรีดี พยายามปกปิดซุกซ่อนหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับกรณีสวรรคต เพื่อสร้างความชอบธรรมให้การยึดอำนาจของพวกเขา นายปรีดี พนมยงค์ได้หลบหนีออกนอกประเทศเพื่อความปลอดภัยในชีวิตของตนเอง แล้วทำการกล่าวหาจับกุมมหาดเล็กสองคนคือ นายบุศย์ ปัทมศริน และ นายชิต สิงหเสนีพร้อมกันกับนายเฉลียว ปทุมรส อดีตราชเลขาธิการ  รัฐบาลนายควงที่มาจากการรัฐประหารได้กล่าวหาว่า พวกเขาร่วมกันวางแผนเรื่องลัทธิคอมมิวนิสต์ โดยมีนายปรีดีเป็นต้นคิดในการปลงพระชนม์ในหลวงอานันท์ แต่พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร ซึ่งเป็นรัชทายาทของการสืบราชสมบัติ ได้แจ้งกับเอกอัครราชทูตอังกฤษ เจฟฟรี่ย์ ทอมพ์สันว่ารัฐบุรุษอาวุโสไม่เคยมีส่วนรู้เห็นแต่ประการใดในเรื่องการเสด็จสวรรคตของรัชกาลที่ 8 และที่สำคัญคือกรณีสวรรคตน่าจะเกิดจากที่พระอนุชาภูมิพลทำปืนลั่นโดยอุบัติเหตุ จึงต้องปกปิดเป็นความลับต่อไปอีกนานรวมทั้งการที่รัฐบาลต้องหาทางแก้ตัวให้กษัตริย์ภูมิพล รัฐบาลนายปรีดีต้องพยายามปกปิดข้อเท็จจริงแต่มันกลายเป็นว่าทำคุณบูชาโทษ โปรดสัตว์กลับได้บาป

หลวงธำรงค์นาวาสวัสดิ์ ( 2444-2531)
ในเดือนกุมภาพันธ์  2491 พลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกรัฐประหารในเดือนพฤศจิกายน 2490 จากเดือนสิงหาคม 2489 จนถึงวันที่เขาถูกปลดออกจากตำแหน่งจาก หลวงธำรงค์ได้กล่าวต่อเอกอัครราชทูตทอมพ์สันของอังกฤษอย่างหนักแน่นว่า กษัตริย์อานันทมหิดลได้ถูกยิงสวรรคตโดยกษัตริย์ภูมิพล โดยที่รัฐบาลของเขาไม่สามารถเปิดเผยข่าวนี้ได้ การสอบสวนที่ดำเนินการในขณะที่เขาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่นั้น ได้ตัดเรื่องอัตวินิบาตกรรมหรือฆ่าตัวตายออกไป แต่สาธารณชนไม่ควรรับทราบสิ่งต่างๆ ที่เจ้าหน้าที่สอบสวนได้ค้นพบ เนื่องจากเหตุผลของความจงรักภักดีต่อพระราชวงศ์จักรี นายกรัฐมนตรีหลวงธำรงได้มีคำสั่งห้ามทุกคนเปิดเผยข้อเท็จจริงตามสำนวนการสอบสวนโดยเด็ดขาด


Edwin F. Stanton
ในเดือนถัดมา หลวงธำรงค์ฯ ได้กล่าวอย่างชัดเจนยิ่งกว่าทุกๆ ครั้ง กับนายเอ๊ดวิน สแตนตั้น ( Ambassador Edwin Stanton ) เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ในการดื่มน้ำชาร่วมกันเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2491 ที่สถานทูตสหรัฐ ว่ากรณีสวรรคตอันเศร้าสลดคงจะต้องเป็นความลับสุดยอดของประเทศไปแล้ว แม้ว่าหลักฐานต่างๆที่มีการรวบรวมกันในขณะที่เขาเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่นั้น มีแนวโน้มที่จะพัวพันเชื่อมโยงมุ่งไปที่กษัตริย์ภูมิพลองค์ หลวงธำรงค์และนายปรีดีเองต่างก็อยู่ในสถานการณ์น้ำท่วมปากแบบเดียวกัน เพราะถ้ามีการเปิดเผยว่ากษัตริย์ภูมิพลเป็นผู้เกี่ยวข้องกรณีสวรรคตอย่างแท้จริง เชื่อว่ากษัตริย์ภูมิพลคงจะต้องสละราชสมบัติ และคงเกิดเรื่องสับสนอลหม่านติดตามมา พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิตจะเป็นรัชทายาทผู้สืบราชสมบัติองค์ต่อไป แต่พระองค์เจ้าจุมภฏฯ และพระชายาไม่ได้รับความนิยม รัชทายาทองค์ต่อมาจากพระองค์เจ้าจุมภฏคือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ก็ไม่ได้รับความนิยมเช่นเดียวกัน ขณะที่อำนาจของสถาบันกษัตริย์ยังคงฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทย


ควง อภัยวงศ์ ( 2445 - 2511 )
ในเวลานั้น ได้เกิดความตื่นตระหนกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในเรื่องที่กษัตริย์ภูมิพลปฏิเสธที่จะเสด็จกลับจากเมืองโลว์ซานน์ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ และความกังวลใจเรื่องที่กษัตริย์ภูมิพลมีส่วนรู้เห็นในกรณีสวรรคต ซึ่งจะสั่นสะเทือนสถานภาพของพระองค์  ผู้นำของกลุ่มนิยมระบอบกษัตริย์รวมทั้งนายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์


มรว.เสนีย์ ปราโมช ( 2448 -2540 )

และพี่น้องตระกูลปราโมชคือ หม่อมราชวงศ์ เสนีย์ และ หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ได้ร่วมกันวางแผนเตรียมการประกาศว่า กษัตริย์ภูมิพลได้ทำการปลงพระชนม์ในหลวงอานันท์ โดยพวกเขาหวังว่าจะเป็นการบังคับให้กษัตริย์ภูมิพลสละราชสมบัติเพื่อเปิดทางให้กับพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตรขึ้นเป็นกษัตริย์แทน


Kenneth Landon ( 2446- 2536)
นายเคนเนท แลนดอน ( Kenneth Landon ) ผู้ช่วยหัวหน้าสำนักงานฝ่ายเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาได้ส่งโทรเลขถึงกรุงวอชิงตัน เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2491 มีข้อความว่า...รายงานล่าสุดจากแหล่งข่าวหลายแห่ง ซึ่งมีส่วนเชื่อมโยงกับการลอบปลงพระชนม์ในหลวงอานันท์ ส่งผลให้ นายควง เตรียมที่จะแถลงการณ์ว่า กษัตริย์ภูมิพลปลงพระชนม์พระเชษฐาของพระองค์โดยอุบัติเหตุ ซึ่งกษัตริย์ภูมิพลจะสละราชสมบัติ  ต่อจากนั้นพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร จะได้รับการสถาปนาให้เป็นพระมหากษัตริย์องค์ต่อไป เนื่องจากพระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตรเป็นคนที่มีวุฒิภาวะสูง รวมทั้งมีความมั่งคั่งอย่างมากด้วย พร้อมทั้งมีประสบการณ์อย่างยาวนานด้านการเมืองภายในวัง  แต่จอมพล ป พิบูลสงคราม ยืนกรานคัดค้านข้อเสนอของนายควงที่จะให้พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตรได้รับการสถาปนาเป็นพระมหากษัตริย์องค์ต่อไป แม้ว่ากษัตริย์ภูมิพลจะปลงพระชนม์พระเชษฐาของพระองค์ด้วยความตั้งใจหรือเป็นอุบัติเหตุก็ตาม จอมพลป.และนายปรีดีเป็นคู่ปรปักษ์หรือศัตรูทางการเมืองซึ่งสังกัดอยู่ในพรรคการเมืองเดียวกัน แม้ว่าเขาทั้งสองเห็นพ้องต้องกันในการต่อต้านไม่ให้สถาบันกษัตริย์กลับคืนสู่อำนาจอีก แต่พวกเขาไม่ได้ต่อต้านกษัตริย์ภูมิพลเพราะว่าพระองค์ยังไม่ได้เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวและไม่มีบริวารห้อมล้อม จอมพล ป ซึ่งเป็นนายทหารผู้มีอิทธิพลมากของกองทัพ ได้รีบทำรัฐประหารล้มรัฐบาลของนายควง ในเดือนเมษายน  2491  เพราะจอมพล ป. ต้องการให้กษัตริย์ภูมิพลครองราชบัลลังก์ต่อไป โดยจะใช้พยานหลักฐานในคดีสวรรคตมาต่อรองผลประโยชน์กับกษัตริย์ภูมิพลได้ในภายหลัง

เฉลียว บุศย์ และชิต ในศาล
การพิจารณาคดีการเสด็จสวรรคตของในหลวงอานันท์ได้เริ่มขึ้น ในตอนบ่ายของวันพุธที่
28 กันยายน 2491 โดยมีมหาดเล็กสองคนคือ นายบุศย์ ปัทมศริน และ นายชิต สิงหเสนี รวมทั้งนายเฉลียว ปทุมรส ซึ่งเป็นอดีตราชเลขาธิการ  ถูกกล่าวหาว่า สมคบกันทำการปลงพระชนม์ในหลวงอานันท์ การพิจารณาคดีและการอุทธรณ์ได้ถูกดึงให้ยืดเยื้อเป็นเวลามากกว่า 6 ปี
ในท้ายที่สุด กษัตริย์ภูมิพลได้เสด็จกลับมาสู่ประเทศไทยอย่างเมื่อเดือนมีนาคม  
2493 เพื่อร่วมพระราชพิธีพระบรมศพฯพระเชษฐาของพระองค์ และเข้าพิธีบรมราชาภิเษกอย่างเป็นทางการ รวมทั้งพิธีราชาภิเษกสมรสกับ มรว.หญิงสิริกิติ์ กิติยากร  แล้วพระองค์ก็เสด็จออกจากประเทศไทยเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2493 ซึ่งเป็นเวลาเพียงสองสามวัน ก่อนที่จะครบรอบการเสด็จสวรรคตของพระเชษฐา  ต่อมาพระองค์จึงได้เสด็จกลับสู่ประเทศไทยเพื่อปฏิบัติหน้าที่พระมหากษัตริย์เมื่อปลายปี  2494  กษัตริย์ภูมิพลทรงทราบดีว่า นายบุศย์ ปัทมศริน, นายชิต สิงหเสนี และนายเฉลียว ปทุมรส ไม่มีส่วนรู้เห็นใดๆ เกี่ยวกับการปลงพระชนม์ของพระเชษฐาของพระองค์ แต่พระองค์ก็ไม่กระทำการใดๆ เพื่อช่วยชีวิตของพวกเขา  บุคคลทั้งสามได้ถูกประหารชีวิตในเดือนกุมภาพันธ์ 2498 ด้วยข้อหาอาชญากรรมที่พวกเขาไม่ได้เป็นผู้ลงมือกระทำแต่อย่างใด


กษัตริย์ภูมิพลได้เปลี่ยนคำให้การของพระองค์เองหลายครั้ง ทั้งๆที่กษัตริย์ภูมิพลเคยยืนยันอย่างแข็งขันไม่กี่วันหลังจากที่พระเชษฐาสวรรคตว่ามันเป็นอุบัติเหตุ แต่พระองค์กลับยกเลิกคำให้การเหล่านั้นในการพิจารณาคดีครั้งต่อมา โดยพระองค์หันไปเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยหลายเรื่อง ที่เป็นการทำลายความน่าเชื่อถือคือให้ร้ายนายเฉลียว ปทุมรส  กษัตริย์ภูมิพลได้พระราชทานสัมภาษณ์แก่สถานีโทรทัศน์ บีบีซี ซึ่งออกอากาศเมื่อปี 2523 โดยแก้ตัวว่า การคดีสวรรคตเป็นเรื่องที่ลึกลับซับซ้อน จากการอำพรางคดีโดยบุคคลหลายคนที่มีอำนาจมากทั้งในและต่างประเทศที่ไม่ทราบว่าเป็นใครบ้าง


William Stevenson กับภูมิพล
ระหว่างปีทศวรรษ  2530 กษัตริย์ภูมิพลยังได้ให้นายวิลเลียม สตีเวนสัน ( William Stevenson ) นักเขียนชาวแคนาดา เขียนชีวประวัติกึ่งทางการโดยกษัตริย์ภูมิพลแต่งเรื่องว่านายมาซาโนบุ ซูจิ ( Masanobu Tsuji ) นายทหารที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่นได้ลักลอบเข้าไปในพระบรมมหาราชวัง โดยปลอมตัวเป็นพระภิกษุ


Masanobu Tsuji ( 2444-2504 )
ทั้งๆที่นายมาซาโนบุ ซุจิ ผู้นี้ไม่ได้อยู่ใกล้กรุงเทพเลย ในขณะที่ในหลวงอานันท์ถูกปลงพระชนม์ การเปลี่ยนเรื่องราวครั้งแล้วครั้งเล่าไปเรื่อยๆของกษัตริย์ภูมิพลเอง แสดงให้เห็นพิรุธว่า กษัตริย์ภูมิพลพยายามปกปิดสิ่งที่เกิดขึ้นจริงเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน  2489  โดยที่กษัตริย์ภูมิพลไม่เคยให้คำอธิบายที่น่าเชื่้อถือเกี่ยวกับกรณีสวรรคตเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่เป็นเรื่องที่น่าแปลกเกี่ยวที่ภายในวงการระดับสูงของประเทศไทย กลับรับรู้กันมาตลอดว่า กษัตริย์ภูมิพลเองที่เป็นผู้ปลงพระชนม์พระเชษฐาของพระองค์ ซึ่งอาจจะเป็นอุบัติเหตุ

บันทึกของนางมากาเร็ต แลนดอน
(
Margaret Landon)



Margaret และ Kenneth Landon
นางมากาเร็ต แลนดอนเป็นภรรยาของนายเคนเนท แลนดอน ( Kenneth Landon ) นักการทูตสหรัฐอเมริกาเมื่อปี  2514 ได้เขียนบันทึกด้วยลายมือเกี่ยวกับกรณีสวรรคตเก็บไว้ที่หอสมุดวิทยาลัยวีตั้น ( Wheaton College ) สหรัฐอเมริกา  อ้างการสนทนากับนางลิเดีย ณ ระนอง ( Lydia Na Ranong ) ซึ่งเป็นผู้หญิงที่เกิดในตระกูลผู้ดีของจีนและเป็นคนสนิทของกลุ่มพระบรมวงศานุวงศ์ระดับสูงในกรุงเทพฯที่ได้เล่าเรื่องราวที่ได้ยินมาจากแวดวงของพระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ว่า มหาดเล็กทั้งสองคน คือ นายบุศย์ ปัทมศริน และ นายชิต สิงหเสนี ได้รู้เห็นต่อการปลงพระชนม์ในหลวงอานันท์

โดยที่อดีตราชเลขาธิการ คือ นายเฉลียว ปทุมรส มีความสัมพันธ์เป็นชู้สาวกับนางสังวาลย์ และอยู่ในห้องบรรทมของพระนางในขณะที่ในหลวงอานันท์ถูกยิงสวรรคต โดยพระนางสังวาลย์ ซึ่งเป็นพระชนนีมาจากตระกูลสามัญชนและไม่เคยได้รับความชื่นชอบ จากกลุ่มพระบรมวงศานุวงศ์ส่วนใหญ่เลย 


วไลยอลงกรณ์ สว่างวัฒนาและมหิดล
พระนางเจ้าสว่างวัฒนาส่งเจ้าฟ้ามหิดลไปเรียนที่อเมริกา ได้ส่งเด็กสาวให้เป็นผู้ติดตามไปด้วยสองคนไปเรียนให้ดูเหมือนว่าไปเรียนด้วยกัน แต่ที่จริงแล้วก็ส่งไปเป็นเมียน้อยเพื่อประกบเจ้าฟ้ามหิดล เพราะพระนางสว่างวัฒนากลัวว่าเจ้าฟ้ามหิดลจะไปได้ผู้หญิงต่างชาติเป็นเมีย

 

เจ้าฟ้ามหิดลกับนส.สังวาลย์
แต่เจ้าฟ้ามหิดลได้ตกหลุมรักกับนางสาวสังวาลย์และตัดสินพระทัยที่จะอภิเษกสมรสกับเธอ ซึ่งได้สร้างความตกตะลึงในหมู่พระบรมวงศานุวงศ์เป็นอย่างมาก โดยมีแนวโน้มว่าพระนางเจ้าสว่างวัฒนาและรัชกาลที่ 6 คงยังคงปฎิเสธที่จะจัดพระราชพิธีอภิเษกสมรส แต่เจ้าฟ้ามหิดลเองได้วางแผนให้เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต เป็นผู้ประกอบพิธีอภิเษกสมรสให้จนสำเร็จ แต่พระบรมวงศานุวงศ์ก็ยังแสดงความเกลียดชังต่อนางสังวาลย์ตลอดมา

ในตอนเช้าของวันที่
9 มิถุนายน 2489 ในหลวงอนันท์อานันท์ยังประชวรอยู่ โดยบรรทมอยู่บนเตียงพร้อมกับหยิบปืนขึ้นมาเล่น เจ้าฟ้าชายภูมิพลเสด็จเข้ามาข้างในห้องบรรทม ในหลวงอานันท์จับปืนขึ้นจ่อมาที่พระเศียรของเจ้าฟ้าภูมิพลและกล่าวว่า ฉันสามารถฆ่าเธอได้ แต่เจ้าฟ้าภูมิพลก็แย่งปืนมาและยกปืนจ่อที่พระเศียรของในหลวงอานันท์ แล้วกล่าวว่า ฉันก็ฆ่าเธอได้เช่นกัน  ในหลวงอานันท์ ร้องว่า เหนี่ยวไกเลย  เหนี่ยวไกเลย

พระอนุชาขึ้นเป็นกษัตริย์ภูมิพลหลังยิงพระเชษฐา
เจ้าฟ้าภูมิพลก็ทำตามนั้นและก็ได้สังหารหรือปลงพระชนม์ในหลวงอานันท์จริงๆ นางลิเดียเชื่อว่า การปลงพระชนม์เป็นอุบัติเหตุ และมันเป็นเรื่องที่ไม่เคยมีการจัดการสะสางข้อเท็จจริงกันเลย เจ้าฟ้าภูมิพลตกใจจนลนลานและหวาดกลัวสุดขีด  หลังจากนั้น มหาดเล็กสองคนก็ต้องถูกประหารชีวิตเนื่องจาก ได้เห็นการฆาตกรรมที่เกิดขึ้นตรงหน้า   พระบรมวงศานุวงศ์เชื่อว่า พระชนนีสังวาลย์ควรจะต้องยืนกรานที่จะเปิดเผยความจริงให้เป็นที่รับรู้กัน เพราะพวกเขาเชื่อว่าการสวรรคตเป็นเรื่องของอุบัติเหตุโดยแท้ มิใช่การฆาตกรรมหรือเจตนาปลงพระชนม์  และประชาชนควรได้รับทราบว่าเกิดอะไรขึ้น หลังจากนั้น เจ้าฟ้าภูมิพลควรสละราชสมบัติไปเป็นพระภิกษุตลอดชีวิตและยินยอมให้ราชสมบัตินั้นเปลี่ยนผ่านไปยังสมาชิกของพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์อื่นแทน วิธีการนี้จะเป็นวิถีทางที่น่ายกย่องซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสุจริตใจ


พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์

ฝ่ายพระบรมวงศานุวงศ์เชื่อว่า การสืบราชสมบัตินั้นจะถูกผ่านมายังพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ทั้งๆที่พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ได้ถูกกันออกไปแล้วตามพระประสงค์ของรัชกาลที่ 6 เนื่องจากว่า พระมารดาของพระองค์เป็นชาวรัสเซีย บุคคลที่น่าจะได้รับการเลือกให้สืบราชบัลลังก์ตามหลักแล้วน่าจะเป็นพระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร แต่พระองค์ไม่มีพระโอรส และมีแต่เพียงพระธิดา ซึ่งสมรสกับผู้ชายชาวฝรั่งเศส นายปรีดี พนมยงค์ มีจดหมายฉบับหนึ่งซึ่งเขียนโดยจอม ป พิบูลสงคราม  1 ปีก่อนหน้าที่จอมพลแปลกจะถึงแก่อสัญกรรม โดยยอมรับสารภาพว่า ข้อกล่าวหาให้ร้ายนายปรีดีในกรณีสวรรคตล้วนเป็นเรื่องเท็จทั้งสิ้น และตัวจอมพล ป.เอง ก็รู้ดีในเรื่องนี้

...................